หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ชูชก…โมเดล….

27.09.26 | 12:08 น.

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ชูชก…โมเดล….


กลางเดือนกันยายน 2569 ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปฟังเทศน์มหาชาติ “กัณฑ์สักกบรรพ” โดยผู้ว่าฯชัชชาติ ชวนไปฟังด้วยแบบกะทันหัน ที่วัดปรินายก ที่วัดนี้จัดเป็นประจำทุกปีเพื่อสืบสานประเพณีทางพุทธศาสนา

เนื้อหาสาระหลักของการเทศน์บทนี้…ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหารเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา

“กัณฑ์สักกบรรพ” เป็นกัณฑ์ที่ 10 แห่งพระเวสสันดรชาดก กล่าวถึงท้าวสักกเทวราชทรงแปลงองค์เป็นพราหมณ์ มาทูลขอพระนางมัทรี เพื่อทดสอบความมั่นคงในการบำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดร

Advertisement

เมื่อพระเวสสันดรทรงยินดีพระราชทานนางมัทรี ท้าวสักกะจึงทรงเปิดเผยพระองค์ ถวายนางมัทรีคืน พร้อมประทานพรแก่พระเวสสันดร สะท้อนหลักธรรมสำคัญเรื่องการให้ ความเสียสละและการลดความถือมั่น เป็นอีกตอนหนึ่งของพระเวสสันดรชาดก ที่แสดงถึงการบำเพ็ญทานบารมีอันยิ่งใหญ่….

ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ฟังชาดกตอนนี้ราว 45 นาทีครับ

ระหว่างนั่งฟัง..เลยนึกย้อนไปถึง “วิชาศีลธรรม” ที่เคยเรียนในชั้นมัธยม พระเวสสันดรชาดก ตัวละครเด่นที่ผุดขึ้นมาในสมอง คือ เฒ่าชูชก ซึ่งมีการสอบวิชานี้ด้วยนะครับ ต้องท่องชื่อ ตัวละคร ที่น่าเบื่อ

ไม่เคยมีความรู้สึกดื่มด่ำ ล้ำลึกอะไร กับเรื่องความดี ความเลว

พระเวสสันดรชาดก ในหนังสือตอนที่กระทรวงศึกษาฯ ให้เรียน เขียน อ่าน คือ ตอนเฒ่าชูกชกเอ่ยปากขอ “กัณหา-ชาลี” จากพระเวสสันดร เพื่อนำตัวไปเป็นคนรับใช้นางอมิตตดา ที่เป็นเมียเด็กของชูชก

พนมมือ ฟังเทศน์ ไปพักใหญ่ มีภาษาบาลี ภาษาไทย…ตั้งใจว่า เดี๋ยวจะกลับไปบ้าน จะค้นหามาอ่านอีกครั้ง เพราะตอนเด็กๆ ครูก็จะบอกว่า…พระเวสสันดรยอมสละทุกอย่าง ชูชกคนเลวมันได้ทุกอย่าง

ภาพที่ยังนึกเกลียด คือ เฒ่าชูชก คือ คนตะกละ หน้าตาหน้าเกลียด ท้องป่อง และหิวโหยทั้งชีวิต

ยังจำได้อีกว่า…คุณครูฝึกสอนให้จัดเวทีเล็กๆ ในห้องเรียน ให้นักเรียนแบ่งข้างกัน..หัดโต้วาทีในหัวข้อ “เห็นด้วยหรือไม่ที่พระเวสสันดรยอมยกลูกชาย-หญิง ของตนให้ชูชก”…..

นักเรียนส่วนใหญ่…ไม่เห็นด้วย รวมถึงผู้เขียน

ชูชก กัณหา ชาลี เคยถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธประวัติ กล่าวถึงพระโพธิสัตว์ซึ่งเสวยพระชาติสุดท้ายเป็นพระเวสสันดร กำกับการแสดงโดย รัตน์ เศรษฐภักดี นำแสดงโดยสมบัติ เมทะนี ในบทบาทพระเวสสันดร ร่วมด้วย พิศมัย วิไลศักดิ์ ในบทพระนางมัทรี ส่วนบทชูชก รับบทโดย ประพัตร์ มิตรภักดี และนางอมิตตดา ภรรยาของชูชกรับบทโดย สุชีรา สุภาเสพ สำหรับกัณหาและชาลี รับบทโดย 2 พี่น้อง ด.ช.เอ๋ และ ด.ช.อวบ สมชาติ และพรานเจตบุตร รับบทบาทโดย อดินันท์ สิงห์หิรัญ

