เมื่อ “ความโกรธ” อยู่เหนือ “วินัย” ทหาร-ตำรวจ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ที่ถืออาวุธร้ายแรง จะเปลี่ยนจาก “ผู้ปกป้อง” กลายเป็น “ผู้ทำลาย” ในพริบตา
สภาวะที่ “คนถืออาวุธ” เผชิญหน้ากันด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เปรียบเสมือนการจุดชนวนระเบิดเวลาที่ไม่มีใครควบคุมได้ ซึ่งสร้างความเสี่ยงขั้นวิกฤตที่พร้อมจะลุกลามเป็นโศกนาฏกรรมใหญ่
กระสุนหรือแรงระเบิดนานาชนิดสำหรับทำสงครามไม่ได้จำกัดวงความเสียหายแค่คู่กรณีพื้นที่อันตราย ในค่าย ในป่าเขา หรือชุมชนรอบข้างจะกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยของเพื่อนทหารคนอื่นและประชาชนทันที
ผู้บังคับบัญชาต้องกล้าออกมายุติปัญหา…เมื่อทหารในหน่วยกำลังจะฆ่ากันเอง หรือจะทำร้ายผู้อื่นเป็นรายต่อไป
เหตุลั่นไก สังหาร แก้แค้น ผู้บังคับบัญชา เหตุทะเลาะกันเองของคนถืออาวุธในสนามรบ หรือในที่ตั้งปกติ…เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ
เมื่อคนกลุ่มหนึ่งต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันนานนับเดือน นับปี การกระทบกระทั่ง เรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เป็นสาเหตุหนึ่งของความสูญเสียที่มักไม่ค่อยถูกเปิดเผย
ผู้เขียนขอเล่าตัวอย่างของเรื่องจริง…ที่ไม่ค่อยน่าสบายใจ
ทหารแอบโยนระเบิดมือใส่ที่พักของผู้บังคับบัญชา…
คำว่า “Fragging” (แฟรกกิ้ง) แผลงมาจากคำว่า Fragmentation Grenade (ระเบิดสังหารแบบสะเก็ด)
หมายถึง พฤติกรรมที่ทหารชั้นผู้น้อยลอบสังหารผู้บังคับบัญชา หรือเพื่อนทหารด้วยกันเอง โดยมักจะแอบหย่อนลูกระเบิดสังหารเข้าไปในเต็นท์นอน บังเกอร์ หรือห้องน้ำในขณะที่เหยื่อกำลังหลับหรือเผลอ
มีคำถามว่า…ทำไมต้องเป็นระเบิดมือ?
แรงระเบิด…จะทำลายหลักฐานลายนิ้วมือ ไม่หลงเหลือเกลียวกระสุนให้พิสูจน์ สามารถอ้างได้ง่ายๆ ว่า เป็นการลอบโจมตีจากข้าศึก
ในช่วงปี 1969-1972 ระหว่างสงครามเวียดนาม สถิติของกระทรวงกลาโหมสหรัฐบันทึกไว้ว่า…เกิดเหตุ
แฟรกกิงที่ยืนยันและต้องสงสัยมีจำนวนมากถึง 904 ครั้งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 86 นาย และบาดเจ็บมากกว่า 700 นาย (และเชื่อว่าตัวเลขจริงสูงกว่านี้มาก เนื่องจากหลายคดีถูกบันทึกรวมไปกับการเสียชีวิตในสนามรบ)
ความเครียดสะสม (Combat Fatigue) ของ “คนถืออาวุธ” จากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กดดันเป็นเวลานาน นอนน้อย ทำให้ควบคุมอารมณ์ได้ต่ำกว่าปกติ
การใช้อำนาจมิชอบ (Power Abuse) ของผู้บังคับบัญชา ที่ใช้อำนาจกลั่นแกล้ง กดขี่ หรือลงทัณฑ์อย่างไร้เหตุผล
การเอารัดเอาเปรียบ อ้างระบบอาวุโสที่สร้างกันขึ้นมาเองในสถาบันการศึกษา ในหน่วย ใครต้องเป็นพี่-ใครต้องเป็นน้อง จนทำให้รุ่นน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความคับแค้นใจ กลายเป็นความขัดแย้งส่วนตัวที่ลุกลามถึงขั้นใช้อาวุธที่อยู่ในมือ
ปัจจัยอะไรขับเคลื่อนให้ทหารฆ่ากันเอง?
