หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภาพเก่า&#8230...

ภาพเก่า…เล่าตำนาน : พัทยา…คือ‘ตัวเลือก’…สำหรับงานนี้

6.09.26 | 11:45 น.
ภาพเก่า...เล่าตำนาน : พัทยา...คือ‘ตัวเลือก’...สำหรับงานนี้

ในภาษาทหารม้า… “เอาม้าไปกินน้ำ” คือการปล่อยให้กำลังพลได้ลาพัก ผ่อนคลาย สนุกสนานเฮฮา กิน ดื่ม เที่ยว ปลดปล่อยอารมณ์ คลายเครียด หลังจากการตรากตรำทำงานหนัก


2 กันยายน 2569 ช่วงสายๆ กองเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ของกองทัพเรือสหรัฐ (USS Abraham Lincoln) คือฝูงม้าผู้มาเยือน เข้าเทียบท่าที่แหลมฉบัง

เป็น “ฐานทัพอากาศลอยน้ำขนาดยักษ์” ที่สามารถเดินทางไปปฏิบัติการรบได้ทุกที่ทั่วโลก…โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเชื้อเพลิง

การเดินทางมาแวะเยือนพัทยาของเรือ USS Abraham Lincoln ในครั้งนี้ก็เปรียบเสมือน “การเอาม้าเหล็กพลังงานนิวเคลียร์และอัศวิน 5,000 นายมาพักกินน้ำ” หลังจากกรำศึกหนักกลางทะเลมาอย่างยาวนานกว่า 250 วัน

Advertisement

เรือลำนี้…บรรทุกเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์ได้มากกว่า 65 ถึง 90 ลำ เช่น เครื่องบินขับไล่ตระกูล F/A-18 และเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า E-2C Hawkeye

ลูกเรือทั้งหมด รวมถึงนักบินรบ…ผ่านช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายมาแล้ว รบจริง ตายจริง จากสงครามกับกองทัพอิหร่าน

อันที่จริง…พัทยา…ก็เกิดเติบโตขึ้นเพราะทหารอเมริกัน

ตั้งแต่ พ.ศ.2502 เป็นต้นมา ช่วงสงครามในลาวและเวียดนาม กองทัพสหรัฐได้เข้ามาตั้งฐานทัพในไทยรวมถึงฐานบินอู่ตะเภา

ทหารอเมริกันที่มีสิทธิลาพักจากสงครามเวียดนามบินตรงมาลงที่ฐานบินอู่ตะเภา รวมถึงทหารสหรัฐในไทย บางส่วนเลือกไปกรุงเทพฯ

โรงแรม บ้านพักตากอากาศ บาร์เบียร์ สถานบันเทิงในพัทยา เกิดขึ้นแบบทะเยอทะยานเพื่อรองรับดอลลาร์

เหล่า GI เดินทางมาเช่าบ้านพักตากอากาศและพักผ่อนริมชายหาดพัทยาเป็นประจำทุกสัปดาห์ บางโรงแรมได้เซ็นสัญญาเป็น “ที่พักแบบเป็นทางการ” เงินทองไหลมาเทมา

เมืองเล็กๆ ที่มีชายหาดสวยงาม กลายเป็นป่าคอนกรีต มีตึกสูงระฟ้า

สาธารณูปโภค น้ำ ไฟ ถนน เกิดขึ้น เมืองพัทยาขยายตัว

ถ้าเป็นแหล่งบันเทิงในกรุงเทพฯ สำหรับทหารอเมริกัน ที่เป็นสวรรค์บนดินแจ้งเกิดคู่ขนานกับพัทยา คือ ย่านพัฒน์พงศ์

ค่านิยม รสนิยม ของคนอเมริกันปกติก็สรวลเสเฮฮาอยู่แล้ว

ทหารอเมริกันทุกเหล่าทัพ (จำนวนไม่น้อย) มาจากเมืองเล็ก หรือชนบทของอเมริกา เมื่อเสร็จศึกสงครามได้มาแวะเยือนต่างประเทศ ก็ต้องการความตื่นเต้น สนุกสนาน ดื่ม กิน

กองทัพเรือสหรัฐเคยเปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า กำลังพลที่ต้องออกเรือไปทำงานในทะเลนานนับเดือน หลายเดือน จะเกิดความเครียด ชายหนุ่ม หญิงสาวยุคนี้ ไม่ค่อยปลื้มที่จะมาสมัครเป็นทหารเรือ จึงเป็นประเด็นที่กองทัพต้องแก้ไข เอาใจใส่เรื่อง “การบำรุงขวัญ”ให้มากที่สุด