สิ่งที่ช่วยส่งเสริมภาพยนตร์ คือ บทร้องทำนองแหล่ของไวพจน์ เพชรสุพรรณ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในปี พ.ศ.2516 และต่อมาได้มีการนำฟิล์มเรื่องนี้มาตัดต่อ ปรับแต่งใหม่ เน้นตัวละครต่างกัน แล้วนำออกฉายในปี พ.ศ.2523 ในชื่อใหม่ว่า “พระเวสสันดร”

ใครเป็นใคร…ในพระเวสสันดรชาดก

ชูชก เป็นพราหมณ์ขอทานชาวเมือง กลิงคราษฎร์ ที่เก็บหอมรอมริบเงินได้จำนวน 100 กษาปณ์ จึงนำเงินไปฝากไว้กับเพื่อนพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง ต่อมาเกิดภัยแล้ง เพื่อนพราหมณ์ขัดสนจึงนำเงินของชูชกไปใช้จนหมดสิ้น

เมื่อชูชกมาทวงเงินคืน เพื่อนไม่มีเงินแล้ว จึงยอมยกนางอมิตตดา ลูกสาววัยแรกรุ่นที่หน้าตาสะสวยให้เป็นภรรยาเพื่อขัดดอกแทนหนี้

นางอมิตตดา เป็นคนขยัน นางทำหน้าที่เป็นภรรยาที่ยอดเยี่ยม ปรนนิบัติสามีแก่ ดูแลบ้านเรือน ปัดกวาดเช็ดถู และออกไปตักน้ำให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง …เลยกลายเป็นที่ริษยาของคนในหมู่บ้าน

สามีของพราหมณ์บ้านอื่นๆ เห็นเช่นนั้น ก็พากันดุด่าทุบตีภรรยาของตนเอง โดยเอาความดีงามของนางอมิตตดามาเปรียบเทียบประชดประชัน

เหล่าหญิงชาวบ้านเกิดความโกรธแค้นและอิจฉานางอมิตตดา จึงรวมกลุ่มกันดักรุมด่าทอ เยาะเย้ย และรุมทำร้ายนางอมิตตดาที่ท่าน้ำ ว่าเป็นสาวรุ่นแต่ยอมปรนนิบัติทาสรับใช้ไอ้แก่หน้าตาอัปลักษณ์

นางอมิตตดาทั้งอับอายและเสียใจ ร้องไห้กลับมาบอกชูชกว่าจะไม่ยอมทำงานบ้านและไปตักน้ำอีกต่อไป เพราะเทือกเถาเหล่ากอของนางไม่เคยต้องมาทนให้ใครรุมประณามเช่นนี้

นางรู้ข่าวว่า พระเวสสันดรผู้มีใจใจบุญ ยอมสละทุกอย่างได้ กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ในเขาวงกต นาง อมิตตดาจึงยื่นคำขาดบังคับให้ชูชกเดินทางเข้าป่าไปทูลขอพระกัณหาและพระชาลี มาเป็นข้ารับใช้ขัดตาทัพ ตนจะได้ไม่ต้องเหนื่อยและไม่ต้องถูกชาวบ้านประณามอีกด้วยเหตุนี้

เฒ่านรกชูชก..ต้องยอมเสี่ยงชีวิตดั้นด้นบุกป่าฝ่าดงเข้าไปในป่าหิมพานต์เพื่อทูลขอกุมารทั้งสองจากพระเวสสันดร

พระเวสสันดร คือ “พระโพธิสัตว์” ในชาติสุดท้ายก่อนจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

พระเวสสันดรเสด็จออกมาจากเมืองสีพี มาทรงบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าต้องการบำเพ็ญ “ทานบารมี” หรือการให้ทานขั้นสูงสุด โดยทรงสละทรัพย์สมบัติ ช้างม้า เมืองหลวง และที่ยากที่สุด คือ การประทานบุตร (กัณหา-ชาลี) และพระมเหสี (นางมัทรี) ให้แก่ผู้อื่นเพื่อสั่งสมบารมี

ตามท้องเรื่อง (แบบย่อที่สุด) … ชูชก…เดินทางไปหาพระเวสสันดรในป่าเพื่อขอตัวกัณหาและชาลี โดยชูชกไปเฝ้ารอจังหวะที่พระนางมัทรี (พระมารดา) ออกไปหาผลไม้ในป่าตามลำพัง ชูชกจึงรีบเข้าไปเข้าเฝ้าพระเวสสันดรทันที เพื่อไม่ให้มีใครมาขัดขวางการทูลขอครั้งนี้

ชูชกใช้ “วาทศิลป์ขั้นเทพ” ในการเจรจา โดยอ้างเหตุผลหลากหลาย เพื่อให้พระเวสสันดร “ยอมยกลูก” ให้

ชูชกยกยอว่า พระเวสสันดรเป็นผู้ใจบุญผู้ยิ่งใหญ่ดั่งแม่น้ำที่ไม่เคยเหือดแห้ง การบริจาคลูกในครั้งนี้จะเป็นการบำเพ็ญ “บุตรทาน” ซึ่งเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะช่วยให้พระเวสสันดรได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

อ้างว่า…ตัวเองชราภาพและไร้ที่พึ่ง ทำงานไม่ไหว และไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนมาคอยดูแลปรนนิบัติในยามแก่เฒ่า

เฒ่าคนนี้บอกกับพระเวสสันดรตรงๆ ว่า จะช่วยเบาแรงของภรรยา โดยฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยปากขอตัวนางมัทรี (พระมเหสี) ตั้งแต่แรก เพราะรู้ว่าถ้าขอแม่ พระเวสสันดรอาจจะตัดใจยอมยกให้ได้ยากกว่า

สองกุมาร…ได้ยินบทสนทนา ตกใจกลัว พากันหนีไปซ่อนตัวในสระโบกขรณี (สระบัว) โดยใช้วิธีเดินถอยหลังลงสระ เพื่อให้รอยเท้าหันกลับมาทางบก หวังลวงให้ชูชกหาไม่เจอ และทรงเอาใบบัวคลุมหัวซ่อนตัวอยู่ในน้ำ ก่อนที่พระเวสสันดรจะเกลี้ยกล่อมให้ออกมามอบตัวแก่ชูชก

พระเวสสันดร…ยอมยกกัณหา-ชาลีให้ชูชก เพราะ ต้องการบำเพ็ญ “ปิตุบุตรทานบารมี” (การสละลูกเป็นทาน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ มหาทานบารมี ขั้นสูงสุด เพื่อเป้าหมายในการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

พระเวสสันดรทรงกำหนดค่าตัวของลูกทั้งสองไว้สูงมาก เพื่อไม่ต้องการให้คนจนมาไถ่ตัวลูกทั้งสอง พระชาลี มีค่าตัวเป็นทองคำพันตำลึง พระกัณหา มีค่าตัวเป็นทาส ทาสี ช้าง ม้า วัว และทองคำ อย่างละ 100

ทรงมองการณ์ไกลว่า..ผู้ที่มีทรัพย์สินที่จะมาไถ่ตัวได้ก็คือ ปู่ เท่านั้น

พระเวสสันดรทรงหลั่งน้ำทักษิโณทกลงบนมือของชูชก เพื่อเป็นการแสดงสิทธิขาดในการยกกัณหาและชาลีให้แก่ตาเฒ่าอย่างเป็นทางการ

เมื่อพ้นสายตาพระเวสสันดร ชูชกมัดมือสองกุมาร บังคับให้เร่งเดินทาง สองกุมารน้ำตานองหน้า พยายามหันหลังกลับมามองอาศรมและร้องเรียกหาพระบิดา พร้อมฝากคำกราบทูลลาไปถึงพระนางมัทรี (พระมารดา) ที่ยังไม่กลับมาจากป่า

เทวดาเกิดความสงสาร จึงแปลงกายเป็นพระเวสสันดรและพระนางมัทรี คอยดูสองกุมารในยามค่ำคืน

ตอนเช้า…เทวดาดลใจให้ชูชก “เดินหลงทาง” พาสองกุมารกลับเข้าสู่นครสีพี (เมืองเดิมของพระเวสสันดร) โดยพระเจ้าสญชัย (พระอัยกาหรือปู่) ทอดพระเนตรเห็นและทรงจำหลานได้

พระราชาที่เป็น “ปู่” …จึงโปรดให้นำทรัพย์จากท้องพระคลัง มาไถ่ตัวกัณหา-ชาลี และจัดงานเลี้ยงใหญ่โตเพื่อตอบแทนเฒ่าชูชก

ไอ้เฒ่าชูชก….ด้วยความที่ไม่เคยบริโภคอาหารดีๆ มาก่อน เมื่อได้รับพระราชทานอาหารและโภชนาการปริมาณมาก

ชูชก..ที่นรกส่งมาเกิด บริโภคอาหารไม่หยุด กินเกินขนาด ตามคัมภีร์ทางศาสนาและ มหาเวสสันดรชาดก ที่ระบุว่าไม่ได้ท้องแตกตาย แต่เกิดจากการกินอาหารเกินขนาดจนร่างกายเผาผลาญและย่อยไม่ไหว ถึงแก่ความตาย

พระเจ้าสญชัยให้เผาศพชูชก.. ป่าวประกาศในพระนครว่า คนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติของชูชก จงมาเอาสมบัติเหล่านี้ไป ครั้นไม่พบคนที่เป็นญาติของชูชก จึงให้ขนทรัพย์ทั้งปวงคืนเข้าพระคลังหลวง

หลังจากนั้น พระเจ้าสญชัยทรงจัดเตรียมกองทัพและขบวนเสด็จพร้อมด้วยพระชาลีและพระกัณหา เพื่อเดินทางไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับคืนสู่เมืองสีพีต่อไป

เรื่องชูชก…ไม่ใช่บันทึกเหตุการณ์จริง หากเป็น การเปรียบเปรย ที่ใช้สอนศีลธรรมในสังคมชาวพุทธ โดยเฉพาะการเตือนถึงโทษของความโลภและการไม่รู้จักประมาณตน

ในเมืองไทยมีหลายสำนัก การทำเครื่องรางของขลังเพื่อบูชาชูชก

ลักษณะของเครื่องราง มักทำเป็นรูปชายแก่ หลังค่อม พุงโร สะพายย่ามใส่เงินและถือไม้เท้า มีทั้งรูปแบบผ้ายันต์ รูปหล่อ โลหะ หรือไม้แกะสลัก มีคาถาบูชาชูชก โดยเฉพาะ….

“คนไทยบูชาชูชก” เป็นหนึ่งในรสยิยมน่าสนใจที่สุดในสังคมไทย เพราะเป็นการเปลี่ยนสถานะของ “ตัวร้ายในชาดก” ให้กลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์สายมูเตลู”

ชูชก เป็นเจ้าแห่งการขอ มีพลังแห่งความตะกละที่เป็นเลิศ เขาไม่เคย “พลาด” ในสิ่งที่เอ่ยปากขอ ต่อรองเลยสักครั้ง คนจึงบูชาเพื่อหวังผลด้าน เมตตามหานิยม การเจรจาค้าขายคล่อง และการทวงหนี้สิน

การบูชาชูชกคือการดึงเอา “จุดเด่นด้านดวงชะตา” เป็นคนมีวาทศิลป์ในการเจรจา มีเงินเก็บ มีผู้อุปถัมภ์ มาเป็นขวัญกำลังใจ

ในบริบทการเมืองไทย คำว่า “ชูชก” เป็นสำนวนเปรียบเปรยที่บาดใจ สะท้อนถึง “ผู้มีอำนาจที่เห็นแก่ตัว โลภมาก และกอบโกยผลประโยชน์แผ่นดินอย่างไม่รู้จักพอ”

สำนวน “ชูชก” ไม่ใช่แค่คำด่าทอทั่วไป แต่เป็น “ดัชนีชี้วัดความไม่ไว้วางใจ” ที่ภาคประชาชนใช้ตรวจสอบ “ผู้มีอำนาจ” ล้นฟ้า

ในโลกยุคดิจิทัล…คนอย่างชูชก มีให้เห็นเยอะ..ชูชกเรียนรู้จากอดีต ฉลาดเป็นกรด รู้กฎหมาย ทำงานเป็นกลุ่ม เป็นหมู่คณะ แบ่งปันกันอย่างมีความสุข…