ข่าวปลอม – มี “เรื่องตื่นเต้น” หรือเอาจริงควรจะเรียกว่า “เรื่องแตกตื่น” เกิดขึ้นในคืนวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2569 เมื่อมีการแชร์ข่าวจากเพจและบุคคลจำนวนหนึ่งในทำนองที่ว่า ในขณะนี้มีการชุมนุมประท้วงใหญ่ปิด “ทำเนียบรัฐบาล” ประชาชนหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ จนทำให้การจราจรติดขัด จนถึงขั้นที่ “ส.ส.ไม่สามารถเข้าไปทำงานได้” แต่กลับไม่มีสื่อหลักที่ไหนนำเสนอข่าวเลย
ผู้คนชาวโซเชียลแชร์กันเยอะจนมีคนเริ่มเอ๊ะและมีการเช็กข่าวกัน จนได้ข้อสรุปว่าเป็นข่าวปลอมแน่นอน เพราะการชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่พอจะใกล้เคียงก่อนหน้านี้ก็ยุติสลายวงกันไปนานแล้ว
หรือคนที่ช่างสังเกตกว่านั้นก็บอกว่า มันปลอมตั้งแต่ไอ้ที่ว่า “ปิดทำเนียบรัฐบาล” แต่ “ส.ส.เข้าไปทำงานไม่ได้” แล้ว เพราะ ส.ส.เขาก็ทำงานที่สภา และสภากับทำเนียบรัฐบาลก็ตั้งอยู่คนละที่ คือทำเนียบรัฐบาลอยู่ถนนพิษณุโลก ส่วนรัฐสภานั้นอยู่เกียกกาย แม้ไม่ห่างกันมากนัก ราว 5 กิโลเมตร แต่ก็ไม่ได้ใกล้ถึงขนาดปิดที่หนึ่งจะสะเทือนถึงอีกที่หนึ่งได้ ไม่นับว่าช่วงนี้ก็ไม่อยู่ในสมัยประชุมสภาด้วย
ทีนี้พอรู้ชัดเจนว่าเป็นข่าวปลอมแล้ว ก็เลยต้องตั้งข้อสงสัยต่อไปว่าใครเป็นคนสร้างข่าวปลอมนี้ขึ้นมา เป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยาของฝ่ายไหน เพื่ออะไร เกี่ยวข้องกับการที่ฝ่ายค้านเตรียมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่
นอกจากนี้ก็มีคนชี้ว่าเพจข่าวและบุคคลที่แชร์ข่าวปลอมนี้มีลักษณะสำนวนและการสะกดผิดเหมือนกันเข้าไปอีก (คำว่า “นายก(รัฐมนตรี)” เป็น “นายยก”) ดังนั้นยิ่งน่าสงสัยว่าเรื่องนี้มีการทำงานเป็นขบวนการเพื่อหวังผลในลักษณะของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเชิงจิตวิทยา หรือ IO หรือไม่
แต่เมื่อผมเข้าไปสำรวจแห่งต้นตอข่าวปลอมที่มีทั้งเพจที่ตั้งชื่อคล้ายสำนักข่าวที่มีจริง บางอันก็ขโมยชื่อของสำนักข่าวจริงมาใช้แบบดื้อๆ หรือเพจส่วนบุคคลที่ตั้งเป็นชื่อคนธรรมดาบ้าง ก็ได้ข้อสรุปส่วนตัวว่า มันอาจจะไม่ได้มีอะไรซับซ้อนก็ได้ และถึงอาจเป็นไปได้ว่าทั้งหมดอาจจะทำกันเป็นทีมงานหรือแม้แต่ทำคนเดียวก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ “ขบวนการทางการเมือง” อะไรขนาดนั้น
เพราะเพจต่างๆ ที่ลงข่าวปลอมเรื่องการชุมนุมประท้วงที่ว่านี้ แม้ใช้ชื่อและรูปแบบโปรไฟล์แตกต่างกันออกไป แต่รูปแบบของทุกเพจรวมถึงสไตล์ภาพและเนื้อหานั้นเหมือนกันทั้งหมด คือเป็นเพจข่าวแบบจับฉ่าย ซึ่งจะใช้วิธีการดึงเอาข่าวจากสื่อต่างๆ ทั้งลอกมาดื้อๆ หรือให้ AI สรุปให้ใหม่ ผสมกับภาพที่เซฟของเขามาใช้แล้วตัดที่มาออกโพสต์ใหม่แบบดื้อๆ หรือภาพประกอบที่สร้างใหม่ด้วย AI โดยทั้งหมดไม่มีการอ้างอิงที่มา
