เมื่อสองสามวันก่อนเพิ่งจะครบรอบ 20 ปีของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งผมเองก็ตกใจว่านี่ครบ 20 ปีแล้วเหรอ
ใจยังรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นมาไม่นานนี้เอง
แต่เมื่อย้อนมาถามนิสิตในห้องที่ผมสอน ก็พบว่านิสิตชั้นปีที่สองที่ผมสอนนั้น “เกิด” ในปี 2549 แล้วครับ
นี่คือประเด็นแรกว่า บริบทของสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก เด็กเจนใหม่นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ในแบบเดียวกับคนที่รำลึกอยู่ไม่ใช่น้อย
เรื่องต่อมาคือ เมื่อเราพูดเรื่องของรัฐประหาร 19 กันยาฯ เรากำลังพูดในกรอบเวลาไหน?
ในความหมายที่ว่า เราพูดถึงเหตุการณ์ที่เริ่มในวันนั้น (19 กันยาฯ 49) หรือเรามองว่าเหตุการณ์มันเกิดก่อนวันนั้นนานแค่ไหน
ทั้งในเรื่องของลำดับเหตุการณ์ และในเรื่องของมิติเชิงโครงสร้าง
นี่คือเรื่องที่เถียงกันมาตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนที่ต่อต้านการรัฐประหารก็มองว่าการทำรัฐประหารทำไม่ได้ เพราะว่ามันผิดหลักการประชาธิปไตย โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลนั้นมาจากการเลือกตั้ง และยังยืนยันว่าหลังจากรัฐประหารแล้ว กลุ่มการเมืองเดียวกันนี้ก็ยังชนะการเลือกตั้งมาโดยตลอด ลากยาวมาถึงยุคของคุณยิ่งลักษณ์และการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ใน 8 ปีถัดมา
แต่กลุ่มที่สนับสนุนการทำรัฐประหารเองก็มองว่า พวกเขาไม่ได้ทำลายประชาธิปไตย และไม่ได้ทำลายนิติรัฐ-นิติธรรม เพราะหลักการเหล่านี้ถูกทำลายไปก่อนหน้านั้นแล้ว หรือมองว่าประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งโดยนักการเมือง และรัฐบาลประชานิยมนั่นแหละทำลายประชาธิปไตยไปก่อนหน้านั้นแล้ว
ผมคิดว่ามาจนถึง 20 ปีนี้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวันนั้นคงมีคำตอบในใจของตัวเอง และตอบตัวเองได้ว่าซื่อตรงต่อหลักการของตัวเองอย่างไร หรืออะไรคือเหตุผลที่เปลี่ยนจุดยืนจากวันนั้นมาเป็นเราในวันนี้
จุดยืนเปลี่ยนได้ครับ และดิจิทัลฟุตพรินต์ในอินเตอร์เน็ตก็มีอยู่เช่นเดียวกัน
ประเด็นที่ต่อเนื่องกับการมองมิติเวลาในท่อนที่แล้วก็คือว่า ในส่วนที่แล้วที่ผมอภิปรายไปเรื่องการเริ่มต้นของเหตุการณ์ แต่ในส่วนนี้จะพูดถึง “การสิ้นสุด” ของการทำรัฐประหาร 19 กันยาฯ 49
ซึ่งคำถามที่ท้าทายคือ ถ้าเรายังพอเถียงกันได้ว่ารัฐประหาร 19 กันยาฯ 49 นั้นเริ่มต้นเมื่อไหร่ เราคงต้องถามได้ว่ารัฐประหารในครั้งนั้น “สิ้นสุด” ลงเมื่อไหร่?
