หากท่านเป็นบุคคลธรรมดาที่มีที่ดินอยู่ในกรรมสิทธิ์ และประสงค์จะโอนที่ดินให้บริษัทเพื่อชำระเป็นค่าหุ้นของท่านในบริษัทนั้น ท่านไม่ต้องเสียภาษีในค่าโอนที่ได้รับนะครับ โดยกฎหมายล่าสุดในเรื่องนี้ได้ออกมาเมื่อต้นเดือนนี้เองในวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ได้แก่ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 5
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560 รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 630 ตามความในประมวลรัษฎากร เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัท ที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญของบริษัทนั้น ทั้งนี้ให้ใช้เฉพาะการโอนที่ดิน และการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ที่ได้กระทำย้อนหลังไปตั้งแต่ปีกลายวันที่ 10 สิงหาคม 2559 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 สิ้นปีนี้
การโอนที่ดินจะได้รับยกเว้นภาษีได้ ก็ต้องเข้าเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 4 ที่ออกเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินจากบุคคลธรรมดาให้แก่บริษัทต้องเป็นไปตามราคาตลาด และบุคคลธรรมดานั้นต้องถือหุ้นในบริษัทตั้งใหม่ที่รับโอนที่ดินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่ามูลค่าของที่ดินที่โอน และบุคคลธรรมดาดังกล่าวต้องไม่โอนหุ้นอันเกิดจากโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี ในราคาต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี และบุคคลผู้โอนและบริษัท ต้องร่วมกันจัดทำหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นทุนจดทะเบียนบริษัท โดยบุคคลผู้โอนต้องแจ้งหนังสือรับรองไปยังเจ้าพนักงานที่ดินท้องที่ที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และให้แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรด้วย
สิทธิประโยชน์อื่นที่ภาครัฐจะให้แก่การแปลงทรัพย์สินเป็นทุนนี้ก็ได้แก่ การลดค่าธรรมเนียมโอนที่ดินจาก 2% เหลือเพียง 0.01% (ร้อยละศูนย์จุดศูนย์หนึ่ง) ของราคาประเมิน (ใช่แล้วครับ โอนราคาตลาด แต่ค่าธรรมเนียมคิดจากราคาประเมิน) ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมินที่สูงกว่าก็ไม่ต้องเสีย ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมินที่สูงกว่า ก็ไม่ต้องเสียเช่นกัน
และถ้าท่านเป็นบริษัทผู้ประกอบการรายเล็ก ที่มีทุนที่ชำระแล้วไม่เกิน ห้าล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกินสามสิบล้านบาทในรอบปีบัญชี และจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ท่านก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นจำนวนเท่ากับ ค่าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ค่าทำบัญชี และ ค่าตรวจสอบบัญชีเต็มครบ 100% นอกเหนือไปจากกรณีปกติ ซึ่งธรรมดาก็หักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้เต็มจำนวนอยู่แล้ว รวมหักภาษีได้สองเท่าตัว หรือ 200% โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ถึงห้ารอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน
ท่านอาจสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลใจดีจัง จู่ๆก็ยกเว้นภาษีให้ การที่ภาครัฐให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เสียภาษีมากขนาดนี้ ก็เนื่องจาก รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาหันมาประกอบธุรกิจในรูปบริษัทมากขึ้น จะได้เข้ามาสู่ระบบธุรกิจอย่างเป็นทางการ โปร่งใสมากขึ้น และตรวจสอบได้สะดวกขึ้น ยังผลให้ในท้ายที่สุดแล้วจะทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็กำลังแก้กฎหมาย มาตรา 49 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร มาตรานี้กำหนดไว้ว่า ไม่ว่าราคาซื้อขายที่ดินในความเป็นจริงจะสูงเพียงใด ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้ขายก็จะจำกัดอยู่เพียงการคำนวณจากราคาประเมินของที่ดินเท่านั้นซึ่งมักจะต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงมาก ภาครัฐจึงกำลังแก้มาตรา 49 ทวิ นี้ เพื่อให้บุคคลธรรมดาใช้ราคาซื้อขายที่ดินจริงเป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้เหมือนกับภาษีเงินได้นิติบุคคล กฎหมายใหม่นี้ก็จะออกมาใช้บังคับค่อนข้างแน่นอนแม้ว่ากำหนดวันยังไม่ได้ทำให้บุคคลธรรมดาที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก และประสงค์จะขายที่ดินออกไปในอนาคตเพื่อให้ได้กำไร ได้โอกาสในการวางแผนภาษี เพื่อให้เสียภาษีในการขายที่ดินในอนาคตน้อยลง โดยอาศัยสิทธิประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 630 และการโอนที่ดินให้บริษัทในราคาตลาด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 4
