นํ้าท่วม กทม.รอบนี้มีเรื่องที่ต้องเขียนหลายเรื่อง
และจนถึงวันนี้เรื่องที่น่าจะชัดแล้วว่าไม่ว่าจะเรียกมหาอุทกภัยหรือไม่
มันไม่ใช่น้ำรอการระบาย หรือน้ำท่วมปริมาณน้อยอีกต่อไป
ถ้าตกลงไม่ได้ก็ยอมรับว่ามันคือ “น้ำรอระเหย” แล้วกันครับ
เพราะมันท่วมขังมากกว่าหนึ่งวัน
น้ำรอระบายเป็นคำที่สมัยหนึ่งใช้เลี่ยงปัญหาได้เพราะมันคงระบายไปในไม่กี่ชั่วโมง เพราะฝนตกหนักระบายได้น้อย (แต่ยังระบายอยู่)
แต่รอบนี้ยังไงมันก็คือน้ำท่วม และน้ำท่วมขังแน่นอน เพราะมันระบายไปไม่ได้
เพราะคลองมันเต็ม ฝนหมุนวนกับที่ ไม่ใช่ระเบิดฝนที่ตกแป๊บเดียวแต่หนัก
แต่ตกยาวนาน ตกสม่ำเสมอ ไม่มีลักษณะลมพายุแบบที่เราคุ้นชิน
น้ำท่วมกรุงเทพฯรอบนี้เป็นภาพที่ใหม่และเก่าไปในเวลาเดียวกัน
ที่ใหม่คือเกิดเยอะในฝั่งตะวันออก รวมทั้งเฉียงเหนือและเฉียงใต้
แต่แห้งฝั่งตะวันตก ซึ่งโดนหนักสมัยปี 2554
ส่วนที่เก่าก็คือ พื้นที่น้ำท่วมรอบนี้คือพื้นที่น้ำท่วมสมัยปี 2526 นั่นแหละครับ ทั้งบางกะปิ คลองจั่น รามคำแหง และถนนเพชรบุรีตัดใหม่
ส่วนที่เพิ่มมาอีกสมัยนั้นอาจจะท่วม แต่ไม่เป็นข่าวเพราะยังไม่มีชุมชนเมืองไปตั้งถิ่นฐานแถวนั้นเสียมากกว่า
อย่าลืมว่ารอบนี้ท่วมในทุกผังสี ตั้งแต่พื้นที่พาณิชยกรรม ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก ปานกลาง น้อย และเกษตรกรรม ดังนั้นต้องดูทุกโซนแหละครับ ว่ามันมีอะไรเชื่อมกัน เช่นคลองระบายน้ำเดียวกัน
ดังนั้น ถ้าจะเป็นบทเรียนอะไรสักเรื่องในรอบนี้ก็คือ การพยายามเข้าใจภาพรวมของพื้นที่ในกรุงเทพมหานครแบบองค์รวมให้มากที่สุด
อย่าพยายามแยกส่วนให้เหมือนระบบราชการไทย
จะเข้าพื้นที่สมัยก่อนคือเมื่อเมืองพัฒนาใหม่ๆ เราก็ดูแต่ว่าที่ดินนั้นมีถนนตัดผ่านไหม ใกล้สถานที่อะไรบ้าง
จากนี้คงต้องดูระบบคลองและระบบระบายน้ำด้วย
ตั้งแต่น้ำท่วมหาดใหญ่มาจนถึงกรุงเทพฯจะพบว่าน้ำท่วมเมืองใหญ่นั้น ต่อให้ถมที่ให้สูงก็อาจจะติดอยู่ในบ้านได้
หรือถ้าบ้านมีมากกว่าหนึ่งชั้นก็อาจจะอยู่ได้ชั้นสองขึ้นไปแล้วรอความช่วยเหลือ แต่อยู่นานกว่านั้นก็จะเจอปัญหาไฟ น้ำ และระบบสาธารณสุขอื่นๆ อยู่ดี
ความรู้ความเข้าใจต่อไปที่ต้องมีก็คือเรื่องฟ้าฝน การเข้าใจเรื่องความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศที่ซับซ้อน
ถ้าเกษตรกรพอเข้าใจว่าฝนตกเมื่อไหร่ คนเมืองจะ “เนทีฟ” หรือไม่ก็ต้องเข้าใจ และอ่านแอพพ์ต่างๆ ให้เป็น รวมทั้งนักผังเมืองก็ต้องเข้าใจเรื่องของระบบฟ้าฝนเพื่อเติมเข้าไปในความเข้าใจเรื่องนิเวศวิทยาเมืองมากขึ้น