ถ้าตอบอย่างใสซื่อที่สุดก็คือการทำรัฐประหารมันเสร็จสิ้นลงเมื่อคณะรัฐประหารได้ยึดกุมอำนาจรัฐเป็นผลสำเร็จ
หรือถ้าตอบให้ยาวกว่านั้นอีกนิด ก็คงต้องตอบว่าเมื่อคณะรัฐประหารได้ลงจากตำแหน่ง (หรือในบางกรณีถูกไล่ลง)
แต่ถ้าจะตอบแบบที่ยาวนานกว่านั้นก็คือ โครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจของการทำรัฐประหารมันสิ้นสุดตรงไหน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจที่สุด เพราะสำหรับผมการทำรัฐประหาร 2549 นั้นมันยืดเยื้อยาวนานมากจนถึงบางส่วนในปัจจุบัน
แต่มันได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อไม่นานมานี้
ส่วนที่ยังยืดเยื้อยาวนานมาจนถึงปัจจุบันก็คือเรื่องของร่องรอยของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เกิดโดยตรงจากรัฐประหาร 49 เท่ากับรัฐประหาร 57 แต่ระบบความใฝ่ฝันบางประการของรัฐประหาร 49 นั้นก็ยังอยู่มาอย่างมั่นคง
กล่าวโดยสรุป ผมคิดว่ารัฐประหาร 49 ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว และสิ้นสุดลงไปเมื่อการสลายขั้วเหลืองแดงนั้นเจือจางเป็นความหลากสีในประชาธิปไตยแบบปัจจุบัน
ในแง่นี้รัฐประหาร 49 และผลต่อเนื่องของมันจนถึงภาคสองคือ รัฐประหารของประยุทธ์ เมื่อ 2557 มันวางอยู่บนความขัดแย้งแบบสีเสื้อ แน่นอนเหลืองเกิดก่อนรัฐประหาร 49 และแดงเกิดขึ้นตามมา และจากนั้นการปะทะกันในทุกสนามของเหลืองแดงนั้นแทบจะเรียกว่าเป็นสารัตถะของการเมืองในช่วงนั้น
แม้ก่อนสีเสื้อก็เป็นเรื่องของการรวมตัวกัน ต้าน สนับสนุน เอา ไม่เอาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แต่ในปัจจุบันการข้ามขั้วและร่วมมือกันได้ยาก เพื่อผลประโยชน์และความมุ่งมั่นของตัวเอง และเพื่อทอนพลังอีกฝ่ายหนึ่งกลายเป็นเงื่อนไขของการเมืองแบบใหม่ ที่ต่างฝ่ายต่างมีมิตรและศัตรูเป็นของตัวเอง
การเกิดการเคลื่อนไหวของส้มในตัวของเหตุการณ์เองไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการรัฐประหาร ผมกลับคิดว่าการเปลี่ยนรัชสมัย และการเล่นการเมืองข้ามขั้วของพรรคประชาธิปไตยทั้งสองพรรคเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การเมืองของรัฐประหาร 19 กันยาฯ (ซึ่งหมายถึงการเมืองของการต่อต้านการรัฐประหาร 19 กันยาฯ ด้วย) สิ้นสุดลง
การเมืองในวันนี้แม้ว่าจะยังมีตัวผู้แสดงทางการเมืองที่มาจากยุค 20 ปีที่แล้วอยู่แทบจะไม่ต่างจากเดิมมาก แต่ตำแหน่งแห่งที่ก็แตกต่างไป
กองทัพก็เปลี่ยนหน้า คนกลุ่มอำนาจก็เปลี่ยนไป
แต่ที่สำคัญคือคนกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาสู่การเมืองมากขึ้น และมีทีท่าว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากคนที่ไม่เคยเล่นการเมือง หรือคนรุ่นใหม่จากเครือข่ายการเมืองเดิม
การเมืองมีเงื่อนไขใหม่ๆ มากขึ้น และเงื่อนไขเรื่องสวัสดิการของประชาชนก็ไม่ได้พูดกันอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป
ความคาดหวังของประเทศและอนาคตของประเทศในวันนี้ก็มีเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปจากเมื่อ 19 กันยาฯ 49 อยู่อย่างมากมาย และซับซ้อน
ทีนี้มาย้อนรำลึกเรื่องของรัฐประหารเมื่อ 19 กันยาฯ 49 อีกสักหน่อย ผมคิดว่ามันเป็นการทำรัฐประหารแบบซุปเปอร์ไฮบริด คือใช้พลังมหาศาลของแทบจะทุกฝ่ายทั้งฝ่ายที่ทำ และฝ่ายที่ต้าน
การต่อสู้แบ่งเป็นหลายยก และไม่มีใครชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
การต่อสู้และความสูญเสียเกิดในทุกฝ่าย
และการสร้างพันธมิตรกับประชาชนและภาคประชาสังคมก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่การกดปราบอย่างเดียว
