หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง | สาวคอสเพลย์ที่ ‘ส่อว่า’ ถูกแตะตัว กับรถขยะ EV ที่ต่อไปคงต้องหาคลิปจากกล้องวงจรปิด

22.09.26 | 13:39 น.

สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวฮือฮากันในแวดวงคอสเพลย์ คือกลุ่มผู้นิยมแต่งกายและสวมบทบาทเลียนแบบตัวละครจากการ์ตูน เกม ภาพยนตร์ เมื่อผู้ร่วมงานหญิงคนหนึ่งออกมาเล่าผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ว่าเธอถูกลวนลามในงานปาร์ตี้ โดยบรรยายว่ามีชายคนหนึ่งจับบริเวณเอวใกล้ซี่โครง ย้ำว่าเป็นการจับที่รู้สึกถึงแรงกดของนิ้วค้างอยู่ ไม่ใช่เพียงการแตะตัวผ่านๆ


เมื่อเรื่องเผยแพร่ออกไปก็ย่อมเรียกทั้งความเห็นใจต่อผู้กล่าวหาที่เป็นฝ่ายหญิง และความโกรธแค้นต่อผู้ที่ถูกกล่าวถึง ต่อมาผู้จัดงานช่วยประสานให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกัน ชายผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นช่างภาพปฏิเสธในตอนแรกว่าไม่ได้แตะตัว แต่เมื่อได้ดูภาพนิ่งจากกล้องวงจรปิดก็ขอโทษที่มืออาจไปโดนโดยไม่รู้ตัว พร้อมเสนอชดใช้ค่าเสียหาย อย่างไรก็ตาม ผู้กล่าวหาไม่ยอมรับคำอธิบายนั้น

เมื่อการพูดคุยไม่เป็นผล ฝ่ายที่กล่าวหาจึงเผยแพร่หลักฐานเป็นภาพนิ่งในจังหวะที่มือสัมผัสตัวและข้อความสนทนาบางส่วน รวมทั้งชื่อและนามสกุลของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อขอให้วงการขึ้น “บัญชีดำ” ส่วนหลักฐานคลิปที่เป็นภาพเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้เผยแพร่ โดยให้เหตุผลว่าเกรงจะกระทบคนอื่นที่ติดอยู่ในภาพ

ซึ่งเมื่อเรื่องมาถึงตรงนี้ ผู้ถูกกล่าวหาก็กลายเป็นจำเลยสังคมไปเรียบร้อย ก่อนที่เรื่องจะมาพลิกเมื่อมีผู้นำคลิปจากวงจรปิดที่เบลอใบหน้าของคนที่ไม่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งบันทึกเหตุการณ์แบบต่อเนื่องมาเผยแพร่ ภาพเคลื่อนไหวทำให้ผู้ที่ได้ดูจำนวนมากเห็นเหตุการณ์ต่างออกไป เพราะในบรรยากาศที่ผู้คนเดินเบียดเสียดกันนั้น จังหวะสัมผัสตัวที่เป็นปัญหานั้นมีจริง เกิดขึ้นสั้นๆ ในลักษณะของการสะกิด โดยไม่ปรากฏการจับค้างอย่างที่ฝ่ายผู้หล่าวหาบรรยายไว้ในตอนแรกทำ

Advertisement

คราวนี้ “รถทัวร์” จึงยูเทิร์นไปจอดที่อู่ของฝ่ายผู้กล่าวหา ซึ่งต่อมาได้ออกมาขอโทษและยอมรับว่าตนตื่นตระหนกอันเนื่องด้วยเคยประสบเหตุในลักษณะนี้ และใช้คำกล่าวหารุนแรงเกินกว่าเหตุ รวมถึงการเลือกเผยแพร่เฉพาะภาพนิ่งก็ทำให้คนเข้าใจผิด ก่อนลบโพสต์ที่เป็นปัญหานั้นไป แต่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาที่ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงไปแล้วพอสมควรเพราะเป็นช่างภาพอาชีพในวงการ ก็ระบุว่าจะดำเนินการทางกฎหมาย และให้ผู้ที่ต้องการติดต่อเรื่องนี้ประสานผ่านทนายความ