ข่าวที่ได้เห็นมีตั้งแต่ คำทำนายของพระรูปหนึ่งที่ว่า ฝนจะตก 7 วัน 7 คืนจนกรุงเทพฯจมน้ำหายไป ข่าวดราม่าวัดป่าที่ขอนแก่น ข่าวดาราทำธุรกิจเจ๊ง ฯลฯ ซึ่งบางข่าวเป็นข่าวเก่ามายำเขียนใหม่ บางอันเป็นเหมือนข้อเขียนบทวิเคราะห์จาก AI รวมถึงภาพประกอบจาก AI ทั้งหมดจะเป็นข่าวหรือเนื้อหาที่คนอ่านแล้วจะต้องเกิดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะสะเทือนใจ โกรธเคือง หรืออบอุ่นปลาบปลื้มใจ ชวนให้แชร์ออกไป
แน่นอนว่าในบรรดาข่าวและเนื้อหาเหล่านั้นก็มีข่าวปลอมปะปนอยู่ด้วยเกือบครึ่ง และข่าวเรื่อง“การชุมนุมทิพย์” ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อไล่“นายยก” แต่ดันทำให้ ส.ส.เข้าไปทำงานไม่ได้นั้นก็เป็นหนึ่งใน “ข่าวปลอม” ข่าวหนึ่งที่ปะปนอยู่ในข่าวจับฉ่ายอันดาษดื่นนั้น
เพจหรือบัญชีบุคคลในลักษณะนี้ คนที่ติดตามหรืออยู่ในแวดวงสื่อออนไลน์ในปัจจุบันเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นสิ่งที่อาจเรียกอย่างสวิงสวายหน่อยได้ว่าเป็น “เกษตรกรเนื้อหาโดยปัญญาประดิษฐ์” (AI Content Farming) ซึ่งเผลอๆ ทั้งหมดอาจจะทำโดยบุคคลคนเดียวทั้งหมดเลยก็ยังเป็นไปได้
แล้วเขาทำอย่างนี้ไปทำไม ถ้าบอกว่าเป็นการทำเกษตรกรรมเนื้อหา แล้วเขาเก็บเกี่ยว “ผลผลิต” กันอย่างไร ทั้งหมดนี้เกิดจากนโยบายการเปิดสร้างรายได้จากเนื้อหาของแพลตฟอร์ม Facebook ที่เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022-2023 เป็นต้นมา ผ่านการเปิดระบบ “โหมดมืออาชีพ” หรือ Professional Mode ที่อนุญาตให้ผู้ใช้งานทั่วไม่ว่าจะเป็นบัญชีส่วนตัวหรือเพจสามารถเปิดสร้างรายได้ หากเข้าเงื่อนไขที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่ Meta กำหนด เช่น มีผู้ติดตามและยอดการรับชมเนื้อหาถึงขั้นที่กำหนด
ซึ่งวิธีการได้เงินนอกจากส่วนแบ่งโฆษณาคั่นในคลิปวิดีโอที่เราคุ้นเคยจากระบบของแพลตฟอร์ม YouTube (หากไม่จ่าย Premium) หรือพวกคลิปสั้น (Reels) แล้ว สำหรับ Facebook ยังมีระบบที่จะจ่ายเงินให้ตามยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) นั่นคือการโพสต์รูปภาพหรือข้อความธรรมดา หากสามารถเรียกยอดไลค์ คอมเมนต์ แชร์ หรือยอดการมองเห็นได้สูงๆ ก็ทำเงินได้มหาศาล
ก่อนหน้านี้ในสหรัฐอเมริกา เพิ่งมีโพสต์ที่เป็นไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์โดยบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นคุณแม่ระบายความอัดอั้นตันใจลงในสื่อสังคมออนไลน์ว่าลูกชายวัย 7 ขวบ ต้องออกจากโรงเรียนเพราะขอสวมกระโปรงไปโรงเรียนแล้วไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนร่วมกับเพื่อนเนื่องจากแต่งตัวไม่เหมาะสม ทำให้ชาวโซเชียลแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและถกเถียงกันอย่างดุเดือด ก่อนที่ความจริงจะได้เปิดเผยว่า เรื่องราวทั้งหมดถูกกุขึ้นด้วย AI ภายในเวลาเพียง 10 นาที โดยหนุ่มชาวไร่เนื้อหาปัญญาประดิษฐ์วัย 26 ปี ที่เปิดเพจลักษณะนี้ไว้ถึง 5 เพจ ทำรายได้ดีให้เขาจนเลิกทำการทำงานมาเป็นเกษตรกรเนื้อหาแบบนี้เต็มตัว
