หน้าแรก คอลัมนิสต์ หมาป่าเดียวดา...

หมาป่าเดียวดาย กับความขัดแย้ง-รุนแรงทางการเมือง

27.06.17 | 13:30 น.

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ แนวคิด/ทฤษฎีเรื่องของ หมาป่าเดียวดายŽ (lone wolf) กลายเป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ในเรื่องของการวิเคราะห์การก่อการร้าย/ก่อความไม่สงบ/ก่อวินาศกรรมในโลกนี้ เราจะเห็นบทวิเคราะห์ และบทสัมภาษณ์มากมายของผู้รู้ในเรื่องของการก่อการร้ายได้พูดถึงเรื่องนี้ในหลายๆ ที่ในโลก ในฐานะคำอธิบายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในยุโรปและอเมริกาในหลายกรณี

บ้างก็พยายามชี้ให้เห็นว่า ภัยก่อการร้ายที่เกิดจากบรรดาหมาป่าเดียวดายนี้ เป็นเรื่องที่เป็นหลักของการก่อการร้ายร่วมสมัย หมายถึงการก่อการร้ายนั้นเกิดจากผู้กระทำที่มีลักษณะที่ไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับขบวนการก่อการร้าย หรือไม่ได้เป็นสมาชิกของขบวนการเหล่านั้น

แต่อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากข้อมูลข่าวสารที่บรรดาขบวนการก่อการร้ายนั้นแพร่กระจายออกมา แนวคำอธิบายเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า แนวทางการก่อการร้ายนั้นอาจจะพิจารณาได้เป็นสักสามแนวทางใหญ่ๆ

หนึ่ง คือรูปแบบการก่อการร้ายในแบบเดิม นั่นคือรูปแบบการก่อการร้ายจากการจัดตั้งขบวนการก่อการร้ายที่มีลักษณะของงานใต้ดิน ทำงานเป็นระบบ มีการฝึกฝน และสมัครสมาชิกเข้าร่วมอย่างเอาจริงเอาจัง

สอง คือรูปแบบการก่อการร้ายในแบบที่เริ่มมีการกระจายตัวออกเป็นหน่วยย่อยๆ ที่มีอิสระในตัวเอง กล่าวคือสมาชิกในหน่วยย่อยเหล่านั้นไม่สามารถเข้าถึงตัวของแกนนำองค์กรก่อการร้ายได้ พวกเขาจะมีคนติดต่อเชื่อมโยง แต่ปฏิบัติการต่างๆ นั้น อาจจะมีระดับของการประสานงานร่วมบ้างแต่ไม่ได้รับคำสั่งโดยตรง

Advertisement

สาม คือบรรดาหมาป่าเดียวดาย กล่าวคือรูปแบบการก่อการร้ายเช่นนี้คือ ผู้ปฏิบัติการนั้นอาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากคำสอน หรือข่าวสารที่ได้รับการเผยแพร่ออกมาในสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะในโลกอินเตอร์เน็ต คนเหล่านี้ไม่ได้มีความเชื่อมโยงในเชิงองค์กรใดๆ ทั้งสิ้นกับขบวนการก่อการร้าย

ข้อมูลข่าวสารที่พวกเขาเสพและนำไปสู่การตัดสินใจนั้น มีลักษณะเป็นข้อมูลที่เผยแพร่ในสาธารณะอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรปิดลับ

ความกังวลต่อปรากฏการณ์การก่อการร้ายแบบหมาป่าเดียวดายนำไปสู่ข้อถกเถียงที่น่าสนใจอย่างน้อยสามประการ

หนึ่ง การกล่าวถึงการก่อการร้ายแบบหมาป่าเดียวดาย ทำให้เกิดความวิตกกังวลในระดับกว้าง ที่มองว่าการก่อการร้าย (รวมทั้งการก่อวินาศกรรม) นั้นเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เพราะต่อให้จะมีการปิดกั้นพรมแดนทางกายภาพ ซึ่งรวมถึงนโยบายการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด ก็ไม่สามารถควบคุมการก่อการร้ายในแบบนี้ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บรรดาหมาป่าเดียวดายนั้นไม่ใช่สมาชิกขององค์กรก่อการร้าย แต่ได้รับแรงบรรดาลใจหรือข้อมูลสาธารณะต่างๆ ที่มาจากอินเตอร์เน็ต

ในอีกด้านหนึ่ง การพูดถึงการก่อวินาศกรรมในแบบหมาป่าเดียวดายนั้น อาจจะมีผลทำให้เกิดวิธีการมองปัญหาว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นมีทางแก้ด้วยการปิดกั้นอินเตอร์เน็ตและข้อมูลข่าวสารทั้งหมด หรือรวมไปถึงการกล่าวโทษบรรดา ศาสดายุคใหม่Ž ที่อยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตในฐานะผู้เผยแพร่แนวคิดและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