ขอใช้ข้อมูลจากกลาโหมสหรัฐ…ในสงครามเวียดนามครับ…
ภาวะเหนื่อยล้าสะสมและความกลัวตาย ทหารที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ โรคภัยในป่าดิบชื้น และเสียงระเบิดปืนกลตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้สมองขาดการพักผ่อน เกิดภาวะตื่นตระหนกและหวาดระแวงเกินกว่าปกติ จนระบบคิดวิเคราะห์พังทลาย
เกลียดชังผู้บังคับบัญชาที่ “หิวกระหายผลงาน” (Gung-ho-Officers) ชนวนเหตุหลักมักเกิดจากนายทหารจบใหม่หรือผู้บังคับบัญชาบ้าระห่ำที่ต้องการ “เหรียญกล้าหาญ” เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ จึงสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาออกไปทำภารกิจเสี่ยงตายอย่างไร้เหตุผล เช่น สั่งเดินลาดตระเวนในพื้นที่อันตรายซ้ำๆ ทหารชั้นผู้น้อยที่ไม่อยากตายในสงครามที่พวกเขามองว่าไม่มีวันชนะ จึงเลือกที่จะ “ฆ่าผู้บังคับบัญชา” ง่ายกว่าปล่อยให้ผู้บังคับบัญชาพาพวกเขาไปตาย
ในภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Platoon (1986) มีฉากที่ตัวละครแอบใช้ความโกลาหลในสนามรบยิงสังหารผู้บังคับบัญชา ซึ่งผู้กำกับ โอลิเวอร์ สโตน นำมาจากประสบการณ์จริงที่เขาเคยเจอในสงครามเวียดนาม
ในความเป็นจริง บางหน่วยทหารจะมีการ “ลงขัน” ตั้งค่าหัวผู้บังคับบัญชาที่โหดร้ายหรือบ้าอำนาจ โดยทหารในหน่วยจะรวบรวมเงินกันหลักร้อยถึงหลักพันดอลลาร์ มอบให้กับใครก็ตามที่สามารถ “ระเบิดหัว” นายทหารคนนั้นทิ้งได้สำเร็จ
ตัวอย่างในสงครามโลกครั้งที่ 2
ปี 1945 กรณี พันโท เจมส์ บอลด์วิน ในสมรภูมิโอกินาวา ซึ่งเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่นองเลือดและกดดันที่สุดในภาคพื้นแปซิฟิกชนวนเหตุ พันโทบอลด์วินผู้บังคับกองพันที่เข้มงวดอย่างมาก ทหารในสังกัดต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ต้องนอนในดินโคลน และเผชิญกับการบุกโจมตีแบบพลีชีพของทหารญี่ปุ่นตลอดเวลา จนเกิดความเครียดสะสมขั้นรุนแรง
ทหารมองว่าการสั่งการของผู้พันบอลด์วินเป็นคำสั่งฆ่าตัวตาย
คืนหนึ่งขณะที่เขากำลังนอนหลับอยู่ในเต็นท์ที่บังคับการ
ทหารในหน่วยจับกลุ่มกันแอบถอดสลักระเบิดมือแบบสังหาร แล้วโยนเข้าไปใต้เต็นท์ของเขา แรงระเบิดทำให้พันโทบอลด์วินเสียชีวิตทันที
ในรายงานอย่างเป็นทางการ กองทัพรายงานว่าเขาเสียชีวิตจาก “สะเก็ดระเบิดปืนใหญ่ของข้าศึก” เพื่อปิดข่าวและรักษาขวัญกำลังใจของกองทัพ ไม่ให้ทหารหน่วยอื่นเลียนแบบ
วิธีการแก้ไขตามตำราที่สั่งสอนกันมา คือ ผู้บังคับบัญชาโดยตรงต้องรีบสั่งย้ายคู่กรณีหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากพื้นที่หรือหน่วยรบเดิมทันที เพื่อยุติการปะทะซ้ำและลดความตึงเครียดในหน่วย
ต้องแยกกักตัวทหารคนอื่นๆ ในเหตุการณ์เพื่อสอบปากคำทีละคน ป้องกันการเตี๊ยมข้อมูลหรือการข่มขู่พยานในหน่วย
ต้องมีระบบสับเปลี่ยน-หมุนเวียนกำลังพล ไม่ปล่อยให้ทหารหน่วยเดิมปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยยาวนานเกินไป ต้องมีการหมุนเวียนกำลังพลกลับไปพักผ่อนในแนวหลังเพื่อลดความกดดัน
สร้างกลไกการร้องเรียนที่เป็นความลับ เพื่อเปิดช่องทางให้ทหารชั้นผู้น้อยสามารถรายงานพฤติกรรมบ้าอำนาจ การทุจริต หรือการกลั่นแกล้งของผู้บังคับบัญชาได้โดยตรงไปยังหน่วยเหนือ โดยไม่ถูกเปิดเผยตัวตนเพื่อความปลอดภัย
ผู้นำหน่วย…สำคัญที่สุด
ภาวะผู้นำ (Leadership) คือความสามารถสูงสุดในการตัดสินใจ นำพา และรักษาชีวิตของทีมงานท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความกดดัน ความไม่แน่นอน และอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในบริบททางทหารหรือการรบ
“ผู้นำ” ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “สั่งการ” แต่ต้องเป็น “ศูนย์รวมจิตใจ” ที่ป้องกันไม่ให้หน่วยพังทลายจากภายใน