กองทัพเรือสหรัฐทุ่มเทเงินมหาศาลเพื่อทำเรือทุกลำในกองทัพเรือให้แสนสุขสบายเหมือนบ้าน มีแหล่งบันเทิง มีร้านค้า มีโรงยิม หากแต่มนุษย์ทุกคนต่างดิ้นรนแสวงหาความสุขกันไปคนละแบบ

ระเบียบวินัย ความปลอดภัยบนเรือ คือกรอบเหล็กที่ละเมิดมิได้

สื่อและสังคมไทยให้ความสำคัญกับการมาเยือนของเรือยักษ์ลำนี้ที่แวะพัทยา เพราะเป็น “เครื่องจักรสงคราม” ที่สร้างความปั่นป่วนต่อภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะพลังงานปริมาณ 1 ใน 5 ของโลก

ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิด-ปิด กำลังรบจากเรือลำนี้คือผู้กำหนด

เรื่องการเข้ามา “ใช้จ่ายเงิน” ในช่วงเวลาสั้นๆ ของลูกเรือเป็นผลบวกต่อท้องถิ่น ที่เมือง ประเทศไหนๆ ก็ต้องการ

แท็กซี่ ร้านอาหาร โรงแรม และร้านขายของที่ระลึกมีโอกาสรับทรัพย์…มีการดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ตำรวจพัทยาและสารวัตรทหารบูรณาการกำลังเข้มงวดเพื่อดูแลความปลอดภัย

ถือเป็นการจอดเทียบท่าพักผ่อน “เต็มรูป” แบบครั้งแรกในรอบกว่า 250 วัน เรือลำนี้ลอยลำปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องกลางทะเลโดยไม่มีการแวะพักที่ไหนมาก่อน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการปฏิบัติการที่ยาวนานและทรหดที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น

มีข้อห้ามสารพัด สำหรับทหารอเมริกันในการมาครั้งนี้

2-6 กันยายน 2569 กองทัพเรือสหรัฐกำหนดระเบียบไว้อย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัย ป้องกันเหตุทะเลาะวิวาท และรักษาภาพลักษณ์ เช่น เดินเที่ยวถนนคนเดินได้ แต่ต้องกลับที่พักตามเวลาที่กำหนด ห้ามไปเล่นกิจกรรมทางน้ำและสิ่งเสี่ยงอันตราย ห้ามเล่นกีฬาทางน้ำทุกชนิด ห้ามเล่นเจ็ตสกี เล่นพาราเซล(เรือลากร่ม)

ห้ามไปกระโดดบันจี้จัมพ์ ห้ามไปกระโดดร่ม ชกมวย มวยปล้ำ หรือโชว์ศิลปะการต่อสู้ทุกประเภท

ห้ามเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ สารเสพติด

กองทัพสหรัฐมีกฎเหล็กห้ามกำลังพลยุ่งเกี่ยวกับกัญชาทุกรูปแบบ รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า ห้ามนำสุรากลับขึ้นเรือ

ห้ามซื้อยาทานเอง ห้ามซื้อยามารับประทานเองจากร้านขายยาโดยไม่มีใบรับรองแพทย์หรือการประเมินจากแพทย์ทหาร

ห้ามครอบครอง ซื้อ หรือพกพาอาวุธปืน กระสุน มีด ดาบ ดาวกระจาย หรือสิ่งของอันตราย ห้ามโบกรถ หรือขอโดยสารไปกับรถของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ระบบขนส่ง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ห้ามซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ สินค้าปลอมแปลง หรือสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าตามแผงลอย

ก่อนที่เรือจะมาเทียบท่า จะมีเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือสหรัฐจากสถานทูตสหรัฐมาประสานงาน ทำความเข้าใจล่วงหน้าในเรื่อง “ความปลอดภัย” ของกำลังพลที่อาจจะมีเรื่องเลวร้ายที่คาดไม่ถึง และกำหนดให้หน่วยงานของพัทยาที่จะเป็น “เจ้าของบ้าน” ดูแล

