เหตุจากความขัดแย้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากเรื่องการปิดไมค์ การจัดลำดับวาระการประชุมและข้อตกลงระหว่างฝ่ายต่างๆ ลามไปเป็นเรื่องประกาศตัดญาติขาดมิตรไม่นับพี่นับน้องกันกลางห้องประชุมสภาระหว่าง มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง กับรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เหตุผลของฝ่ายรังสิมันต์ โรม นั้นว่าไปก็น่าฟังและเป็นเหตุเป็นผลอยู่กล่าวคือ ตามที่ถูกที่ควรแล้วสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรจะเป็นพื้นที่สำหรับการนับพี่นับน้องกันตั้งแต่แรก เพราะสภาควรเป็นพื้นที่ของการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ ใครเป็น ส.ส.มากี่สมัย อายุเท่าไร หรือใครจะเป็นพี่เป็นน้องกันนอกห้องประชุมก็ช่าง แต่เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ในสภาแล้วทุกคนควรอยู่ภายใต้บทบาท กติกา และมาตรฐานเดียวกัน
โรมยังตั้งข้อสังเกตไปไกลกว่านั้นว่าวัฒนธรรมเรื่องความเกรงใจและความเป็นพี่เป็นน้องนี่เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะเมื่อพี่ขอมา น้องเกรงใจ หรือคนรู้จักฝากฝังกัน เรื่องที่ควรจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ก็อาจกลายเป็นอีกอย่างหนึ่งไปได้
ประเด็นนี้ชวนครุ่นคิดว่า เอาเข้าจริงแล้วการ “นับพี่นับน้อง” นี่น่าจะเป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมการทำงานแบบไทยที่เราอยู่กับมันจนแทบไม่ทันสังเกต และไม่ใช่เฉพาะพี่น้อง แต่บางวัฒนธรรมการงานมากันทั้งเครือญาติ ทั้งลุง ป้า อา เจ๊ ปู่ ป๋า น้า แม่ ทั้งทีจริงทีเล่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แต่เพื่อความกระชับ จะขอจับโฟกัสแค่เรื่อง “พี่ๆ น้องๆ” ก่อน
ตอนแรกก็สงสัยว่า หรือธรรมเนียมการนับพี่นับน้องเช่นนี้คงเป็นเรื่องขององค์กรแบบเก่าๆ เช่นในระบบราชการ หรือบริษัทครอบครัวแบบจีนๆ ไทยๆ ที่มีวัฒนธรรมของคนรุ่นสามรุ่นสี่นับจากผู้ก่อตั้งเท่านั้น แต่เมื่อลองสอบถามมิตรสหายรุ่นน้อง (เห็นไหมคำว่า “รุ่นน้อง” โผล่มาจนได้!) ที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่ปรึกษากฎหมายระดับโลกซึ่งมีสาขาในประเทศไทย ก็ได้ความว่าในสำนักงานของเขาก็เรียกพี่เรียกน้องกันเป็นปกติไม่ต่างจากบริษัทอาเฮียอะไหล่ยนต์แถวสวนมะลิเท่าไรนัก หรือในมหาวิทยาลัยของรัฐชั้นนำแห่งหนึ่งที่ผมรู้จัก บางคณะก็มีธรรมเนียมที่อาจารย์ท่านจะแทนตัวเองว่า “พี่” และเรียกนิสิตว่า “น้อง” (ดังนั้น เมื่อทราบอย่างนี้ไซร้ หลายท่านน่าจะหายสงสัยได้ว่า ทำไมท่านอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ จึงยังคงเป็น “พี่หน่า” ตลอดกาล)
เช่นนี้ธรรมเนียมการนับพี่น้องนี้จะไม่ได้ติดอยู่กับองค์กรหรือความเก่าใหม่ หากแต่ติดมากับ “ความเป็นไทย” ของคนที่เข้าไปทำงานในองค์กรนั้นเสียมากกว่า