แม้ในทางอาญาโดยทั่วไปจะถือหลักว่า ผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่ได้กระทำความผิด และการจะตัดสินว่าใครกระทำผิดเพื่อลงโทษจะต้องพิสูจน์ความผิดให้ได้จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควร แต่สำหรับความผิดเกี่ยวกับเพศนั้น ปฏิกิริยาของสังคมมักมีลักษณะคล้ายเป็นข้อยกเว้น ด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ว่า ผู้เสียหายจากอาชญากรรมประเภทนี้ต้องเผชิญความเจ็บปวดบอบช้ำ หลายครั้งยังอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบผู้กระทำไม่ว่าจะด้วยอายุ อำนาจ หรือความสัมพันธ์ การตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวอันน่าอับอายก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว หากสังคมเริ่มต้นด้วยการ “ไม่เชื่อไว้ก่อน” และรีดเค้นสอบถามให้ได้ความกระจ่างจากฝ่ายผู้เสียหาย เหยื่อของอาชญากรรมประเภทนี้ก็อาจไม่กล้านำเรื่องของตนออกมาในที่แจ้ง และผู้กระทำก็อาจฉกฉวยโอกาสก่อเหตุอยู่ในที่ลับนั้นต่อไปได้

ด้วยเหตุนี้ เมื่อฝ่ายผู้กล่าวหานำเสนอเรื่องราวพร้อมหลักฐานที่ดูน่าเชื่อว่ามีการก่อเหตุล่วงละเมิดจริง ในสายตาสังคมจึงมักตัดสินไปก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาน่าจะกระทำผิด หากไม่ได้ทำก็ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองให้ได้ ดังที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ ซึ่งกว่าภาพเคลื่อนไหวจะทำให้ผู้คนหันกลับมาทบทวนสิ่งที่เชื่อจากคำบอกเล่าและภาพนิ่ง ผู้ถูกกล่าวหาก็ได้รับโทษทางสังคมไปก่อนจนเกิดความเสียหายแล้ว

ข้อยากของเรื่องนี้คือ ในกรณีที่การล่วงละเมิดทิ้งร่องรอยทางร่างกาย หรือมีหลักฐานอื่นให้ตรวจสอบ เรายังมีสิ่งที่จะนำมาประกอบการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายได้บ้าง แต่หากเป็นการสัมผัสตัวที่ไม่ทิ้งร่องรอย หรือถ้อยคำคุกคามทางเพศที่ไม่มีใครบันทึกไว้ การตรวจสอบก็ยิ่งยากขึ้น เพราะอาจเหลือหลักฐาน “ควรเชื่อได้ว่า” จากพยานบอกเล่าและพยานแวดล้อม ซึ่งบางครั้งยืนยันได้เพียงว่าทั้งสองฝ่ายอยู่ในสถานที่เดียวกันหรือมีโอกาสเกิดเหตุ แต่เมื่อท่าทีของสังคมที่ให้น้ำหนักแก่ผู้กล่าวหาไว้ก่อน ก็มีความเสี่ยงที่เพียงข้อกล่าวหากับหลักฐานเท่าที่มีก็จะถูกมองว่าเพียงพอให้ตัดสินว่าฝ่ายผู้ถูกกล่าวหานั้น “ทำผิด” ไปแล้ว ส่วนถ้าเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ผิด ก็มีหน้าที่ไปหาหลักฐานมาหักล้างเอาเอง

ปัญหาคือการพิสูจน์ว่าตนไม่ได้ทำอะไรบางอย่างในเหตุการณ์ที่ไม่มีใครบันทึกไว้นั้น อาจยากพอๆ กับการพิสูจน์ว่าถูกกระทำ เพราะไม่ใช่ว่าผู้ถูกกล่าวหาทุกคนจะโชคดีมีกล้องวงจรปิดให้ย้อนกลับไปดูได้อย่างกรณีนี้ จนในที่สุดกลไกหรือมาตรการเชิงสังคมเพื่อปกป้องเพื่อผู้เสียหายก็อาจลงเอยด้วยการสร้าง “เหยื่อ” ขึ้นมาอีกคนจากการด่วนตัดสินไปได้เช่นนี้

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงข้อถกเถียงทางการเมืองในสภากรุงเทพมหานคร กรณีที่สภา กทม.ลงมติตัดงบประมาณโครงการเช่ารถเก็บขยะพลังงานไฟฟ้า หรือรถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน วงเงินรวมประมาณ 6,038 ล้านบาท ออกจากร่างงบประมาณปี 2570 ที่แม้ว่าฝ่ายบริหารยืนยันถึงความจำเป็นและความคุ้มค่า ส่วน ส.ก.พรรคประชาชนตั้งข้อทักท้วงเกี่ยวกับความพร้อมและรายละเอียดการจัดหา แม้ทั้งสองฝ่ายจะบอกตรงกันว่าสนับสนุนการเปลี่ยนมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าก็ตาม