มาตรการดังกล่าวเป็นข้อบังคับใช้กับตัวทหารอเมริกันเท่านั้น ไม่ได้เป็นการปิดกั้น หรือห้ามร้านค้าเปิดให้บริการ นักท่องเที่ยวทั่วไปและผู้ประกอบการยังคงดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ โดยมีสารวัตรทหาร (MP) ของสหรัฐร่วมเดินตรวจตรากับ สห.ของไทย รวมถึงตำรวจ

เมื่อพูดถึง “ตัวเรือ” เมื่อเข้าเทียบท่า ก็จะต้องซ่อมบำรุง

แม้เรือจะไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงขับเคลื่อน แต่ต้องเติมเสบียงอาหาร ของสด และน้ำอุปโภคบริโภคจำนวนมหาศาล ก่อนเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกกลับไปอเมริกา

สำนักข่าว CNN เสนอข่าวการเรื่องการแวะพัทยาเป็นข่าวใหญ่ นำเสนอภาพตัวเรือที่ “ขึ้นสนิมเขรอะ” เพราะอยู่ในสงครามมาราว 8 เดือน ไม่เคยมีโอกาสได้ทำความสะอาด

อดีตนายทหารเรือเปิดเผยว่า เป็นเรื่องปกติ และการกำจัดสนิมเป็นเรื่องที่ทหารเรือต้องทำเสมอ น่าเบื่อช่วงที่จอดพักแหลมฉบังคงโอกาสมีกำจัดสนิมได้นิดหน่อย พอประมาณ

งานที่น่าเอือมระอาอีก 1 ประเภทคือ การซ่อมระบบประปา น้ำร้อน น้ำเย็น ที่อาบน้ำ รวมถึงส้วมมหาศาลบนฐานทัพยักษ์ลอยน้ำ

เจ้าหน้าที่ช่างเทคนิคจะใช้ช่วงเวลาที่เรือจอดนิ่ง ตรวจเช็กระบบรันเวย์ ระบบเครื่องดีดส่งเครื่องบิน (Catapult) ซ่อมบำรุงอากาศยาน

ต้องปรนนิบัติบำรุง ทั้ง “คน” และ “อาวุธ” เพื่อให้ม้าศึกตัวนี้พร้อมทำสงครามต่อไป

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า หลายประเทศที่กองเรือนี้เดินทางผ่านมาก็พยายามวิ่งเต้นที่จะให้บ้านเมืองของตนได้เป็น “จุดแวะพัก” ของทหารอเมริกัน เพราะมันคือเงินก้อนใหญ่ที่จะถูกใช้จ่ายในพื้นที่ กระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังทรุดโทรม

“ตัวเลือกอื่น” ของท่าเรือระดับโลกที่เรือลำนี้แล่นผ่านมา เช่น

ฐานทัพเรือในสิงคโปร์ มีฐานทัพเรือชางงี – Changi Naval Base หรืออ่าวซูบิก – Subic Bay ในฟิลิปปินส์ หรือญี่ปุ่น มีฐานทัพเรือโยโกสุกะ – Yokosuka Naval Base แม้กระทั่งเกาหลีใต้ ปูซาน – Busan Naval Base

หากแต่พัทยา คือ ตัวเลือกที่ดีที่สุด

ไม่ต้องเหนียมอายครับ…คนในเมืองไหนๆ ก็อยากทำงาน-ได้เงิน

ถ้ากองเรือสหรัฐไม่มาแวะพัทยา…ก็จะน่าเสียใจ

ในเวลาเดียวกัน บรรดาลูกเรือทั้งหลายก็ใช่ว่าจะหิวโหย กระเหี้ยนกระหือรือที่จะใช้เงินในพัทยา เพราะมีการควบคุม มีขอบเขตเพื่อป้องกันเหตุร้าย

ในช่วงวันที่ 2-6 กันยายน 2569 การใช้จ่ายของลูกเรือน่าจะสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในระยะสั้นให้กับเมืองพัทยา โดยสำนักข่าวและหน่วยงานท้องถิ่นคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดหมุนเวียนในพื้นที่ราว 15 ล้านถึง 100 ล้านบาท ถือเป็น “แพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจฉุกเฉิน” ที่เข้ามาช่วยพยุงผู้ประกอบการในช่วงฤดูท่องเที่ยวซบเซา (Low Season) ได้เป็นอย่างดี

