โครงการรถไฟความเร็วสูง ไฮสปีดเทรน ล้มคว่ำไม่เป็นท่าด้วยเหตุผลการเมืองในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
มวลชนขนาดใหญ่แต่เป็นเสียงส่วนน้อย เมื่อเทียบวัดจากผลการเลือกตั้งที่พ่ายแพ้ย่อยยับให้แก่พรรคเพื่อไทย ฮือต่อต้าน
ส่งลูกรับลูกกันอย่างเป็นขบวนการ พุ่งเป้าล้มโครงการ
ไม่มั่นใจรัฐบาลเลือกตั้ง โจมตีเมกะโปรเจ็กต์ ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่มีเป้าหมายแฝง หมายมั่นปั้นมือผลักดันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนก้อนใหญ่ กู้มาโกง
รัฐบาลเลือกตั้งล่มสลาย
กองทัพยึดอำนาจ โค่นล้ม แต่สิ่งอันเป็นเครื่องยืนยัน นโยบาย วิสัยทัศน์เอกอุที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง
การริเริ่มโครงการอีกครั้งของรัฐบาล คสช. เท่ากับแสดงว่า เห็นด้วย
จำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
ต่างกันก็แต่วิธีการ
รัฐบาล คสช.เลือกจับมือจีนเป็นอันดับแรก
เริ่มต้น 3 กิโลครึ่ง เป็นเศษส่วนหนึ่งในเส้นทางนครราชสีมา-กรุงเทพมหานคร
แต่กระนั้น ร่องรอยจากความเขี้ยวของจีน นับแต่การเจรจาครั้งแรก กระทั่งรอบที่ 19
เริ่มจากโขกคิดดอกเบี้ยเงินกู้สูงลิ่ว คิดมูลค่าก่อสร้างแพง และอะไรต่อมิอะไร ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนัก เมื่อมีการใช้ ม.44 ให้อภิสิทธิ์แก่จีน ยกเว้นไม่ต้องอยู่ในบัญญัติกฎหมายไทยหลายประการ
เกรงว่าการปลดล็อกนี้ ไทยอาจตกเป็นเบี้ยล่าง เสียเปรียบจีนมากกว่าได้เปรียบ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าโครงการรถไฟความเร็วสูง ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกกับไทย ในสัดส่วนร้อยละ 75 ที่เหลือเป็นของจีน 25%
คำการันตีของรัฐบาล ประชาชนคงอุ่นใจระดับหนึ่ง
แม้บางส่วน อาจยังเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง
ไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเห็นร่องรอยจากการเจรจา วิญญาณพ่อค้าที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอจีน ประการหลักก็คือ จีนเองก็ต้องมุ่งมั่นรักษาผลประโยชน์ประเทศเช่นเดียวกับไทย
แต่ที่ต่างออกไปคือ มีอำนาจต่อรองมากกว่า
ดังนั้น อะไรก็ตามที่จีนยอม ย่อมต้องมองได้ว่าจีนไม่เสียเปรียบ เพลี่ยงพล้ำให้กับไทยแน่นอน
ท่าทีแข็งขืน ยืนยันดอกเบี้ย ไม่ลงทุนร่วม ชัดเจนว่า
จีนคำนึงถึงประโยชน์เป็นหลัก ดำรงความสัมพันธ์ฉันมิตรทางเศรษฐกิจแบบคู่ค้า ไม่ใช่ในมิติของการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบบญาติพี่น้อง
ผลประโยชน์การจัดสรรปันส่วน 75:25 จึงย้อนกลับมาเป็นคำถาม
แท้ที่จริงแล้ว สัดส่วนที่ว่านั้น ส่วนไหนเป็นของจีน ส่วนไหนเป็นของไทยกันแน่
ในวงเสวนาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่กี่วันก่อน อาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พูดเอาไว้น่าฟังว่า หากความเร็วสูงจะเกิดขึ้น รัฐบาลและนักวิชาการต้องช่วยกันทำให้รู้เท่าทันจีน
จีนไม่ได้เลวร้ายแน่นอน แต่จีนจำเป็นต้องมุ่งมั่นรักษาผลประโยชน์ตนเองเช่นกัน
เหมือนกับไทย แต่การที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า
การเริ่มต้นด้วยการปลดล็อก ยกเว้นกฎ ข้อบังคับแก่จีน เป็นคำตอบเรื่องอำนาจต่อรอง ไทยได้เปรียบ เสียเปรียบชัดเจน
การอยู่ในฐานะที่เหนือกว่า-ด้อยกว่านี้
จะมีผลผูกมัด จากเฟสแรกไปสู่เฟสสอง สามยาวไป ต้องใช้บริการ (ระบบปิด) จีนตลอดเส้นทาง เต็มโครงการ 2 แสนล้าน
ไทยเป็นคนจ่ายเงิน แต่เสียงดังน้อยกว่า
ตัวประกัน 3 กิโลครึ่ง ไม่ทำต่อก็ไม่ได้
ท่านว่าใครอยู่ในฐานะได้เปรียบ