การสร้างองค์กรทางการเมืองและเชื้อเชิญตัวแทนภาคประชาสังคมมาทำงานร่วมกับคณะรัฐประหารก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด
และการสร้างความร่วมมือกับสื่อ การสร้างไอโอ การใช้ พ.ร.บ.คอมพ์และกฎหมายตัวอื่นๆ ที่จำกัดกรอบการแสดงความคิดเห็นในบางด้านก็กลายเป็นแบบแผนปฏิบัติที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามในการทำรัฐประหาร การเปลี่ยนสังคมการเมือง และการต่อต้านขัดขืนที่สู้กันอย่างหลายระดับหลายยกนี้ ผมคิดว่าในวงการวิชาการเองได้เปิดให้เราเห็นข้อเท็จจริงทางการเมือง และความจริงระดับโครงสร้างทางการเมืองมากมายที่ต่างไปจากครั้งก่อนๆอยู่มาก
ถ้าย้อนกลับไปในการทำรัฐประหารปี 2534 ผมคิดว่าหลังการรัฐประหารและการต่อต้านการครองอำนาจในปี 2535 นำไปสู่การทำลายแนวคิดวงจรอุบาทว์ทางการเมือง และกำเนิดแนวคิดเรื่องประชาสังคมและการต่อสู้ของคนรากหญ้า และขบวนการทางสังคม ก่อนที่บางส่วนของขบวนการจะถูกเชื้อเชิญมาเป็นตัวเล่นฟากคณะรัฐประหารอยู่ไม่ใช่น้อย หรือแม้แต่เกิดก่อนหน้านั้นมาบ้างแล้วที่ความขัดแย้งของประชาสังคมกับรัฐบาลเริ่มก่อตัว
การทำรัฐประหารในปี 2549 เหมือนกับการเปิดฝาผอบทางการเมือง อะไรที่ไม่เคยพูดกันตรงไปตรงมา และข้อกล่าวหามากมายที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นกฎกติกาหลักของการเมืองไทย
คดีความต่างๆ ที่เริ่มมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2549
คดีความและความขัดแย้งทางการเมืองออนไลน์กลายเป็นสนามที่ต่อสู้กัน 24 ชั่วโมง
องค์ความรู้เรื่องของการรัฐประหาร 2490 และสถาบันทางการเมืองใหม่หลังจากสมัยนั้นกลายเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงอย่างจริงจัง
ข้อถกเถียงเรื่องความชอบธรรมทางกฎหมายและความชอบธรรมทางการเมืองของการทำรัฐประหารเองกลายเป็นประเด็นหลักทางวิชาการ
รวมทั้งบรรดานักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร และกลุ่มอื่นๆ ที่ลุกขึ้นมาท้าทายคำอธิบายและเหตุผลของการรัฐประหารและการเปลี่ยนแปลงประเทศ ของฝ่ายรัฐประหาร ท่ามกลางบรรยากาศของการเปลี่ยนผ่านของภูมิทัศน์สื่อ แต่ทั้งนี้สื่อออนไลน์ก็ยังไม่ได้เป็นกระแสหลักทางสังคมเท่ากับการเมืองหลังปี 2562 และม็อบเยาวชนหลังจากนั้นไม่นาน
ความจริงการรำลึกเหตุการณ์คงยังต้องมีอีกหลายปีจากนี้ แม้อาจจะไม่ได้เป็นที่สนใจของสังคมยุคหลังมากนัก ถ้าเทียบกับการทำรัฐประหารของประยุทธ์ในปี 2557 เพราะมันเป็นผลสะท้อนของการ “เสียของ” บางส่วนของการทำรัฐประหาร 49 และมันอาจจะส่งผลทางตรงในการปกครองกับการเรียนรู้และมีประสบการณ์ร่วมของม็อบเยาวชนมากกว่า
ดังนั้นหลายเรื่องผมคงเก็บไว้เขียนในปีต่อๆ ไป เว้นแต่สุดท้ายจะขอรำลึกถึงเรื่องสองเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากการรัฐประหาร 19 กันยาฯ 49
เรื่องแรกคือการเสียชีวิตของคุณนวมทอง ไพรวัลย์ ผู้ที่ออกมาท้าทายรัฐประหารและเสียชีวิตจากการยึดอำนาจในท้ายที่สุด
การขับแท็กซี่ชนรถถังจนได้รับบาดเจ็บ และการแขวนคอตายใกล้กับสถานีข่าวที่ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่ง มันสะท้อนภาพของการต่อสู้กับการทำรัฐประหารที่ใช้เวลาก่อตัวอันยาวนาน ใช้มวลชนและผู้คนมากมายเข้าร่วม และใช้เวลายาวนานในการพยายามสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลง และวางทิศทางการเปลี่ยนแปลงประเทศในแบบที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารต้องการ
และเรื่องที่สองคือ เราจะลืมพี่น้องเสื้อแดงบาดเจ็บล้มตายจากการพยายามส่งเสียงและคัดค้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังการรัฐประหารในหลายระลอกไม่ได้เลย