“ผู้นำ” ต้องเด็ดขาดเพื่อส่วนรวม หากมีบุคคลที่กำลังทำตัวเป็นภัยต่อความมั่นคงของทีม เริ่มออกอาการคลุ้มคลั่ง หันอาวุธใส่พวกเดียวกัน ผู้นำต้องกล้าใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด่วนที่สุดเพื่อปกป้องคน
ส่วนใหญ่
“การเอาเปรียบ” ผสมรวมกับ “ไร้คุณธรรม” ของผู้บังคับบัญชา กลายเป็นชนวนแห่งความตายได้เสมอ
เหตุด้วยผู้มีอำนาจ เล่นพรรค-เล่นพวก ฉวยโอกาสตักตวงผลประโยชน์ ละเลยความทุกข์ยาก หรือโยนความเสี่ยงให้ผู้อื่น จนผลักดันให้เหยื่อเกิดภาวะ “หมาจนตรอก” และเลือกใช้ความรุนแรงขั้นสูงสุดเป็นทางออก
เรื่องการใช้อำนาจของทหารรุ่นพี่หรือครูฝึก ซ้อมทรมาน รีดไถเงิน ยึดของฝากจากครอบครัว โดยที่ระบบของกองทัพยังขอปกป้องผู้กระทำผิดและมองข้ามเสียงร้องเรียน…จะกลายเป็นชนวนแห่งความตาย
อาวุธในมือทหารมีอำนาจทำลายล้างสูงและปลดปล่อยได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสไก
การ “กราดยิงแก้แค้นแบบไม่เลือกหน้า” (Mass Shooting) ก่อนจบชีวิตตัวเอง มาจากเหยื่อเกิดภาวะความคับแค้นใจสะสม รู้สึกหมดสิ้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และไม่มีทางสู้ในระบบปกติ
ระบบคุณธรรม คือเกราะคุ้มกันชั้นดีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้อาวุธของทหารได้อย่างยั่งยืนที่สุด เพราะระบบนี้มุ่งเน้นความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการคัดกรองคนตามความสามารถ ซึ่งช่วยตัดวงจรความคับแค้นใจอันเป็นชนวนเหตุของความรุนแรงได้อย่างตรงจุด
เมื่อผู้บังคับหน่วยให้ความ “เป็นธรรม” ทหารจะรู้สึกปลอดภัยและมีคุณค่า ความโปร่งใสของระบบคุณธรรมจึงเปรียบเสมือนการ “ถอดสลักระเบิด” แห่งความโกรธแค้นออกจากใจของผู้ถืออาวุธได้อย่างแท้จริง
อุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนระบบคุณธรรมในระบบราชการไทย คือ “วัฒนธรรมอุปถัมภ์” และ “โครงสร้างอำนาจนิยม” ที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และยังเข้มข้น ขยายตัวอย่างเหลือเชื่อ
ค่านิยมการช่วยเหลือ “คนของใคร” หรือ “ศิษย์สถาบันเดียวกัน” ยังคงเข้มข้น ทำให้ความสามารถถูกมองข้าม
8 กุมภาพันธ์ 2563 เริ่มตั้งแต่บ่าย 3 โมง เกิดเหตุการณ์กราดยิงครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา อายุ 32 ปี สังกัดกรมสรรพาวุธ กระสุน ที่ 22 สังกัดค่ายสุรธรรมพิทักษ์ กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา ใช้อาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม. เป็นอาวุธส่วนตัว ยิงนายทหารชั้นผู้ใหญ่
ไปปล้นเอาปืนเล็กยาว HK33 จากคลังในค่าย 2 กระบอก จำนวน 776 นัด และนำปืนกล M60 อีก 1 กระบอก พร้อมกระสุน จำนวน 3 สาย
ข้อมูลจากคนใกล้ชิดระบุว่า จ.ส.อ.ช้ำใจที่ถูกโกงเงินทอนจากสิทธิสวัสดิการกู้ซื้อบ้าน ตกลงแบ่งผลประโยชน์กันแล้วถูกเบี้ยวในภายหลัง จึงตั้งใจไปล้างแค้น
จ่าใช้รถยนต์ขับหลบหนี…กราดยิงประชาชนรายทางจนถึงห้างเทอร์มินอล 21 โคราช
เวลาประมาณ 17.00 น. จ.ส.อ.จักรพันธ์หนีเข้าไปในห้างเทอร์มินอล 21 จ่าโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รวมถึงรูปภาพที่ตัวเองเซลฟี่กับจุดต่างๆ ภายในห้าง เจ้าหน้าที่ตรึงกำลังปิดล้อม
จ่ายิงประชาชนเสียชีวิตรวม 31 ราย บาดเจ็บอีกเกือบ 60 คน
9 กุมภาพันธ์ ราว 09.30 น. มีการแถลงข่าวระบุว่าคนร้ายได้เสียชีวิตแล้วหลังถูกเจ้าหน้าที่ “จับตาย” ทางราชการจ่ายค่าเยียวยาผู้เสียหายรวมกว่า 160 ล้านบาท และบรรจุทายาทรับราชการและรัฐวิสาหกิจ 31 ราย
ผู้ถูกเอาเปรียบจะรู้สึก “ไร้อำนาจ” แต่เมื่อเขาเข้าถึงอาวุธปืนหรืออาวุธสงคราม อาวุธนั้นจะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วย “พลิกสถานะ” ทำให้เขารู้สึกว่าตนเอง “มีอำนาจเหนือกว่า” ผู้ที่เคยเอาเปรียบในทันที