ยกตัวอย่างเช่นหากราคาประเมินที่ดินที่กรมธนารักษ์กำหนดอยู่ที่ ตารางวาละ10,000 บาท ก็ไม่แปลกที่ราคาตลาดในปัจจุบันจะมากกว่าราคาประเมินถึงสามเท่าตัว ที่ 30,000 บาท เมื่อบุคคลธรรมดาโอนที่ดินให้บริษัทเป็นค่าหุ้นในราคา 30,000 บาท ต่อตารางวา แล้วต่อมาบริษัทขายที่ดินต่อไป ในราคาที่ซื้อขายกันจริงที่ 35,000 บาท เพราะนิติบุคคลต้องใช้ราคาจริงอยู่แล้ว บริษัทก็จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง จากกำไรส่วนต่างที่ต่ำ ระหว่างราคาขายจริงและราคาที่บริษัทรับโอนที่ดินมาในราคาตลาดซึ่งกลายมาเป็นต้นทุนการได้มาซึ่งที่ดินของบริษัทที่สูง เมื่อต้นทุนสูง กำไรก็ต่ำ ภาษีที่เสียก็น้อย คือเสียภาษีจากกำไรส่วนต่าง 5,000 บาท ต่อตารางวา เท่านั้น เมื่อเทียบกับบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้วางแผนภาษีและไม่ได้โอนที่ดินให้บริษัท บุคคลธรรมดาที่ขายที่ดินไปในอนาคตด้วยตนเองโดยตรงโดยไม่ผ่านบริษัทนี้ จะต้องเสียภาษี จากฐานภาษีในราคาขายจริง 35,000 บาท การวางแผนภาษีโดยใช้ราคาตลาดโอนที่ดินให้บริษัทเสียทอดหนึ่งก่อนดังกล่าว จึงทำให้บุคคลธรรมดาประหยัดภาษีไปได้มาก แต่ภาครัฐกลับขาดรายได้ภาษีไปเยอะทีเดียว
การโอนที่ดินให้บริษัทในราคาตลาดตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 4 นี้ เพื่อให้เป็นที่น่าเชื่อถือ มักจะมีการว่าจ้างให้บริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ความเห็นชอบ มาเป็นผู้ประเมินราคาที่ดิน และกำหนดราคาตลาด ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน ราคาตลาดนี้ถ้าพูดอย่างกว้างๆ ถ้าท่านไปขอสินเชื่อธนาคาร แล้วมีที่ดินเป็นหลักประกัน ธนาคารมักจะตีราคาตลาดอยู่ที่สองเท่าของราคาประเมิน เช่น ราคาประเมินอยู่ที่ 10,000 บาท ต่อตารางวา ธนาคารก็มักจะกำหนดราคาตลาดไว้ที่ 20,000 บาท แต่เอกชนทั่วไปที่ไม่ใช่ธนาคารอาจกำหนดราคาตลาดที่สามเท่าของราคาประเมินที่ 30,000 บาท หรือมากกว่า แต่นี่เป็นภาพรวมคร่าวๆ บริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินอาจกำหนดราคาตลาดให้มากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่มีผู้นิยมวางแผนภาษีกันมาก ภายในไม่ถึงสามเดือนหลังจากที่กรมสรรพากรออกประกาศฉบับที่ 4 กรมสรรพากรจึงได้มีประกาศ อธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 5 ออกมา เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ตามที่ได้เกริ่นไว้เมื่อต้นเรื่อง ออกมาแก้ว่า บุคคลธรรมดาโอนที่ดินให้บริษัท ไม่ให้ใช้ราคาตลาดแล้ว เพราะสูงเกินไป แต่ให้ใช้ราคาประเมิน หรือต้นทุน เพราะต่ำกว่า ถ้าราคาประเมินสูงกว่าต้นทุนที่บุคคลธรรมดาผู้โอนได้ซื้อที่ดินนั้นมา ก็ให้ใช้ราคาประเมิน แต่ถ้าต้นทุนสูงกว่า ก็ให้ใช้ ต้นทุน เช่น ราคาประเมิน 10,000 บาทต่อตารางวา แต่บุคคลธรรมดามีต้นทุนในการได้ที่ดินมา 15,000 บาท ก็ต้องใช้ต้นทุนเดิม เป็นราคาที่โอนให้กับบริษัทและเป็นมูลค่าหุ้นของตนในบริษัทที่ตั้งใหม่ แต่จะไม่ให้ใช้ราคาตลาดที่ 30,000 บาทมาเป็นราคาโอน
เมื่อต้นทุนการได้มาซึ่งที่ดินของบริษัทต่ำลง ก็จะทำให้กำไรสูงขึ้น เมื่อขายที่ดินออกไป ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จะต้องเสียก็มีมากขึ้นตามไปด้วย เช่น เมื่อบริษัทขายที่ดินไปในราคาที่ซื้อขายจริง 35,000 บาท เมื่อหักต้นทุนที่ได้รับโอนที่ดินมา 15,000 บาท ก็จะเหลือกำไรที่เอามาเสียภาษีถึง 20,000 บาท ตามประกาศ ฉบับที่ 5 นี้ไม่ใช่ 5,000 บาทอย่างในกรณีของประกาศฉบับที่ 4 นับว่ากรมสรรพากรแก้เกมส์ได้เก่ง
อันที่จริง ถ้าไม่คำนึงถึงเรื่องการวางแผนภาษี และการที่บุคคลธรรมดาประสงค์จะขายที่ดินต่อไปในอนาคตแล้ว พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 630 ถือว่าเป็นกฎหมายที่ดี ที่ออกมาช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก ได้มีโอกาสตั้งบริษัทประกอบธุรกิจ โดยไม่ต้องใช้เงินสดในการลงทุนมากนัก เพราะสามารถนำที่ดินมาลงเป็นหุ้นได้ โดยไม่ต้องเสียภาษี ซึ่ง
หากท่านต้องการได้สิทธิประโยชน์จากกฎหมายใหม่ฉบับนี้ ท่านต้องรีบตั้งบริษัทและโอนที่ดินให้บริษัทในราคาประเมินหรือราคาต้นทุนที่สูงกว่าภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 นี้นะครับ