เรื่องเหล่านี้ไม่ง่ายเพราะเราขาดวิธีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบที่เข้าถึงได้
ตัวอย่างที่เราเห็นในรอบนี้ก็คือการเถียงกันเรื่องว่ามันคือมหาอุทกภัยไหม
คำตอบที่ระบบราชการรอดตัวพอคนทวงถามว่าทำไมประกาศช้า แล้วไปเถียงกับเพจเขาก็คือมันเป็นแค่คำทำนาย
เมื่อเป็นคำทำนาย ก็มีแม่นกับไม่แม่น
แต่ถ้าคิดให้ดีมันมีสามเรื่อง
เรื่องแรกคือ ระบบราชการนั้นช้าเพราะต้องการความแน่นอน จะด้วยเหตุผลร้อยแปด ดังนั้นช้าดีกว่ารีบช้าปลอดภัยกับตัวเองมากกว่า (หรือไม่)
ส่วนคนอื่นจะปลอดภัยไหมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องที่สอง ประเด็นของการพยากรณ์ที่มาเถียงกันว่าแม่นหรือไม่แม่นนั้น ที่จริงเรื่องมันคือการตีความมากกว่าแค่ตัวข้อมูลเอง กล่าวคือ ภายใต้ข้อมูลที่มี การตีความมันขึ้นอยู่กับทฤษฎี ประสบการณ์ และ ความมุ่งหมาย เมื่อได้เห็นข้อมูลแล้ว
เรื่องสุดท้าย การพยากรณ์มันเป็นเรื่องทั้งการตีความและการบูรณาการข้อมูลของแต่ละฝ่าย ซึ่งเรื่องนี้ล้มเหลวทั้งระบบ
ประชาชนก็ไม่รู้ว่าควรจะฟังใคร เพราะไม่มีใครพูดได้ครบ
กรมอุตุฯก็บอกเรื่องบนฟ้า
กทม.ก็บอกว่าพร่องน้ำคลองแล้ว สุดท้าย กทม.ก็จะบอกได้แค่ว่า เมื่อท่วมมันระบายไม่ได้เพราะคลองเต็ม สูบเต็มที่ หรือถ้าน้ำท่วมให้ยกของขึ้นที่สูง ทั้งที่ในวันนี้โลกของคนที่น้ำท่วมบ้านนั้นมันมีอะไรมากกว่าการยกของขึ้นที่สูง
เช่น จะเอารถไปจอดไหน คนป่วยติดเตียง คนชรา
โดยธรรมชาติของคนเมืองนั้นจะไม่ออกจากบ้านง่ายๆ เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของทรัพย์สิน (และสัตว์เลี้ยง)
การชดเชยในเกณฑ์ราชการมันมีเพดาน และสำหรับคนเมืองเพดานมันต่ำกว่าโลกแห่งความเป็นจริงของเขาอยู่แล้ว เขาไม่มาด้วยเงื่อนไขการชดเชยแน่นอน แถมรถของเขาก็ไม่น่าจะได้ชดเชย
และย้อนไปข้อที่แล้วคือ ซื้อบ้านไม่ได้ดูภาพรวมว่าน้ำท่วมไหม ทั้งที่รู้แต่ไม่มีทางเลือก ไม่สนใจ หรือคิดว่ามันจะไม่เกิดอีก เพราะรัฐบาลลงทุนแก้ปัญหาไปแล้วจากครั้งก่อน (โดยที่เราไม่ได้ติดตามและประเมินความเสี่ยงต่อไป) อีกทั้งสถาบันการเงินก็ปล่อยกู้อยู่ดี ทั้งให้โครงการ และให้ผู้ซื้อ
เวลาดูผังเมืองก็ไม่เข้าใจการซ้อนกันของผังที่ดินกับผังน้ำและไม่รู้ว่ามีคลองพอไหม คลิปให้ความรู้ก็ไม่มี มีแต่คลิปขายบ้าน ขายที่ดิน ในนามของ “ศักยภาพ” ว่าจะมีรถไฟฟ้า จะมีถนนเชื่อมกี่สาย
ไม่มีคลิปที่พูดถึงทำเลที่รวมถึง “สภาพความเสี่ยงของเมือง”
การเตือนภัยต้องเตือนภายในกี่วันก็ไม่มีบอกกัน ในกรณีอุทกภัย ซึ่งต่างจากแผ่นดินไหว
