ขยะพิษจากอุตสาหกรรมโสโครก กำลังบุกรุกคุกคามเมืองพระคเณศพันปี ที่ต้องระดมพลังทางวัฒนธรรมกำจัดออกไป ถ้าไม่ร่วมกันให้แข็งแรงจะเกิดหายนะเหมือนที่เกิดมาแล้วในพื้นที่ใกล้เคียง
เมืองมโหสถมีปริมณฑลกว้างขวางครอบคลุมพื้นที่อุตสาหกรรม 304
พระคเณศ พันปี ปราจีนบุรี ศรีมโหสถ
“คเณศจตุรถีศรีมโหสถ” (อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569 เป็นพิธีสมโภชบูชาพระคเณศ ขอความอุดมสบูรณ์เพื่อเริ่มต้นการเพาะปลูก ฯลฯ
โดยทั่วไป “คเณศจตุรถี” ถูกทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็น “วันเกิด” พระคเณศ
แต่ตามความจริงทางวัฒนธรรมฮินดูแล้วไม่เป็นอย่างนั้น ซึ่งมีคำอธิบายของ “ปราชญ์ผู้ล่วงลับ” ดังนี้

(1.) คเณศชยันตี คือวันเกิดพระคเณศ ราวมกราคม-กุมภาพันธ์ (เดือนมาฆะตามปฏิทินฮินดู)
(2.) คเณศจตุรถี คือวันสมโภชบูชาพระคเณศ ราวสิงหาคม-กันยายน (ขึ้นหรือแรม 4 ค่ำ เดือนภัทรบทตามปฏิทินฮินดู)
เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์เริ่มต้นการเพาะปลูก และขอให้ขจัดอุปสรรคความเจริญเติบโตของพืชผลการเกษตร (เช่น หนูเป็นศัตรูพืช ฯลฯ)
พระคเณศจึงนั่งทับหนูเป็นบริวารใกล้ชิด ไม่ให้ออกเพ่นพ่านทำลายพืชผลการเกษตร
[สรุปจากคำอธิบายของ อ.คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (อดีตอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตทับแก้ว นครปฐม) เรื่อง “คเณศจตุรถี” ไม่ใช่วันเกิดพระคเณศ! ใน มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 16-22 กันยายน 2559]
จ. ปราจีนบุรี อ. ศรีมโหสถ มีเมืองมโหสถ พัฒนาขึ้นราว 1,300 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1000
เมืองมโหสถ) พบพระคเณศอายุเก่าแก่สุด 1,300 ปีมาแล้ว และขนาดใหญ่โตสุด ส่วนสูงราว 1.70 เมตร (ท่านั่ง)
เทวสถานกลางเมืองมโหสถ มีเทวาลัยมหาเทพฮินดูที่พระคเณศตั้งอยู่ด้วยเป็นพื้นที่ท่ามกลางสวนส้มโอ “กินอร่อยกินดี” ศรีมโหสถ จึงสมโภชบูชาพระคเณศเพื่อความไพบูลย์ของส้มโอและพืชผลอื่นๆ ในปราจีนบุรี “เมืองผลไม้”
ที่สำคัญมากก็คือขณะนี้อุตสาหกรรมโสโครกสร้างขยะพิษมีแนวโน้มคืบคลานคุกคามตัวเมืองมโหสถ โดยเริ่มจากการลักลอบขนขยะพิษเททิ้งเขตอุตสาหกรรมศรีมหาโพธิและท่าตูม ต่อมาจนปัจจุบันลอบเทลงบ่อทรายใกล้เมืองมโหสถ ซึ่งเคยมีชาวบ้านร้องเรียนตั้งแต่ปีก่อน แต่ยังพบต่อเนื่องจนเมื่อเร็วๆ นี้ และมีอีกเรื่อยๆ ซึ่งต้องขจัดให้พ้น
ขยะอุตสาหกรรมโสโครก กำลังคุกคามตัวเมืองพระคเณศพันปี
การรวมตัวคัดค้านรัฐบาลขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (หรือ อีอีซี) ของชาวปราจีนบุรี เพราะได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทั้งทางตรงทางอ้อมมาตั้งแต่มีโครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออกหรืออีสเทิร์นซีบอร์ดในยุครัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อปี 2524 และกลายพันธุ์มาเป็นอีอีซีในยุครัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากกว่าการมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่ง ทวีศักดิ์ บุตรตัน เขียนบอกความจริงอันโสโครกไว้ จะขอยกมาแบ่งปันดังต่อไปนี้
โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดมีเป้าหมายให้ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทราเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อปลุกเศรษฐกิจไทยให้โชติช่วงชัชวาลเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่หรือนิก (newly industrialized country)
ช่วง 40 กว่าปี อีสเทิร์นซีบอร์ด เปิดพื้นที่ 3 จังหวัดให้โรงงานอุตสาหกรรมผุดสร้างมโหฬาร ในเวลานั้น รัฐบาลคุยโม้ว่าเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยจากพื้นที่เกษตร เขตประมงและท่องเที่ยวเป็นเมืองอุตสาหกรรม
แต่ในห้วงเวลาเดียวกัน อีสเทิร์นซีบอร์ดเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกับชุมชนอย่างรุนแรง ควันและก๊าซพิษจากปล่องโรงงานทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเรื้อรัง ชาวระยองเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคทางเดินหายใจสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย
ผืนดินที่เขียวชอุ่มของภาคตะวันออกกลายเป็นจุดลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมและน้ำเสีย มูลนิธิบูรณะนิเวศเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมเก็บสถิติแค่ 9 ปี ระหว่างปี 2560-2569 พบว่า 5 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว และปราจีนบุรี มีการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมและน้ำเสียถึง 150 ครั้ง ระยองมากสุด 46 ครั้ง
มูลนิธิบูรณะนิเวศบอกว่า สถิติดังกล่าวมาจากการรวบรวมข่าวที่สื่อนำมาเผยแพร่เท่านั้น จึงเป็นไปได้ว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก
เมื่อไม่นานมานี้ เกิดเหตุโรงงานในพื้นที่ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ลักลอบทิ้งกากแคดเมียม เป็นสารพิษอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ที่น่าสงสัยคือ โรงงานแห่งนี้มีเนื้อที่ 88 ไร่ตั้งอยู่กลางพื้นที่เกษตรได้อย่างไร
ส่วนเหตุที่มีการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมกันมากมายเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของนักธุรกิจ ต้องการลดต้นทุนค่าบำบัดของเสียอันตราย การบังคับใช้กฎหมายของรัฐอ่อนยวบ แถมยังเปิดประตูบ้านให้ต่างประเทศนำเข้าขยะพิษ อนุญาตโรงงานแปรรูปขยะอันตรายเกลื่อนเมือง
ชายฝั่งทะเลตะวันออกเคยใสสะอาด ปลาชุกชุม เดี๋ยวนี้ปนเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมัน คราบของเสีย สถิติอุบัติเหตุน้ำมันรั่วไหลมากกว่า 200 ครั้ง ช่วงระหว่าง 30 ปีมีเหตุการณ์น้ำมันรั่วเกิน 2 หมื่นลิตรขึ้นไปมากกว่า 10 ครั้ง นำไปสู่วิกฤตสิ่งแวดล้อมทางทะเล กว่าจะฟื้นฟูระบบนิเวศและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต้องใช้เวลานาน—-
ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เป็นผลมาจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดต่อเนื่องถึงโครงการอีอีซีในปัจจุบัน ชาวปราจีนฯ มีประสบการณ์ร่วมมานานแล้ว
ดังนั้น การรวมตัวคัดค้านการขยายพื้นที่อีอีซีมายังจังหวัดปราจีนฯ เป็นเรื่องที่รัฐบาล “อนุทิน” ควรรับฟังเสียงเรียกร้องให้ปรับโฉม “ปราจีนบุรี” เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และป่าต้นน้ำน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
กลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่เข้าร่วมประท้วงหน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรีให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอสว่า มลพิษที่ปนเปื้อนทั้งผืนดิน ผืนน้ำ และอากาศไม่สามารถเอากลับคืนได้ จึงไม่เห็นด้วยกับการขยายเขตอีอีซีมายังปราจีนบุรี
จังหวัดปราจีนบุรีมียุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตร พืชผักผลไม้ปลอดภัยและเมืองสมุนไพร เมื่อชาวปราจีนฯ เรียนรู้ถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากน้ำเน่าเสีย อากาศเป็นพิษในเขตอีอีซี จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ผู้ประท้วงไม่ต้องการให้บทเรียนนั้นเกิดซ้ำในปราจีนบุรี
ไทยพีบีเอสรายงานถึงความกังวลของชาวสวนส้มโอ อำเภอศรีมหาโพธิ หากขยายอีอีซีเข้ามายังปราจีนบุรี เพราะไม่เพียงส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย อากาศพิษเท่านั้น แต่ปัจจุบัน พื้นที่สวนส้มโอลดลงเนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมรุกคืบเข้ามาแล้ว สวนส้มโอที่เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของปราจีนฯ เคยมีกว่า 400 ไร่ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เหลือแค่ 120 ไร่ ในอนาคตถ้าเป็นเขตอุตสาหกรรมอีอีซี ชาวสวนส้มโออาจไม่หลงเหลือ
เช่นเดียวกับชาวสวนทุเรียนกังวลกับอนาคต เนื่องจากปลูกทุเรียนในพื้นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือจีไอ (geographical indication) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีลักษณะพิเศษ เนื้อและหนามทุเรียน เนื้อดินที่ปลูก
ก่อนขื้นทะเบียนจีไอ ชาวสวนทุเรียนต้องผ่านมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือจีเอพี (good agricultural practices) เช่น ต้องใช้น้ำสะอาด ปลอดสารพิษหรือเชื้อโรคปนเปื้อน พื้นที่เพาะปลูกต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารเคมีหรือสารอันตรายตกค้างในดิน
ชาวสวนทุเรียนจีไอต้องใช้ยาป้องกันศัตรูพืชที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย และงดใช้สารเคมีก่อนเก็บเกี่ยวตามระยะเวลา ชาวสวนต้องมีสุขอนามัยและรักษาความสะอาด ต้องจดบันทึกขั้นตอนการปลูก การเก็บเกี่ยว การใช้สารอันตราย และปริมาณผลผลิต เพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้เมื่อเกิดปัญหา ถ้าผ่านเกณฑ์จีเอพีจะได้รับใบรับรองมีอายุ 3 ปี นำตราจีเอพีไปโชว์บนผลทุเรียนได้
ชาวสวนทุเรียนบอกว่าถ้าขยายอีอีซีมายังปราจีนฯ โรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งใกล้ๆ สวนแล้วปล่อยของเสีย สารพิษ สวนทุเรียนได้รับผลกระทบแน่นอน อาจถึงขั้นโดนถอดถอนใบรับรองจีเอพีเลยก็เป็นไปได้
ไทยพีบีเอสยังรายงานอีกว่า ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ขนาดใหญ่ถึง 9 ตำบล จาก 14 ตำบล ปลูกพืชสมุนไพรและผักผลไม้ สมุนไพรส่งให้มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
เกษตรกรเหล่านี้มีรายได้เดือนละ 3 หมื่นบาท ชาวสวนเกษตรอินทรีย์มองว่าการขยายอีอีซีดูย้อนแย้งกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
(จากคอลัมน์สิ่งแวดล้อม เรื่อง “ปราจีนฯ ไม่เอา “อีอีซี” โดย ทวีศักดิ์ บุตรตัน ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 28 ส.ค.-3 ก.ย. 2569 หน้า 44-45)