การกล่าวอ้างเช่นนี้ของรัฐบาลนั้นอาจมี นัยยะของการปกปิดลดทอนปัญหาเรื่องของการปิดกั้นเสรีภาพ และการกดขี่ที่เกิดขึ้นในประเทศที่นำไปสู่ความไม่พอใจในเบื้องแรกของประชาชน โดยเฉพาะบรรดาหมาป่าเดียวดายหลายๆ กรณี

สอง ในหลายกรณีการกล่าวถึงการก่อความไม่สงบแบบหมาป่าเดียวดาย กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการบอกปัดความรับผิดชอบต่อนโยบายการต่อต้านการก่อการร้าย เพราะเป็นการมองว่าเรื่องของการก่อการร้ายแบบนี้เป็นเหตุสุดวิสัย เพราะฝ่ายการข่าวทำงานไม่ได้ (เนื่องจากไม่ใช่ขบวนการก่อการร้ายที่จะมีคนในทำข่าวรั่วออกมาได้) เรื่องนี้กลายเป็นคดีอาชญากรรมธรรมดา หรือมองเป็น ข้อยกเว้นŽ มากกว่า การกระทำตามกฎเกณฑ์Ž ที่สามารถคาดคะเนได้

ไม่นับว่าในหลายๆ ครั้งนั้น การอธิบายเรื่องของการก่อวินาศกรรมว่าเป็นเรื่องของผลงานของหมาป่าเดียวดาย มีความพยายามโยงเกี่ยวกับอาการที่ไม่ปกติทางจิตของบรรดาหมาป่าเหล่านั้น กล่าวคือเป็นเรื่องของความ ไม่ปกติŽ ทางจิตใจของปัจเจกบุคคลมากกว่าเรื่องของกระบวนการทางการเมือง

กล่าวอีกอย่างก็คือ ในหลายกรณี รัฐบาลเองก็ค่อนข้างมีความหนักใจว่าจะบริหารจัดการการสื่อสารกับประชาชนอย่างไรดี จะบอกว่าเรื่องนี้มีคนอยู่เบื้องหลัง โทษฝ่ายการเมืองฝ่ายตรงข้าม (ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกประเทศ) ก็อาจจะตอบสนองความสงสัยอยากรู้ของผู้คนในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล

แต่ต้องไม่ลืมว่า ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็อาจจะได้รับสารเช่นเดียวกันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างแรงสะเทือนให้รัฐบาลได้เช่นกัน และกลายเป็นหมาป่าเดียวดายที่มากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง การพยายามอธิบายว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากบรรดาหมาป่าเดียวดายนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการทางการเมือง และไม่สามารถแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อๆ ไปได้ ก็อาจทำให้รัฐบาลนั้นสูญเสียความชอบธรรมในการปกครองประเทศโดยเฉพาะกับฝ่ายที่สนับสนุนตนเองอยู่ได้เช่นกัน

สาม มีกลุ่มนักวิเคราะห์ที่พยายามอธิบายการเกิดขึ้นของบรรดาหมาป่าเดียวดาย โดยไม่ได้วิเคราะห์แค่ความเชื่อมโยงระหว่างผู้กระทำกับแนวคิด หรือขบวนการก่อความไม่สงบ รวมไปถึงความแตกต่างหลากหลายของแนวคิดในสังคมท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในมิติขององค์กรเท่านั้น

แต่มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ว่า กระบวนการทำให้เกิดความรุนแรงอย่างสุดขั้ว (radicalization) นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร จริงหรือไม่ที่กระบวนการที่นำไปสู่การเกิดหมาป่าเดียวดายนั้น เป็นเรื่องที่ไร้ซึ่งความเชื่อมโยงโดยตรงกับขบวนการก่อการร้าย หรือว่าจริงๆ แล้วบรรดาขบวนการก่อการร้ายสมัยใหม่มีวิธีการจัดตั้ง หรือเผยแพร่ความคิดต่างๆ ที่แยบยล และมีการวางแผนในปฏิบัติการทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน ไม่ใช่บ้าคลั่งพูดจาอะไรเลอะๆ เลือนๆ เฉยๆ

ในแง่นี้หมาป่าเดียวดายอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในระดับหนึ่งโดยการสร้างฝูงหมาป่าที่แต่ละตัวนั้นไม่รู้ตัวว่าอยู่ในฝูงเดียวกันอย่างหลวมๆ

จริงหรือไม่ที่บรรดาหมาป่าเดียวดายนั้นจะต้องหมายถึงบรรดามุสลิมหัวรุนแรง หรือจะต้องเป็นผู้ที่สมาทานแนวคิดในการก่อการร้ายของพวกมุสลิมหัวรุนแรงข้ามชาติ ทั้งที่ในหลายกรณี บรรดาหมาป่าเดียวดายก็อาจจะเป็นพวกแนวคิดขวาจัด ที่ต่อต้านเหยียดหยามศาสนาอื่น สีผิวที่ไม่ตรงกับเรา หรือเพศสภาวะที่ไม่ตรงกับเราได้เช่นกัน