ถ้าจะลองสันนิษฐานว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากรากทางสังคมของเราที่ผูกความสัมพันธ์และความไว้วางใจไว้กับเครือญาติ ชุมชน และคนรู้จักกันมาแต่เดิม เมื่อต้องเข้าสู่ความสัมพันธ์กับคนที่ไม่ได้เป็นญาติจริง เราจึงมีวิธีที่สะดวกอย่างหนึ่งในการดึงคนเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในวงความสัมพันธ์ที่คุ้นเคย เช่น พุทธภาษิตที่ว่า “วิสฺสาสปรมา ญาตี” อันแปลว่า “อันความสนิทสนมคือญาติอย่างยิ่ง” ดังนั้น ผู้ที่เราสนิทสนมนั้นจึงมิต่างจาก “ญาติ”
คำเรียกเช่นนี้ทำงานสองอย่างพร้อมกันอย่างน่าสนใจ เพราะด้านหนึ่งมันทำให้คนแปลกหน้าหรือคนร่วมงานรู้สึกใกล้ชิดกันขึ้น จาก “คุณสมชาย” ที่ฟังดูห่างเหินกลายเป็น “พี่ชาย” ที่ฟังอย่างไรก็เหมือนคนกันเอง แต่อีกด้านหนึ่ง คำเดียวกันนั้นก็กำหนดลำดับความสัมพันธ์ไว้เสร็จสรรพว่าใครอยู่ก่อนอยู่หลัง ใครควรให้ความเคารพใคร และใครมีหน้าที่ต้องดูแลใคร วัฒนธรรมพี่น้องของไทยได้สร้างทั้ง “ความสนิท” และ “ลำดับชั้น” ขึ้นมาพร้อมกันได้ด้วยการกำหนดคำเรียกขานนี้
ซึ่งวัฒนธรรมแบบนี้ในเอเชียก็มีความคล้ายคลึงกันอย่างคอการ์ตูน นิยาย หรือซีรีส์ญี่ปุ่นและเกาหลี ก็คงนึกออกว่าสังคมของพวกเขานั้นก็มีความสัมพันธ์แบบ “รุ่นพี่รุ่นน้อง” (Senpai กับ Kohai และ Sunbae กับ Hoobae) แทรกอยู่ในโลกการทำงานอย่างจริงจัง หรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้มาก่อนกับผู้มาทีหลังอยู่ทั้งในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชมรม กีฬา และต่อเนื่องเข้าไปถึงบริษัทหรือวงการวิชาชีพต่างๆ แม้กระทั่งในวงการบันเทิงที่คนอายุน้อยกว่าอาจกลายเป็น “รุ่นพี่” ของคนอายุมากกว่าได้ เพียงเพราะเปิดตัวหรือเข้าวงการมาก่อน รุ่นพี่หรือเซนไปไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้าโดยตำแหน่ง แต่ด้วยความที่เข้ามาก่อนหรือมีประสบการณ์มากกว่า ก็ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นผู้ให้คำแนะนำและดูแล ขณะที่รุ่นน้องหรือโกไฮก็ถูกคาดหมายให้แสดงความเคารพและรับฟัง แต่คำว่า Senpai หรือ Sunbae นั้นไม่ได้มีความหมายตรงตัวว่า “พี่ชาย” หรือ “พี่สาว” หากหมายถึง “ผู้อยู่มาก่อน” มากกว่า
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจจะใกล้เคียงกับไทยในแง่ที่คำนับอาวุโสในแวดวงการงานนั้น เป็นคำที่สื่อถึงความเป็นญาติพี่น้องจริงๆ เช่น ในฟิลิปปินส์มีคำว่า Kuya สำหรับพี่ชายและ Ate สำหรับพี่สาว ซึ่งสามารถใช้เรียกผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติทางสายเลือดเพื่อแสดงทั้งความสนิทและความเคารพได้ ส่วนในภาษามลายูก็มี Abang, Kakak และ Adik ในความหมายใกล้เคียงกับพี่ชาย พี่สาว และน้อง แต่การใช้คำเหล่านี้ก็มักจะใช้ในกิจการเล็กๆ หรือไม่เป็นทางการเท่าไร เพียงแต่เมื่อขยับเข้าไปในองค์กรวิชาชีพที่เป็นทางการมากขึ้น ก็อาจเปลี่ยนไปใช้ตำแหน่งอย่าง Boss หรือ Doctor แทน
