ซีรีส์วายไทยดังจนกลายเป็นเรื่องทางการทูตไทย-จีน
คำว่า “ซีรีส์วาย” ที่คนไทยใช้กัน มาจากวัฒนธรรมเรื่องราวความรักระหว่างชายกับชาย ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่คนไทยเอามาดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์และซีรีส์ออนไลน์ ใส่ความเป็นไทยเข้าไป ทั้งสถานที่ อาหาร ภาษา มหาวิทยาลัย เสื้อผ้า เพลง และวิถีชีวิต แล้วก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นคือ คนต่างชาติพากันติดงอมแงม โดยเฉพาะในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ตลอดไปจนถึงยุโรปและลาตินอเมริกา
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์เคยประเมินว่า มูลค่าตลาดซีรีส์วายและคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องของไทยใน พ.ศ.2568 น่าจะสูงกว่า 4,900 ล้านบาท เติบโตประมาณร้อยละ 17 ต่อปีใน พ.ศ.2568 ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือใน พ.ศ.2567 ไทยผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ และเรื่องสั้นประเภท Boy Love และ Girl Love รวมกันแล้วมากกว่า 340 เรื่อง และครองสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลงานประเภทนี้ที่ออกอากาศในเอเชีย ตัวเลข 4,900 ล้านบาทนั้นเป็นเพียงเงินที่มองเห็นง่ายๆ เท่านั้น เพราะซีรีส์วายไม่ได้ขายเฉพาะตัวละครในจอโทรทัศน์ แต่ขายสิ่งที่เรียกว่า Fan Economy หรือเศรษฐกิจแฟนคลับไปพร้อมกันด้วย แฟนคลับคนหนึ่งอาจเริ่มต้นจากการดูซีรีส์ฟรีทางอินเตอร์เน็ต แต่ต่อมาไปซื้อหนังสือนิยายต้นฉบับ ซื้อภาพถ่าย ซื้อเสื้อ ซื้อพวงกุญแจ ซื้อแท่งไฟ ซื้อบัตรแฟนมีต ซื้อบัตรคอนเสิร์ต บินมาเมืองไทย พักโรงแรม กินข้าวร้านเดียวกับที่นักแสดงเคยไป ไปถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัย ร้านกาแฟ ชายหาด หรือสถานที่ที่ปรากฏในซีรีส์ แล้วก่อนกลับบ้านก็ยังซื้อของฝากอีกต่างหาก
ดังนั้น เงิน 1 บาทที่เกิดจากซีรีส์วายจึงมิได้หยุดอยู่ที่บริษัทสร้างละคร แต่วิ่งต่อไปหาสำนักพิมพ์ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร สายการบิน บริษัทโฆษณา ผู้จัดงานคอนเสิร์ต และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์เองก็ชี้ว่าความสำเร็จของซีรีส์วายได้สร้างธุรกิจต่อเนื่องตั้งแต่หนังสือ แฟนมีต คอนเสิร์ต ของที่ระลึก โฆษณา ไปจนถึงการท่องเที่ยวตามรอยสถานที่ถ่ายทำ นี่แหละครับที่เขาเรียกว่า Soft Power หรืออำนาจละมุน โดยทำให้คนต่างชาติ “ชอบเรา” จนอยากเข้ามาหาเราเอง เกาหลีใต้มี K-pop และซีรีส์เกาหลี ญี่ปุ่นมีมังงะ แอนิเมะ และอาหารญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกามีฮอลลีวู้ด ส่วนประเทศไทยมีอาหารไทย มวยไทย สงกรานต์ และในเวลานี้เราคงต้องยอมรับอย่างเต็มปากเสียทีว่า ซีรีส์วายเป็น Soft Power ที่ประสบความสำเร็จที่สุดอย่างหนึ่งของไทย เพราะกระทรวงการต่างประเทศกับมูลนิธิไทยถึงกับมอบ Thailand’s Public Diplomacy Award 2025 ให้แก่บริษัท GMMTV โดยระบุว่าบริษัททำหน้าที่เสมือน “สะพาน” เชื่อมประเทศไทยกับประชาคมโลก มีผู้ติดตามผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ รวมกันประมาณ 520 ล้านคน รวมทั้งนำเสนอวัฒนธรรม วิถีชีวิต และสถานที่ท่องเที่ยวไทยออกไปสู่สายตาชาวโลก เมื่อกระทรวงการต่างประเทศของไทยยอมรับเองว่า