ผู้เขียนเองที่เคยเป็นผู้อำนวยการฝึกร่วม/ผสม คอบบร้าโกลด์ 2003 ทำงานใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับนายพลของสหรัฐ ก็ยอมรับว่า เรื่องการฝึกของทหารไทย-สหรัฐ ทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และนาวิกโยธิน นั้น “ไม่มีอะไรน่าหนักใจ”

หากแต่… ช่วงที่ฝึกเสร็จแล้ว ปล่อยทหารพักผ่อนเข้าเมืองโดยมีทหารไทยอาสาพาไปเที่ยว…เป็นช่วงเวลาที่ “หนักใจที่สุด” เพราะเพื่อนทหารไทยที่ฝึกร่วมกันมาราว 2 สัปดาห์ จะนำเพื่อนอเมริกันไปกิน ดื่ม สังสรรค์แบบ “สุดเหวี่ยง”

ทางแก้ไขคือ จำกัดจำนวนเงินติดตัวสำหรับทหารแต่ละคน (ในสมัยโน้นที่ยังไม่มีระบบฝาก-ถอนเงินออนไลน์)
หากแต่ในความสำราญอันดื่มด่ำยามค่ำคืน ทหารไทย…ไม่เคยต้องให้เพื่อนอเมริกันต้องใช้เงินแม้แต่เซ็นต์เดียว

รักกันจริง…ต้องพาไปตั้งวงเลี้ยง ดื่ม กิน ที่บ้านในค่ายเสียงเพลงกระหึ่ม ไฟวิบวับสว่างไสว เครื่องดื่มชั้นดีมีไม่อั้น

ผู้เขียนพร้อมสารวัตรทหารไทย-สหรัฐ ใช้รถจี๊ปตระเวนไปตามบ้านพักเพื่อคอยป้องปรามด้วยโทรโข่ง และประกาศให้ยุติงานเลี้ยงตามเวลาที่กำหนด ต้องหารถปิกอัพบรรทุกทหารอเมริกันกลับกองร้อยที่พัก

สิบเวรทหารอเมริกัน…ยืนนับยอดที่บันไดขึ้นกองร้อย

เมื่อไม่มีเงินสด…สิ่งเดียวที่เพื่อนทหารอเมริกันจะตอบแทนให้เพื่อนทหารไทยได้ คือการมอบรองเท้าจังเกิลบู๊ต เป้สนาม เครื่องสนาม เข็มขัด หรือเครื่องแบบชุดพรางของอเมริกันให้กับเพื่อนทหารไทย ที่แสนจะปลื้ม เพราะเป็นของคุณภาพเยี่ยม ต้องใช้งานจริงในชีวิต

(ทหารอเมริกันส่วนหนึ่ง คือกำลังพลสำรอง กล่าวคือ มีอาชีพอยู่แล้ว แต่เข้ามารับการฝึกตามวงรอบที่ราชการกำหนด เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสนามทางทหาร เมื่อกลับบ้านแล้วจะมิได้ใช้อีก)

เมื่อทหารอเมริกันกลับไปแล้ว… ทหารไทยจำนวนไม่น้อยแต่งตัว ใช้เครื่องแบบ เครื่องสนามของอเมริกัน เมื่อมายืนเข้าแถวด้วยกัน นึกว่าเป็นทหารอเมริกันในหน่วยทหารไทย…เป็นที่เฮฮา เล่าสู่ทหารรุ่นหลัง

(ในปัจุบัน รองเท้า เครื่องสนามทั้งหลายของทหารสหรัฐเปลี่ยนสีไปหมดแล้ว และการกระทำเช่นนี้เลิกไปหมดแล้ว)

มองโลกในแง่ดีนะครับ…นี่คือโอกาส …การที่ลูกเรือถ่ายภาพอาหารไทย สถานที่ท่องเที่ยว หรือการต้อนรับที่อบอุ่นด้วยรอยยิ้ม แล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ถือเป็นการโฆษณาพัทยา

พัทยากลายเป็น “ศูนย์รวมครอบครัวทหารมะกัน” ไปแล้วเรียบร้อย เพราะนี่ไม่ใช่แค่การแวะเที่ยวธรรมดา แต่เป็น “ภารกิจบินลัดฟ้ามาฮีลใจ”

มีครอบครัวและญาติๆ จำนวนหนึ่ง ที่ยอมทุ่มเงินซื้อตั๋วเครื่องบินข้ามโลกมาดักเจอหน้าลูกและคนรักที่พัทยา

ขอให้ “พัทยา” เป็น “ตัวเลือก” ตลอดไปนะครับ