แม้ว่าไทยเราจะใช้คำนับพี่นับน้อง แต่เราก็มีบางด้านที่เหมือนกับญี่ปุ่นและเกาหลี ในแง่ที่บางครั้งการเป็น “พี่น้อง” ในแวดวงการงาน เราจะนับ “รุ่น” ตามลำดับอาวุโสมากกว่า คล้ายกรณีของมหาวิทยาลัย นั่นคือ “พี่” ในที่ทำงานเราอาจจะอายุตัวน้อยกว่า แต่อายุงานมากกว่าเรา หรือตรงกันข้าม “น้อง” บางคนถ้าถามปีเกิดจริงๆ ก็อาจจะเกิดก่อนเราสักสี่ห้าปีก็มี แต่ถึงอย่างนั้นวัฒนธรรมไทยก็ลื่นไหลลื่นล้มได้อยู่ เพราะว่าหากกรณีปรากฏชัดสิ้นสงสัย กฎพี่น้องเพราะอาวุโสทางการงานก็มีข้อยกเว้นได้ เช่น พนักงานที่รับเข้ามาใหม่เห็นหน้าแล้วชัดเจนว่าอายุใกล้เคียงพ่อเรา ให้เรียกน้องก็กระดาก เป็นพี่ไปเสียดีกว่า เพราะถ้าเจอหน้ากันนอกตึกเราอาจจะเรียกลุงยังได้ด้วยซ้ำ
ในโลกการทำงานแบบตะวันตกมีการนับพี่นับน้องแบบนี้ไหม เอาจริงมันก็พอจะมี แต่องค์กรหรือวัฒนธรรมแบบนั้นจะมีลักษณะเฉพาะที่ชื่อโยงไปถึงองค์กรศาสนาหรือสหภาพแรงงานตลอดจนสมาคมภราดรภาพ ที่อาจจะเรียกกันว่า Brother หรือ Sister หรือใช้คำว่า Bro, Sis ในหมู่เพื่อนและคนในชุมชนเดียวกัน แต่ความเป็นพี่น้องเช่นนี้มักทำหน้าที่ในทาง “แนวราบ” คือประกาศความเป็นพวกเดียวกัน ความเสมอภาค หรือความผูกพันร่วมกัน มากกว่าจะใช้เพื่อกำหนดลำดับอาวุโสแบบ “พี่น้อง” หรือ “รุ่นพี่รุ่นน้อง” แบบไทยๆ และวัฒนธรรมเอเชีย
การนับพี่นับน้องกันในการทำงานอาจจะดูไม่เป็นมืออาชีพ แต่หากไม่มองแค่แง่ร้ายแง่ลบเกินไป มันก็เป็นเครื่องมือสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจที่ทรงประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง การที่คนซึ่งเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่สามารถเรียกคนที่อยู่มาก่อนว่า “พี่” และอีกฝ่ายรับสถานะนั้นไว้ ย่อมทำให้กำแพงระหว่างคนแปลกหน้าลดลงทันที จากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานอาวุโสที่อาจต้องเข้าหาด้วยความเกรงๆ ก็กลายเป็น “พี่” ที่พอจะถามเรื่องที่ไม่รู้ ขอคำแนะนำได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัว เช่นเดียวการยอมรับใครเป็น “น้อง” ก็มาพร้อมความคาดหมายโดยปริยายว่า หากเขามีปัญหา คนเป็นพี่ก็ควรช่วยเหลือ สอนงาน เตือนเมื่อทำผิด หรือถ้าความผิดนั้นไม่ได้เกิดจากความจงใจหรือเจตนาร้ายก็ไม่ควรถือโทษ รวมถึงการส่งต่อโอกาส ยอมสละประโยชน์ หรือแม้แต่อาจจะยอมรับผิดรับโทษให้แทนบ้าง ความสัมพันธ์เช่นนี้ปรากฏทั้งในวัฒนธรรมการทำงานแบบไทยและญี่ปุ่น เกาหลี แม้ระดับความเข้มข้นจะต่างกัน
แต่อีกหน้าที่ไม่สวยงามระบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธ เพราะเมื่อความเป็นพี่น้องผูกพันกับความเป็น “ครอบครัว” แต่ความเป็นครอบครัวของผู้คนนั้นก็มีความแตกต่าง หลากหลาย เช่นเดียวกับที่การเป็น “พี่” ไม่ได้แปลว่าจะต้องใจดีกับ “น้อง” เสมอไป ก็เหมือนเรื่องตลกที่คนมาก่อนบอกคนเข้าใหม่ว่า “ที่นี่เราอยู่กันแบบพี่น้อง” ส่วนคำที่ไม่ได้พูดดังๆ คือ พี่น้องแบบมุนินทร์กับมุตตาหรือกาสะลองกับซ้องปีบนั่นแหละ