โดยดราม่าเด็กชายสวมกระโปรงลวงโลกเพียงโพสต์เดียวของเขานี้ สามารถเปลี่ยนความโกรธของชาวเน็ตเป็นรายได้เข้ากระเป๋าของเขา เทียบเป็นเงินไทยประมาณเกือบหนึ่งแสนบาท ซึ่งมากพอกับรายได้ข้าราชการระดับสูงหรือผู้บริหารบริษัทเอกชนระดับต้นทั้งเดือน
จากการประเมินคร่าวๆ แล้วหากต้องการสร้างรายได้ระดับนั้น เนื้อหาหรือคอนเทนต์ดังกล่าวจะต้องเข้าเกณฑ์มีผู้เข้ามามีส่วนร่วม (Engagement) ในทุกรูปแบบเกินกว่าหลักล้านครั้ง เนื้อหานั้นจึงจะทำรายได้ให้เจ้าของพื้นที่อันเสมือนไร่นาของมันในระดับนั้นได้ แต่ก็เพราะไม่รู้ว่าเนื้อหาใดที่จะออกดอกออกผลระดับนั้นได้ เจ้าของไร่นาจึงต้อง “หว่านโปรย” เนื้อหาลงไปให้มากที่สุด จนในที่สุด เนื้อหาหนึ่งที่อาจจะทำรายได้ระดับนั้นหรือใกล้เคียงให้เกษตรกรเนื้อหาผู้หัวใสที่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใครนี้ ก็คือข่าวปลอมว่าด้วยการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลนี่เอง
กล่าวโดยสรุป คือ เรื่อง “ข่าวปลอมว่าด้วยการชุมนุมประท้วงแต่รัฐบาลปิดข่าว” เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมานั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าแค่หนึ่งในผลิตผลหารายได้จากไร่นาเนื้อหามักง่าย เป็นเพียงขยะปัญญาประดิษฐ์ ที่บังเอิญจะ “เป็นไวรัล” (และแน่นอนว่าทำเงินให้เจ้าของฟาร์มไป) เท่านั้น แต่ก็มีเรื่องน่าสนใจอยู่เบื้องหลัง
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าหลักการของการทำไร่นาเนื้อหาเพื่อสร้างรายได้นี้ เกษตรกรเบื้องหลังปัญญาประดิษฐ์ จะต้องเลือกสร้างเนื้อหาใดๆ ก็ได้ที่น่าจะทำให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม (Engagement) ไม่ว่าจะในทางดีทางร้าย จะต้องเป็นคอนเทนต์ที่ “เร้าอารมณ์” อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะโกรธเคืองจนต้องเข้ามาด่า หรือสะเทือนใจจนเข้ามาแสดงความเห็นอกเห็นใจ หรือแชร์ออกไปให้คนร่วมรับรู้ หรืออบอุ่นปลาบปลื้มใจจนอยากให้มิตรสหายได้อ่านกันโดยถ้วนทั่ว ทั้งหมดนี้คือลักษณะของ “เนื้อหา” ที่ควรหว่านโปรยปลูกไว้เผื่อทำรายได้
มีเรื่องชวนคิดว่า ทำไม “ข่าวปลอม” เรื่องการชุมนุมประท้วงปิดทำเนียบขับไล่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนั้นกลายเป็นเนื้อหาที่เติบโตออกดอกออกผลให้เจ้าของ ก็มีผู้วิเคราะห์ว่า เป็นไปได้ที่ในขณะนี้ ความอึดอัดคับข้องของผู้คนที่มีต่อรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้นกำลังก่อตัวสูงขึ้น และไม่ใช่แค่รัฐบาล แต่ยังรวมไปถึงสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่อาจกล่าวได้ว่าทำตัวอุกอาจไม่เห็นประชาชนมากขึ้นทุกวันในหลายต่อหลายเรื่อง และก็ปรากฏว่าองคาพยพที่ไม่ควรอยู่ภายใต้อาณัติของฝ่ายการเมือง