ในที่นี้ขออนุญาตที่จะไม่ลงไปแจกแจงรายละเอียดว่า ข้อกล่าวอ้างของฝ่าย “พรรคส้ม” ซึ่งมีทั้ง ส.ก.และ ส.ส.ของพรรคที่เข้ามาร่วมวงด้วยนั้น ตรงไหนถูกหรือตรงไหนผิด เพราะเรื่องนี้มีทั้งรายละเอียดของโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงาน และข้อกฎหมายที่หากอธิบายไม่ครบถ้วนก็อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปเสียเปล่า

ข้อสังเกตส่วนตัวที่เริ่มเห็นจนคล้ายจะเป็น “ดีเอ็นเอ” ของการจับผิด หรือหากจะเรียกให้เป็นทางการก็คือการ “ตรวจสอบ” ของฝ่ายพรรคส้มนั้น คือการใช้คำว่า “ส่อทุจริต” โดยนำกระบวนการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อนมาแยกให้เห็นเป็นจุดๆ ว่าตรงนั้นผิดสังเกต ตรงนี้น่าสงสัย แล้วนำข้อสงสัยเหล่านั้นมาประกอบเป็นภาพของความไม่ชอบมาพากล เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดกับโครงการรถขยะ EV แต่ชวนให้ย้อนนึกถึงข้อกล่าวหาว่าผู้ว่าฯกทม. ไม่เอาจริงเอาจังหรือปล่อยปละละเลยปัญหาทุจริตเกี่ยวกับลู่วิ่งและเครื่องออกกำลังกาย ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าฯครั้งล่าสุดด้วย

ปัญหาคือ จุดที่ถูกชี้ว่า “ผิดปกติ” เหล่านั้นอยู่ท่ามกลางระเบียบและขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ก็เรียกได้ว่าเป็น “ตัวยาก” ในสายกฎหมายปกครองเสียด้วย ทั้งกฎหมายเกี่ยวกับวินัยข้าราชการ ตั้งแต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงไปจนถึงการดำเนินการและลงโทษทางวินัย กับกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งคนเรียนนิติศาสตร์มาก็ใช่ว่าจะเข้าใจถ่องแท้กันทุกคน แม้แต่ข้าราชการเอง หากไม่ได้ทำงานด้านนั้นเป็นประจำก็อาจไม่ได้แม่นยำไปเสียทั้งหมด กระทั่งในการสอบคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ทางกฎหมายเข้าเป็นตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ข้อสอบสองเรื่องนี้ก็ยังเป็นโจทย์ยากแบบที่ทำให้คนส่วนใหญ่เสียคะแนนได้ง่ายๆ ถ้าไม่เคยทำงานด้านวินัยหรือการคลัง

ที่กฎหมายสองเรื่องนี้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ยุ่งยากซับซ้อนก็มีเหตุผลอยู่ว่า เพราะการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไม่ใช่การควักเงินส่วนตัวซื้อของไว้ใช้ทำงาน หากเป็นการใช้เงินภาษีของส่วนรวมจึงต้องมีกระบวนการกำกับให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนประโยชน์ของรัฐมากกว่าความชอบหรือความไว้วางใจส่วนบุคคล เช่นเดียวกับการลงโทษทางวินัยข้าราชการ ซึ่งต้องมีทั้งการตรวจสอบข้อเท็จจริงและโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง เพื่อป้องกันไม่ให้การลงโทษกลายเป็นเครื่องมือเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งคนที่ผู้บังคับบัญชาไม่ชอบหน้า ทั้งสองเรื่องจึงมีการแบ่งหน้าที่และกำหนดให้คณะกรรมการเข้ามาดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ แม้ผู้มีอำนาจสูงสุดของหน่วยงานจะมีหน้าที่ตัดสินใจหรือสั่งการในบางเรื่อง ก็ต้องใช้อำนาจภายใต้เงื่อนไขและกระบวนการที่กฎหมายกำหนด จะเคาะโต๊ะให้ทุกอย่างเป็นไปดังใจและรวดเร็วเหมือนบริหาร “ห้างหุ้นส่วนคนกันเองจำกัด” ย่อมไม่ได้

