
ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมทำจากหิน ซึ่งสมมุติชื่อเรียกโกศหิน ราว 1,500 ปีมาแล้ว (วัฒนธรรทวารวดี) หรือเรือน พ.ศ.1000
ลักษณะสำคัญ
(1.) จำหลักหิน ทรงกลมสูง ข้างในกลวง (คล้ายโอ่งหรือไห)
(2.) แยก 2 ท่อน ประกบกัน
(3.) สลักลวดลายศักดิ์สิทธิ์รอบหินทรงกลมกลวง
สถานที่พบ
เมืองโบราณวัฒนธรรมทวารวดี ขณะนี้พบ 2 แห่ง ได้แก่
(1.) บริเวณวัดพระปฐมเจดีย์ นอกเมืองโบราณนครปฐม (อ.เมืองฯ จ.นครปฐม) ซึ่งอาจถูกขนย้ายจากที่อื่น
(2.) บริเวณวัดในศาสนาคริสต์ บ้านโคกวัด (นอกเมืองมโหสถ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี) ซึ่งอาจถูกขนย้ายจากที่อื่น
องค์ระฆัง
สันนิษฐานว่าเป็น “องค์ระฆัง” ของสถูปเจดีย์ในศาสนาพุทธ เพราะคล้ายหลักฐานจากโบราณวัตถุที่เคยพบมาก่อน ดังนี้
(1.) สถูปเจดีย์ที่สลักเป็นฉากหลังของพระพุทธรูปปางสมาธิ (วัฒนธรรมทวารวดี) พบที่เมืองมโหสถ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี
(2.) ลายสลักรูปสถูปเจดีย์บนศิลาจารึก พบที่รัฐเกดะห์ (ไทรบุรี) มาเลเซีย (จารึกของมหานาวิกะ พุทธคุปตะ)
(3.) สถูปเจดีย์มียอดฉัตรทำด้วยหิน เป็นแผ่นกลมซ้อนชั้นเรียวขึ้นไป (วัฒนธรรมทวารวดี) พบที่เมืองนครปฐมโบราณ จ. นครปฐม
[ปัจจุบันตั้งแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร]
พระธาตุ
“องค์ระฆัง” ทำจากหินทรงกลมกลวง เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เรียกตามภาษาทั่วไปว่า “พระธาตุ”
คืออัฐิของพระพุทธเจ้า หรือกระดูกของพระพุทธเจ้า เช่น
พระธาตุพนม จ.นครพนม,
พระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่, และ
พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช
สืบเนื่องพิธีศพครั้งที่ 2
หินทรงกลมกลวง รูป “องค์ระฆัง” เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมทางศาสนาผีหลายพันปีมาแล้วในพิธีศพครั้งที่ 2 คือเก็บกระดูก (ไม่ได้เผา) ใส่ภาชนะดินเผา แล้วทำพิธีฝังดินอีกครั้งหนึ่ง
แต่บางแห่งบรรจุใน “ไหหิน” ตั้งกลางแจ้ง เช่น ทุ่งไหหินในลาว ส่วนกัมพูชาบรรจุใน “หีบหิน” (รูปสี่เหลี่ยม) ตั้งบนปราสาท
วัฒนธรรมไหหินหรือภาชนะดินเผายังสืบเนื่องถึงปัจจุบันในประเทศไทย ซึ่งพบทั่วไปเรียกโกศใส่อัฐิ (กระดูกที่เผาแล้ว)
ข้อมูล
ในพม่ามีหลักฐานโบราณคดีเกี่ยวกับไหหิน ซึ่งศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ตรวจพบแล้วแปลเป็นภาษาไทย นอกจากนั้นยังพบข้อมูล 2 เรื่อง ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ที่ขออนุญาตคัดมาแบ่งปันไว้ด้วย
โกศหินในพม่า