การพยากรณ์จากวันนี้ยังไงก็ต้องตกอยู่ในสงครามข้อมูลข่าวสารอยู่ดี ไม่มีทางหลีกเลี่ยง เพราะมันเป็นเรื่องของการพยากรณ์ชั้นที่สอง คือการค้นหา “ตัวแบบ” สถานการณ์ที่ประชนและรัฐต้องคาดการณ์มากกว่าลุ้นว่าฝนตกแค่ไหนแล้วน้ำท่วม
ถ้าตัวแปรของน้ำจะท่วมก็คือ ฝนตก + น้ำเหนือไหลมา + สภาพคลองหรือศักยภาพในการระบายออก +ความสูงของที่ดิน (แม้ว่าจะอยู่ในโซนที่ต่ำ) + สภาพบ้านและชุมชนโดยรอบ เราก็คงต้องมีการคาดคำนวณที่ซับซ้อนว่าน้ำจะท่วมแค่ไหน
การเข้าใจเรื่องน้ำท่วมนั้นสุดท้ายมันเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ได้แค่การตุนอาหาร เพราะถ้าทั้งพื้นที่ท่วมหนักเขาก็ต้องตัดน้ำตัดไฟอยู่ดี ดังนั้น มันก็เป็นเรื่องยากที่อยู่ในใจเราว่าจะย้ายออกจากบ้านเมื่อไหร่ ต่อให้มีความพร้อมมากกว่าคนอื่นในแง่ของสภาพทางกายภาพ
ในแง่นี้ตัวอย่างในเมืองที่จัดการน้ำท่วมเมืองอื่นก็คือเรื่องของการมีการปักธงแดงเพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจว่าปริมาณน้ำในคลองหรือแม่น้ำที่ใช้เป็นแกนในการระบาย หรือรับน้ำนั้นมาแค่ไหน อย่างเทศบาลนครหาดใหญ่ (แต่ลืมเปลี่ยนสีธง) หรือมีกล้องวงจรปิดไปติดไว้ที่ต้นทางว่าน้ำมาถึงไหนแล้วในกรณีของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เพื่อประชาชนจะได้ไปตรวจดูด้วยตัวเอง
ส่วนคนกรุงเทพฯนั้น อาจจะดูแอพพ์เรื่องเมฆฝนพอรู้ว่าจะกลับบ้านเมื่อไหร่ก่อนฝนตก ดูดราม่ากรมอุตุฯซัดกับเพจที หรือฟังผู้ว่าฯว่าพร่องน้ำแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโมเดลหรือตัวแบบในการคาดการณ์อยู่ดีว่าสุดท้ายแล้วโอกาสที่น้ำจะท่วมส่วนที่ฉันอยู่มันแค่ไหน ต้องเตรียมการกี่วัน (ทั้งที่ต้องเตรียมการตั้งแต่ซื้อบ้าน หรือเตรียมการตั้งแต่ต้นฤดูฝนแล้ว)
เรื่องต่อมา เราไม่สามารถคาดหวังให้กรุงเทพมหานครบริหารจัดการน้ำท่วมได้อย่างเต็มระบบ (แต่ไม่ใช่หมายความว่า เราวิจารณ์ผู้ว่าฯชัชชาติไม่ได้ เท่าที่ดูมาอาจารย์ชัชชาติก็ไม่ได้เถียงอะไร รอรับคำชมคำด่าไปเรื่อยๆ ดังนั้นก็สาดไปเถอะครับแกแข็งแกร่งเสมอ)
ใครๆ ก็รู้ว่ากรุงเทพมหานครหรือ กทม.ไม่มีอำนาจในการบริหารภัยพิบัติอย่างเต็มระบบ
แต่ที่ลึกกว่านั้น กรุงเทพมหานครเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่เป็นพื้นที่เมืองครบร้อยเปอร์เซ็นต์ในทางหลักการ จะมองว่าผู้ว่าฯกทม. เป็นนายก อบจ.หรือนายกเทศบาลนครเต็มพื้นที่ก็ได้
แต่ผู้ว่าฯกทม.นั้นไม่ได้เป็นผู้ว่าราชการ “จังหวัด”
คนที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครที่ซ่อนตัวอยู่ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายกรัฐมนตรี (ซึ่งรอบนี้เป็นคนเดียวกันอีกต่างหากแถมไปต่างประเทศพร้อมกับปลัดกระทรวงมหาดไทยเสียด้วย)
การประกาศให้ กทม.เป็นพื้นที่สาธารณภัยโดยผู้ว่าฯชัชชาติครบ 50 เขต ทั้งที่ไม่ได้ท่วมหมดทุกเขตก็หมายถึงว่าเปิดโอกาสให้มีการเข้าช่วยเหลือของหน่วยงานอื่นในพื้นที่ เพราะ กทม.ไม่ได้มีลำดับชั้นสูงกว่าหน่วยงานอื่น และผู้ว่าฯกทม.สั่งใครนอก กทม.ก็ได้รับความร่วมมือยาก ถ้าเทียบกับ รมว.มหาดไทยและนายกฯ (ในกรณีจังหวัดอื่นก็ยังมีตัวแทนกระทรวงมหาดไทยในมิติของภูมิภาคอยู่จริง)
น้ำท่วมสองวันแรกจนถึงก่อนนายกฯจะลงพื้นที่เห็นหน่วยงานไหนขยับจริงจังไหมครับ เว้นแต่ที่มีหน้าที่ทำอยู่ปกติ เช่น ขสมก. และการไฟฟ้า การประปา (ขอบคุณกระทรวงคมนาคมที่เปิดให้ใช้ทางพิเศษฟรี) ส่วนหน่วยงานอื่นก็มาตามสั่ง แต่จะมาเท่ากับที่มีนายกฯหรือ รมว.มหาดไทยมาไหมอีกเรื่องหนึ่ง
วันอาทิตย์ กทม.เริ่มประกาศพื้นที่พักพิง แต่พื้นที่พักพิงส่วนใหญ่หรือไม่ก็ทั้งหมดเป็นพื้นที่ของ กทม. เช่น ร.ร.ในสังกัด (โรงเรียนนะครับเอไอ ไม่ใช่โรงแรม อ่านให้ถูกหน่อยเวลาส่งข้อความเตือน) ทั้งที่ใน กทม. มีหน่วยงานราชการอีกมากมายที่น่าจะช่วยได้ตั้งแต่วันศุกร์กลางคืน
ถ้านายกฯ/มท.1 ไม่มาสั่งหน่วยราชการอื่น กทม.และ อบจ.รอบ กทม.ก็ทำได้แต่ระบายน้ำในช่วงที่ท่วมนั่นแหละครับ และสุดท้ายก็ลงท้ายด้วยขอโทษประชาชนว่าระบายไม่ได้ เพราะฝนเยอะ คลองระบายไม่ออก
แน่นอนว่าก่อนภาวะฉุกเฉินก็ทำได้เท่าที่จะมีอำนาจและโมเดลในการคาดการณ์นั่นแหละครับ ส่วนมากก็เน้นลอกคลอง สร้างอุโมงค์ จะไปผันน้ำออกตั้งแต่ต้นน้ำก็ไม่ได้ การทำนายก็ไม่ได้ทำเอง แต่ในอนาคตอาจต้องสร้างโมเดลจำลองเอง เป็นการจำลองการคาดการณ์ “น้ำท่วม” ไม่ใช่การคาดการณ์ “ฝนตก”
การบริหารจัดการน้ำท่วมใน กทม.จึงมีความพิเศษในตัวของมันเอง ที่ซับซ้อนทั้งเงื่อนไขธรรมชาติ เงื่อนไขเศรษฐกิจ และเงื่อนไขในการบริหารราชการแผ่นดิน
จะมีอีกกี่อุโมงค์ กี่คลอง ก็ยังไม่ใช่คำตอบครับ เพราะมันมีเรื่องอำนาจในการบริหารพื้นที่ในช่วงก่อนภาวะฉุกเฉิน ช่วงภาวะฉุกเฉิน และหลังภาวะฉุกเฉิน
เห็นใจคน กทม.ครับ หลายคนเพิ่งย้ายลงจากคอนโดเพราะกลัวแผ่นดินไหว ไปซื้อบ้านชานเมือง ใกล้สนามบิน
รอบนี้เจอน้ำท่วมฝั่งกรุงเทพตะวันออกเข้าไปอีก
สุดท้ายผมเชื่อว่าถ้านี่คือฝนรอบสุดท้ายของฤดู เรื่องนี้ก็จะจบแบบนี้ เดี๋ยวรอข่าวใหม่มากลบ เหมือน น้ำท่วมปี 2554 เหมือนโควิดใน กทม.และเหมือน
แผ่นดินไหวเมื่อปีก่อน
เราจะเรียนรู้ว่าเราไม่เรียนรู้อะไร
แม้ว่าจะมีเรื่องที่ “เอาไม่อยู่” อีกมากมายใน กทม.