ความยุ่งยากของกฎหมายและระเบียบของราชการนี้เอง ทำให้การ “เลือก” ตัดขั้นตอนบางส่วนออกจากกระบวนการทั้งหมด แล้วขยายภาพให้เห็นว่าเหตุใดตรงนี้จึงยังไม่ทำ ตรงนั้นทำไมทำอย่างนั้นอย่างนี้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นวิธีโจมตีที่ฉลาดอยู่เหมือนกัน เพราะฝ่ายตั้งคำถามใช้คำพูดเพียงไม่กี่ประโยค ใช้ถ้อยคำให้น่าตื่นเต้น ตีฟูให้เรื่องดูผิดปกติหรือมีข้อน่าสงสัยร้ายแรง แต่ฝ่ายตอบนั้นอาจต้องอธิบายกฎหมายและข้อเท็จจริงย้อนหลังปูพื้นกันยาว ยาวไปคนก็ไม่ฟัง หรือหาว่าเป็นข้ออ้าง แล้วพอได้คำตอบที่สมเหตุสมผล ฝ่ายที่ถามหรือจับผิดก็ปลิ้นเปลี่ยนไปจี้ถามเรื่องใหม่ ซึ่งก็อาจจะต้องอธิบายเรื่องอื่นหรือกระบวนการใหม่ไปอีก

ยิ่งสังคมอ่อนไหวต่อคำว่า “ทุจริต” อยู่แล้ว เพียงเติมคำว่า “ส่อ” เข้าไปข้างหน้า ผู้ฟังจำนวนหนึ่งก็อาจข้ามความหมายของการตั้งข้อสงสัยไปจดจำว่าเรื่องนี้มีการโกงเกิดขึ้นแล้ว ส่วนคำอธิบายที่ตามมาทีหลังก็เสี่ยงจะถูกฟังในฐานะข้อแก้ตัว มากกว่าจะเป็นข้อมูลที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบกัน ทั้งที่ฝ่ายกล่าวหาเองก็ไม่ได้มีหลักฐานอะไรเลยว่าเรื่องนี้มีใครได้ประโยชน์โดยมิชอบ หรือมีหลักฐานอันชัดแจ้งว่าใครมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับใครอย่างไร แค่ใช้คำว่า“ส่อว่าทุจริต” ก็สามารถใช้กล่าวหาได้โดยไม่ต้องมีหลักฐานอะไร ซึ่งต่างจากการกล่าวหาว่า “ทุจริต” ซึ่งต้องมีหลักฐานที่แน่นหนาชัดเจนกว่า

ถึงอย่างนั้น ความยุ่งยากของกฎหมายและระเบียบราชการที่ว่า แม้จะน่าเห็นใจ แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างให้ กทม. หรือหน่วยงานของรัฐอื่นงอมืองอเท้าเล่นบทเหยื่อหรือผู้ถูกกล่าวหา

หากเทียบกับเรื่องช่างภาพกับนักคอสเพลย์ สิ่งที่ กทม.ควรทำก็คือสร้าง “กล้องวงจรปิด” ของตัวเองขึ้นมาในรูปของกระบวนการหรือคลังข้อมูลสาธารณะที่เปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้ โดยให้ทั้งข้อมูลและคำอธิบายที่คนทั่วไปเข้าใจว่า เรื่องนั้นเรื่องไหนที่ประชาชนสนใจนั้นมีกี่ขั้นตอน ขณะนี้อยู่ขั้นตอนไหน ใครรับผิดชอบ หากเป็นเรื่องต้องใช้เงินงบประมาณ จะต้องใช้เท่าไรเพื่ออะไร ขั้นตอนต่อไปต้องเสนอใครอนุมัติ เมื่ออนุมัติแล้วส่งไปทำอะไรต่อ รวมถึงหากเรื่องหยุดอยู่ตรงไหน ก็ต้องบอกได้ว่าติดเงื่อนไขอะไร การเปิดเผยเช่นนี้ควรทำให้เห็นความต่อเนื่องของเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ทั้งสิ่งที่หน่วยงานทำและคำกล่าวหาของผู้ตรวจสอบ

หากทำได้ กทม. หรือหน่วยงานของรัฐก็จะมี “ภาพเหตุการณ์เต็ม” ไว้ให้ย้อนดู และป้องกันการหยิบภาพเพียงบางจังหวะมาขยายความเกินกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่มีมูลความผิดปกติ หลักฐานอันชัดเจนไล่เรียงเป็นลำดับนั้นจะช่วยฟ้องว่าฝ่ายที่กล่าวหานั้นเพียงใส่ความโดยไม่เป็นธรรม “รถทัวร์” ก็จะวนกลับไปหาฝ่ายนั้นได้เองในที่สุด