GMMTV มีบทบาทใน “การทูตสาธารณะ” เรื่องซีรีส์วายจึงพ้นจากการเป็นเพียงเรื่องวัยรุ่นดูละครไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ของทุกอย่างในโลกนี้ เมื่อดังมากก็มีปัญหามากตามมาด้วย เพราะแฟนคลับธรรมดากับแฟนคลับที่คลั่งไคล้นั้นมีเส้นแบ่งบางนิดเดียว บางคนเดินทางข้ามประเทศเพื่อดูดาราที่ตนรัก บางคนซื้อบัตรครั้งละหลายใบ บางคนติดตามศิลปินไปทุกแห่ง และบางครั้งความรักก็แปรสภาพเป็นความคิดว่า “ฉันต้องเข้าใกล้ศิลปินให้มากกว่าคนอื่น” ปัญหาใหญ่จึงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2569 ในงาน “มหกรรมนิยายนานาชาติ 2026” ที่สามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งมีกิจกรรมเกี่ยวกับนักแสดงของ GMMTV ได้เกิดเหตุชุลมุนระหว่างแฟนคลับหญิงชาวจีนรายหนึ่งกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริเวณกิจกรรม ต่อมามีคลิปวิดีโอแพร่กระจายทั้งในสังคมออนไลน์ไทยและจีน ต่างฝ่ายต่างนำภาพและคำบอกเล่ามาอธิบายว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ใครเตะใคร และเจ้าหน้าที่ใช้กำลังมากเกินสมควรหรือไม่ เรื่องถ้าจบเพียงเท่านี้ก็คงเป็นเรื่องทะเลาะกันในงานอีเวนต์ธรรมดาๆ ซึ่งเมืองไทยมีอยู่ทุกวัน
แต่ปัญหาคือ GMMTV ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วออกแถลงการณ์ยอมรับว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจากบริษัทภายนอกมีการใช้กำลังในบางช่วงเกินกว่าที่ควรตามสถานการณ์ พร้อมกล่าวขออภัยและระงับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รายนั้นไว้ระหว่างตรวจสอบ แต่ส่วนแฟนคลับไทยอีกจำนวนหนึ่งกลับโกรธ GMMTV เสียเอง เพราะเห็นว่าบริษัทรีบตำหนิเจ้าหน้าที่ทั้งที่คลิปอีกมุมหนึ่งดูเหมือนจะแสดงว่าแฟนคลับจีนมีพฤติกรรมรุนแรงก่อน ทำให้ความวุ่นวายเล็กๆ จากวงการบันเทิงเข้าไปสู่การต่างประเทศอย่างรวดเร็ว เมื่อสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยออกมาเรียกร้องให้ฝ่ายไทยเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและคุ้มครองสิทธิของพลเมืองจีนรายดังกล่าว วันรุ่งขึ้น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องออกมากล่าวว่า ได้สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พร้อมย้ำว่าจะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ลองคิดดูนะครับ ต้นเรื่องคือการแย่งหรือการจัดพื้นที่ยืนดูดาราซีรีส์วายในห้างสรรพสินค้า แต่ปลายเรื่องมีทั้งสถานทูตจีนและรัฐมนตรีต่างประเทศไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างนี้ถ้ายังบอกว่าซีรีส์วายเป็นเพียง “ละครเด็กๆ ดู” ก็คงจะดูถูกอิทธิพลของละครมากเกินไปหน่อย แต่เป็นเรื่องซึ่งลุกลามขึ้นไปถึงระดับกงสุลและการทูตสาธารณะไปแล้ว ยังไม่ทันที่เรื่องนี้จะสงบดี ก็เกิดเหตุเกี่ยวกับแฟนคลับจีนอีกครั้งที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในคืนวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2569 แต่ศิลปินที่ถูกติดตามครั้งนี้มิใช่นักแสดงไทยของ GMMTV หากแต่เป็นคนสิงคโปร์และคนไต้หวันที่เป็นนักแสดงนำจากซีรีส์วายจีนเรื่อง Double Helix ซึ่งเดินทางมาจัดแฟนมีตที่กรุงเทพฯ แต่เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำว่า กรุงเทพมหานครกลายเป็น “เวทีของเศรษฐกิจแฟนคลับวาย” ในระดับนานาชาติไปแล้ว แฟนคลับชาวจีนจำนวน 22 คน ซึ่งถือบัตรโดยสารเที่ยวบินการบินไทย TG674 กรุงเทพฯ-ปักกิ่ง ติดตามนักแสดงเข้าไปถึงห้องรับรองสายการบินทั้งที่ไม่มีสิทธิใช้บริการ และพยายามตามไปจนถึงสะพานเทียบเครื่องบิน เจ้าหน้าที่จึงต้องปิดประตูเครื่องบินชั่วคราวเพื่อรักษาความปลอดภัย ในที่สุดการบินไทยตัดสินใจปฏิเสธไม่ให้แฟนคลับทั้ง 22 คนเดินทาง เพราะเกรงว่าอาจเกิดความวุ่นวายบนเครื่องบิน เที่ยวบินจึงล่าช้า ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์นี้เกิดห่างกันเพียงไม่กี่วัน ทำให้เห็นภาพชัดว่า อุตสาหกรรมซีรีส์วายและวัฒนธรรมแฟนคลับในเอเชียได้เติบโตใหญ่โตเกินกว่าระบบรักษาความปลอดภัยและระบบจัดงานแบบเดิมจะรับมือได้ง่ายๆ เสียแล้ว แฟนคลับมิใช่เพียงผู้ชม แต่เป็นนักท่องเที่ยว เป็นผู้บริโภค เป็นกำลังซื้อ เป็นผู้สร้างกระแสบนโซเชียลมีเดีย และที่สำคัญคือเป็น “ประชาชนต่างชาติ” ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาในประเทศไทย สถานทูตของเขาย่อมมีหน้าที่เข้ามาดูแล นี่เป็นเรื่องของ Soft Power ที่รัฐบาลไทยและผู้ประกอบการต้องเรียนรู้
เมื่อ Soft Power ของเรายังเล็ก เราอยากให้คนต่างชาติรู้จัก แต่เมื่อมันประสบความสำเร็จจนคนต่างชาติหลายพันหลายหมื่นคนยอมบินข้ามประเทศมาตามดารา เราก็ต้องมีความสามารถบริหารคนเหล่านั้นให้สมกับความสำเร็จด้วย บริษัทผู้ผลิตต้องมีกฎแฟนมีตที่ชัดเจน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องได้รับการฝึกให้ควบคุมฝูงชนโดยไม่ใช้กำลังเกินจำเป็น สนามบินต้องแยกให้ได้ระหว่างพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่รักษาความปลอดภัย และตัวแฟนคลับเองก็ต้องเข้าใจว่าการรักดารามากเพียงใดก็ไม่ทำให้ตนมีสิทธิพิเศษเหนือกฎของประเทศที่เดินทางเข้าไป
ซีรีส์วายไทยจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่คนไทยสร้างขึ้นเอง ใช้ทุนทางวัฒนธรรมของเราเอง และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างแท้จริง เพราะคนจีนคนหนึ่งดูละครไทยแล้วอยากเรียนภาษาไทย คนญี่ปุ่นคนหนึ่งดูซีรีส์แล้วอยากมากรุงเทพฯ คนฟิลิปปินส์คนหนึ่งชอบนักแสดงไทยแล้วซื้อบัตรเครื่องบินมาดูแฟนมีต นี่คือ Soft Power ที่มีชีวิต เพราะมันเปลี่ยน “ความชอบ” ให้กลายเป็น “การกระทำ” และเปลี่ยนการกระทำนั้นให้กลายเป็นรายได้ของประเทศ แต่เหตุการณ์เดือนกรกฎาคมและสิงหาคม พ.ศ.2569 ได้เตือนเราอีกด้านหนึ่งว่า เมื่อ Soft Power แข็งแรงขึ้น ความรับผิดชอบของประเทศเจ้าของ Soft Power ก็ต้องโตตามไปด้วย เมื่อเราขายความฝันให้คนหลายร้อยล้านคนได้ เราก็ต้องเตรียมตัวรับคนที่เดินตามความฝันนั้นมาถึงหน้าประตูบ้านของเราให้เป็น มิเช่นนั้นวันหนึ่งเราอาจเริ่มต้นด้วยซีรีส์ชายหนุ่มสองคนจับมือกันในโทรทัศน์ แล้วจบลงด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศสองประเทศต้องโทรศัพท์หากันก็เป็นได้ ใครจะไปคิดละครับว่า “ซีรีส์วาย” ซึ่งครั้งหนึ่งคนจำนวนมากมองว่าเป็นวัฒนธรรมย่อยของวัยรุ่น วันนี้มีทั้งเงินหลายพันล้านบาท นักท่องเที่ยวต่างชาติ การทูตสาธารณะ สถานทูต และกระทรวงการต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องครบถ้วน
อย่างนี้ไม่เรียกว่า Soft Power ก็คงไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรแล้วละครับ