หากพิจารณาว่ากระบวนการหมาป่าเดียวดายนั้นเกิดได้กับขั้วความคิดในทุกแบบ สิ่งที่ต้องระวังก็คือ การมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งที่แนวคิดเรื่องการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหานั้นอาจจะเกิดจากคนกลุ่มอื่นๆ ทั้งที่เป็นการจงใจในการจัดตั้ง หรือการเกิดผู้นำความคิดออนไลน์จำนวนหนึ่งที่สร้างตัวตน และความนิยมในโลกอินเตอร์เน็ตขึ้นมาจากการใช้ถ้อยคำที่ทิ่มแทง และเต็มไปด้วยความเกลียดชัง และแบ่งสีแบ่งขั้วทางการเมืองและอุดมการณ์

สังเกตได้ว่าความนิยมจำนวนไม่น้อยในโลกอินเตอร์เน็ตนั้นอยู่ในถ้อยคำประเภทที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่ออีกฝ่ายหนึ่ง มากกว่าถ้อยคำประเภทที่นำเสนอทรรศนะแบบประนีประนอม หรือเข้าอกเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง

ทั้งที่กระบวนการของการ เออออห่อหมกในโลกออนไลน์Ž (Echo Chamber หรือ Cascade Effect) นั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมาก เช่นเรารู้สึกว่าถูกใจกับความเห็นหนึ่ง เมื่อความถูกใจมีมากขึ้น ความถูกใจก็กลายเป็นความถูกต้อง ความถูกต้องที่ถูกแบ่งปันจากรากฐานจากความถูกใจก็จะหมุนวนในเครือข่ายของคนที่เห็นตรงกัน (ทั้งจากเครือข่ายที่เห็นอะไรตรงกันอยู่แล้ว และจากระบบอัลกอริธึ่ม ของอินเตอร์เน็ตที่มุ่งหวังในการสร้างเครือข่ายของคนที่มีลักษณะเหมือนกันมากกว่าต่างกัน ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจในการโฆษณาสินค้าเป็นต้น) จนทำให้ไม่ได้ยินความคิดเห็นที่ต่างออกไป และรับไม่ได้ว่ามีความคิดเห็นอื่นๆ ปรากฏอยู่ในโลก หรือไม่เข้าใจว่าจะมีคนที่คิดต่างจากคนที่เรารู้จักได้อย่างไร

การที่เราพึงใจในการเสพอะไรที่ตรงใจเรา มากกว่าความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ก็มีส่วนในกระบวนการก่อตัวของความสุดขั้วและรุนแรงทางการเมืองได้เช่นกัน

ในอีกด้านหนึ่ง ความเชื่อที่ว่าดังนั้นก็ต้องกลั่นกรองและปิดกั้นข่าวสารที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีในการต่อต้าน และแทรกซึม/แทรกตัวของผู้ส่งสารและรับสารนั้น มีลักษณะที่ซับซ้อน ไม่ได้จะปิดกั้นได้ง่าย

รวมทั้งการปิดกั้นอาจจะส่งผลร้ายที่คาดไม่ถึงอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือ เมื่อการปิดกั้นเกิดมากขึ้น ฝ่ายที่รู้สึกว่าถูกปิดกั้นเมื่อไม่ได้รับข่าวสารที่แตกต่าง เขาอาจจะรู้สึกผิดหวังและโกรธแค้นกับการปิดกั้นมากขึ้น มากกว่าการเปิดให้มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย

จนอาจนำไปสู่การพยายามตอบโต้ และทำลายล้างผู้มีอำนาจได้เช่นกัน นั่นหมายถึงว่า เมื่อรู้สึกว่าไม่สามารถแสดงออกซึ่งความเห็นที่ต่าง หรือเมื่อเขาเริ่มเห็นว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนั้นถูกจับกุม หรือถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม (ซึ่งทางหนึ่งรัฐบาลก็จำต้องนำเสนอเพื่อปรามคนอีกจำนวนหนึ่ง และแสดงภาพว่ารัฐบาลเอาอยู่กับผู้สนับสนุนรัฐบาลว่าได้ทำงานอย่างจริงจัง) เขาก็อาจจะโกรธแค้นและวางแผนที่จะตอบโต้โดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตนได้เช่นกัน

ดังนั้นก่อนจะโทษใคร หรือจัดการใครก็คิดให้ดีนะครับ อย่าฟังความฝ่ายเดียว และอย่ามองคนที่เห็นต่างเป็นศัตรูมากนัก

พระอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นทั้งวัน

และค่ำคืนที่มืดมิดและหนาวเหน็บนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะมาไม่ถึง

(หมายเหตุ – พัฒนาขึ้นจากข้อถกเถียงใน Why we should stop using the phrase lone wolfž. New Statesman. 31//1/17. The myth of the lone wolfŽ terrorism. The Guardian. 30/3/17. และ The Islamic State and the end of lone-wolf terrorismŽ. Foreign Policy. 23/5/17.)