เพราะในระบบที่ความมาก่อนถูกแปลงเป็นอำนาจทางจารีตและความคาดหวังของสังคม พี่บางคนก็อาจใช้สถานะนั้นกดรุ่นน้องให้ยอมทำงานหนักกว่า รับภาระมากกว่า หรือแม้แต่ยึดผลงานของน้องไปเป็นเครดิตของตัวเองโดยถือว่าคนมาทีหลังก็ควร “รู้หน้าที่” และอย่ามีปัญหากับผู้ใหญ่ พอทั้งหมดนี้ไม่ได้เขียนอยู่ใน Job Description หรือระเบียบบริษัทตรงๆ มันยิ่งปฏิเสธและเอาผิดได้ยาก เพราะสิ่งที่ใช้กดกันไม่ใช่อำนาจตามตำแหน่ง แต่เป็นอำนาจที่ทุกคนในวงเข้าใจร่วมกันโดยไม่ต้องมีใครเขียนไว้
ในทางกลับกัน ความเป็น “น้อง” ก็ไม่ได้มีแต่ด้านที่น่าเห็นใจเช่นเดียวกัน รุ่นน้องบางคนเมื่ออยู่ในระบบที่ถูกคาดหมายว่ารุ่นพี่ต้องคอยสอน คอยช่วย คอยตามแก้ หรือสุดท้ายต้องเป็นคนรับผิดชอบหากอะไรผิดพลาด ก็อาจค่อยๆ ใช้ความเป็นน้องเป็นใบอนุญาตให้ตัวเองไม่ต้องโต ไม่ระมัดระวัง ไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด และไม่คิดแก้ปัญหาด้วยตนเองเสียที พอเกิดเรื่องก็เรียกหาพี่ให้ช่วยเคลียร์ พอทำไม่เป็นก็โยนกลับไปว่าพี่ไม่สอน เมื่อเป็นเช่นนี้ ระบบพี่น้องก็ไม่ได้เพียงสร้างคนมีอำนาจมากเกินไป แต่ยังสามารถสร้างคนที่ไม่ยอมรับผิดชอบต่อความเป็นมืออาชีพของตัวเองได้พร้อมกันด้วย
ส่วนที่อันตรายที่สุด คือความเป็นพี่น้องไม่ได้พกมาแต่ความเอ็นดู หากยังพกเอา “บุญคุณ” “ความเกรงใจ” และหน้าที่ตอบแทนกันติดมาด้วย รวมถึงเส้นแบ่งระหว่างการงานกับเรื่องส่วนตัว สิ่งที่ควรทำในฐานะคนรู้จัก กับสิ่งที่ควรทำในฐานะมืออาชีพก็เริ่มพร่าเลือน จาก “พี่ช่วยน้องไว้นะงานนี้” อาจกลายเป็น “เรื่องนี้พี่ฝากน้องหน่อย” หรือ “ช่วยพี่แค่นี้เอง” ได้ในวันหน้า และหากเรื่องที่ฝากกันนั้นไปแตะการอนุมัติ การคัดเลือก การประเมิน การใช้ดุลพินิจ หรือการบังคับใช้กฎกับใครสักคน ความสัมพันธ์ที่เคยมีไว้สร้างความยืดหยุ่นให้ระบบก็อาจกลายเป็นการสร้างความย่อหย่อนให้หลักเกณฑ์กติกาไปได้ คำพูดของโรมอาจจะจริงในแง่ที่ว่า การนำ “ความสัมพันธ์จำลอง” ในรูปแบบของ “ครอบครัว” เข้ามาใช้วงการงานจึงย่อมนำความเสี่ยงเหล่านั้นติดเข้ามาด้วย
ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างองค์กรมืออาชีพที่เย็นชาตายตัว หรือองค์กรแบบพี่ๆ น้องๆ ที่หาความแน่นอนไม่ได้และอาจเอื้อประโยชน์ต่อกันได้โดยมิชอบ แต่เราสามารถหาจุดตรงกลางระหว่างการรักษาวัฒนธรรมการทำงานแบบพี่ๆ น้องๆ ที่ยืดหยุ่นร่มเย็นนั้นไว้ภายใต้เส้นแบ่งที่ชัดเจนว่า ใครมีหน้าที่อะไร ใครต้องรับผิดชอบต่ออะไร และความช่วยเหลือหรือความเกรงใจกันควรไปได้ไกลเพียงไหน เป็นจุดสมดุลขององค์กรที่มีทั้งความเป็นมืออาชีพและหัวใจที่เกื้อกูลกันฉันพี่น้อง