ก็ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างน่ากังขา โดยที่ประชาชนก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ที่สำคัญคือทุกคนนั้นเหมือนยอมรับกลายๆ ในใจแล้วว่า หนทางที่จะทำให้เครือข่ายการเมืองฝั่งนี้พ้นจากอำนาจไปได้ (ยังไม่ต้องพูดเรื่องการลงโทษหรือให้ชดใช้รับผิดชอบอะไรก็ได้) นั้น โดยกลไกทางการเมืองปกติ ไม่ว่าจะโดยกระบวนการเลือกตั้ง หรือโดยกลไกทางรัฐธรรมนูญหรือกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ นั้นดูไม่มีหวังสักเท่าไร
อย่าว่าแต่อะไร แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านประชามติของประชาชนอย่างเด็ดขาดไปแล้ว ในตอนนี้ไปอยู่ตรงไหนแล้วก็ไม่รู้
ดังนั้น ข่าวเรื่องที่ว่ามีคนไปประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรีหรือล้มรัฐบาลนั้น แม้จะเป็นข่าวปลอม แต่ก็เป็นข่าวปลอมที่เราอยากได้ยิน เนื้อหาหรือข่าวนั้นเลยไวรัลและสร้างรายได้ให้แก่ผู้สร้างข่าวนั้นไป ซึ่งถ้าจะถามว่าเขามีฝีมือตรงไหนที่ควรได้รางวัลหรือเงินจากเนื้อหานี้ ก็อาจจะเป็นส่วนที่ “อ่านขาด” ว่าถ้าสร้างข่าวปลอมแบบนี้มาน่าจะปังแน่ๆ เลย
เพราะตอนนี้ผู้คนทั้งหลายอาจจะแอบคิดเหมือนกันว่า “เมื่อไรจะมีคนมาไล่ๆ รัฐบาลนี้สักทีวะ เออ ใครไปชุมนุมกันได้ก็ช่วยหน่อยเถอะ แต่ไม่ใช่ฉันนะ ฉันไม่ว่าง ฉันไม่พร้อม” ทุกคนคิดกันแบบนี้ โพสต์นี้จึงถูกใจและแชร์กันออกไปมหาศาล
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีมิตรสหายท่านหนึ่งของผมตั้งข้อสังเกตไว้นอกกรอบแต่น่าคิดว่า
จะเป็นอย่างไร ถ้าเนื้อหาเรื่องการไป “ลงถนน” ประท้วงขับไล่รัฐบาลนี้มันไวรัลขึ้นมา แล้วทำให้เมื่อผู้คนค้นหาข่าวจากสำนักข่าวหลักไม่เจอจริงๆ ก็คิดว่าหรือไอ้ที่เขาว่ามีการประท้วงกันแล้วรัฐบาลสั่งให้ปิดข่าวไว้มันท่าจะเป็นจริงกันนะ ก็เลยลองเดินทางไปดูที่หน้าทำเนียบรัฐบาลให้เห็นกับตา
เมื่อไปถึงก็พบว่ามีผู้คนจำนวนหนึ่งค่อยๆ เดินทางเข้ามาสมทบกัน ซึ่งทุกคนก็มาดูให้เห็นจริงเหมือนกันนั่นแหละว่าที่เขาแชร์ๆ กันมาน่ะจริงไหม แล้วก็ไต่ถามกัน จนได้ความว่า ทุกคนมาดูว่ามีคนมาชุมนุมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาลจริงไหม ก็พบว่าจริง ถ้าอย่างนั้นที่เขาบอกว่ามีคนมาชุมนุมกันแต่รัฐบาลปิดข่าวนั้นก็จริง
เหมือนกันน่ะสิ
จากนั้นผู้คนที่ไปดูให้เห็นกับตาเหล่านั้นก็ถ่ายภาพผู้คนที่ว่าลงในสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้คนทั่วไปเห็นว่า นี่แหนะ คนออกไปลงถนนชุมนุมกันขนาดนี้ยังไม่มีสื่อไหนลงได้ยังไง รัฐบาลมันปิดข่าวจริงด้วย! ไม่ได้แล้ว รองเท้าผ้าใบอยู่ไหน ใส่ออกจากบ้านไปลุยกัน
แล้วในที่สุด “ข่าวปลอม” นั้นก็อาจจะดันเป็นจริงขึ้นมาแบบงงๆ …
อันนี้คิดว่ามิตรสหายท่านนั้นออกจะคิดนอกกรอบเลยเถิดไป แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงก็คงจะสนุกพิลึกดีเหมือนกัน