ในพม่ามีการใช้โกศบรรจุอัฐิอย่างแพร่หลายตามประเพณีการฝังศพครั้งที่ 2 ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยพบทั้งที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผา และทำจากหิน
ต่อมาในวัฒนธรรมปยู ที่เมืองศรีเกษตร ก็ยังพบหลักฐานการทำโกศ โดยโกศดินเผาอาจเป็นของบุคคลสำคัญระดับรองลงไป ส่วนของกษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์สำคัญ จะทำขึ้นจากหิน หรือโลหะมีค่า และมักมีการสลักตัวอักษร หรือลวดลายมงคล ลงไปบนโกศด้วย
โกศหินทราย 4 ใบ ถูกค้นพบบริเวณใกล้กับพญาจีเจดีย์ (Payagyi Pagoda) ที่ด้านนอกของกำแพงเมืองศรีเกษตร โดยมีจารึกระบุพระนามของกษัตริย์ทั้งหมด 3 ใบ ส่วนอีกใบหนึ่งระบุชื่อพระมเหสี หรืออาจจะเป็นพระประยูรญาติองค์อื่น ทำให้สันนิษฐานว่าเป็นพื้นที่สุสานหลวง
นอกจากนี้ยังพบโกศหินอีก 1 ใบ ที่บริเวณใกล้พญาทองเจดีย์ (Phayahtaung Pagoda) ซึ่งตั้งอยู่ที่ด้านนอกของเมือง
[ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ แปลสรุปจาก The Pyu Landscape: Collected Articles โดย Elizabeth H. Moore จัดพิมพ์โดย Ministry of Culture of Myanmar ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) ภาพจาก: https://en.wikipedia.org/wiki/Sri_Ksetra_kingdom]
ข้อมูลจากเอกสารของกรมศิลปากร
ส่วนองค์ระฆังของสถูป
พบในบริเวณวัดพระปฐมเจดีย์
ลักษณะทรงกลมคล้ายโอ่ง (ประกอบด้วยแผ่นหินหลายแผ่นยึดติดกันด้วยเหล็กรูปตัวไอ) ด้านในกลวง ก้นตัน
ตรงกลางมีรอยต่อ คล้ายกับทำเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนบนและส่วนล่างนำมาครอบซ้อนกัน
ตอนบนส่วนปากแคบยกเป็นขอบหนา ด้านหนึ่งของขอบปากมีรอยบากออก คอคอดสั้น ไหล่ผายกว้าง รอบส่วนไหล่ตกแต่งด้วยการจำหลักเป็นลายก้านขดขนาบด้วยแถบลายลูกประคำ
ตอนล่างสุดยกเป็นขอบเตี้ยๆ ถัดขึ้นมาจำหลักด้วยลายกลีบบัวหงายขนาดใหญ่
นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าเป็นส่วนองค์ระฆังของสถูป โดยเปรียบเทียบกับภาพสลักรูปสถูปประกอบบนฉากหลังของพระพุทธรูปปางสมาธิ สมัยทวารวดี พบที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี และภาพสถูปในศิลาจารึก พบที่รัฐเกดะห์ (ไทรบุรี) ประเทศมาเลเซีย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 ซึ่งมีอายุร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดี
นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้ความเห็นว่าศิลาจำหลักทรงกลมคล้ายโอ่งนี้ อาจเป็นสถูปจำลองที่ใช้สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อบรรจุไว้ในเจดีย์สำคัญ โดยสังเกตได้จากตอนล่างของสถูปจำหลักเป็นลายกลีบบัว (รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ของ ประเทศพม่า ให้ข้อสังเกตไว้เมื่อคราวมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ พ.ศ. 2543)
[ปรับปรุงโดยสรุปให้อ่านสะดวกจากหนังสือ โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548 หน้า 183]
เพจ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์
[สรุปบางส่วนจากเพจ Phra Pathom Chedi National Museum: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ (แผ่นที่ 1-4) เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564]
โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์
สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี
ส่วนองค์ระฆังของสถูป
เลขทะเบียน 618/2519 หิน, สูง 112 เซนติเมตร, เส้นผ่าศูนย์กลาง 53 เซนติเมตร พบในบริเวณวัดพระปฐมเจดีย์
สร้างจากหินสองก้อนนำมาประกอบกัน โดยยึดด้วยเหล็กรูปตัวไอ (I) ลักษณะทรงกลมค่อนข้างสูง ส่วนบ่าขององค์ระฆังสลักลายก้านขดในกรอบลายเม็ดประคำส่วนล่างขององค์ระฆังสลักลายกลีบบัวโดยรอบ

ศึกษาสันนิษฐาน
ลักษณะขององค์สถูปเปรียบเทียบกับภาพสถูปในศิลาจารึกพบที่รัฐเกดะห์ (ไทรบุรี) ประเทศมาเลเซีย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 ซึ่งมีอายุร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดี
นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้ความเห็นว่าอาจเป็นสถูปจำลองที่ใช้สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อบรรจุไว้ในเจดีย์สำคัญ โดยสังเกตได้จากตอนล่างของสถูปจำหลักเป็นลายกลีบบัว
พบสถูปทวารวดี ลักษณะคล้ายคลึงกับที่นครปฐม
ยอดสถูปเจดีย์ ตั้งอยู่ภายในวัดอารักขเทวดา บ้านโคกวัด ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
ลักษณะเหมือนหม้อน้ำขอบปากผายออก ขนาดกว้าง 117 เชนติเมตร ขอบปากด้านบนกว้าง 32 เซนติเมตร
พบร่องรอยการฝังเหล็กรูปตัวไอ และรอบบ่าสลักลายประจำยามก้ามปู และลายลูกประคำโดยรอบ
[ได้รับความอนุเคราะห์ภาพถ่ายและข้อมูล จากผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี]

ลักษณะองค์ระฆังของสถูป
เปรียบเทียบได้กับภาพสลักสถูปประกอบเป็นฉากหลังของพระพุทธรูปปางสมาธิ สมัย ทวารวดีพบที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี และภาพสถูปในศิลาจารึกของมหานาวิกะพุทธคุปตะ พบที่รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีอายุร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งแสดงภาพสถูปมียอดฉัตรทำเป็นแผ่นกลมซ้อนจากขนาดใหญ่ลดเรียวขึ้นไป
ลักษณะของยอดฉัตรดังกล่าว อาจเปรียบเทียบได้กับส่วนยอดสถูปศิลาจากเมืองนครปฐมโบราณซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร



