การอยู่ร่วมกับน้ำโดยไม่พยายามบงการหรือควบคุมน้ำให้เป็นไปตามต้องการ (ซึ่งไม่มีวันทำได้ทั้งหมด แต่อาจทำได้บางส่วนและบางพื้นที่เท่านั้น) เรื่องนี้เคยมีความเคลื่อนไหวแบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์นานมาแล้วมากกว่า 40 ปี
ล่าสุดเพิ่งอ่านแนวคิดอยู่ร่วมกับน้ำของประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งมีประสบการณ์มากในโลกเกี่ยวกับน้ำ จะสรุปย่อมาดังนี้
เนเธอร์แลนด์เคยใช้วิธี “ควบคุมธรรมชาติ” เพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยสร้างโครงการวิศวกรรมขนาดใหญ่อย่าง “เดลตาเวิกส์” (Delta Works) ซึ่งประกอบด้วยเขื่อนและประตูกั้นน้ำขนาดมหึมา
หลังเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เหตุการณ์น้ำท่วมจากแม่น้ำในช่วงปี 1990 (พ.ศ. 2553) ทำให้ตระหนักว่าการสร้างกำแพงกั้นน้ำให้สูงขึ้นเรื่อยๆ มีความเสี่ยงสูงหากเขื่อนแตก
จึงเกิดการเปลี่ยนครั้งสำคัญมาสู่แนวคิด “การอยู่ร่วมกับน้ำ” ผ่านโครงการ “Room for the River” ซึ่งเน้นการคืนพื้นที่ให้แม่น้ำสามารถเอ่อล้นได้อย่างปลอดภัย เช่น การย้ายแนวคันกั้นน้ำและขุดขยายพื้นที่ลุ่มน้ำ
ปัจจุบันมีการพัฒนานวัตกรรมในเมืองเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น “วอเตอร์สแควร์” ที่เป็นพื้นที่สาธารณะและอ่างเก็บน้ำชั่วคราวและอาคารลอยน้ำ เพื่อปรับตัวอยู่ร่วมกับระดับน้ำที่สูงขึ้น
[กฤตพล สุธีภัทรกุล กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2569 หน้า 12]
ชุมชนสะเทินน้ำสะเทินบก
ย้อนหลัง 40 ปีที่แล้ว สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา เขียนหนังสือเล่มหนึ้งชื่อ น้ำ บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2559) เสนอแนวคิดเกี่ยวกับน้ำในสังคมไทยและการอยู่ร่วมกับน้ำ ซึ่งมีตอนหนึ่งจะยกมาโดยสรุปดังนี้
ชุมชนหลายแห่งตั้งอยู่ริมฝั่งหรืออยู่ในน้ำตื้นๆ รวมทั้งบริเวณที่น้ำท่วมถึง จะประกอบด้วยเรือนไม้ยกพื้นสูง เรียก ชุมชนสะเทินน้ำสะเทินบก
ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ต.บางลี่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ชุมชนนี้ตั้งอยู่ในที่ลุ่มเป็นอ่างกระทะ อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างเป็นเรือนไม้สองชั้น ชั้นบนทำเป็นระเบียงให้คนเดินติดต่อกันได้ทั่วทั้งชุมชน
ในฤดูแล้งรถยนต์งวิ่งไปมาบนถนนระดับพื้นดินอย่างปกติเหมือนกับเมืองอื่นๆในละแวกนั้น
แต่เมื่อถึงฤดูน้ำหลากชาวบ้านจะเตรียมเก็บข้าวของล่วงหน้าไว้ และก่อนที่น้ำจะมาเพียงวันหรือสองวันก็จะย้ายข้าวของและสินค้าขึ้นไปชั้นบนพร้อมกันทั้งชุมชนสัญชาตญาณนี้ไม่เคยพลาดเมื่อย้ายของเสร็จน้ำก็จะหลากมาถึงพอดี
ในเวลาเดียวกันรถยนต์จะหายไปจากท้องถนนซึ่งน้ำได้ท่วมกลายเป็นที่สัญจรอันจอแจของเรือนานาชนิดที่จู่ๆ ก็มารวมกันอยู่เต็มไปทั้งชุมชน
การเปลี่ยนสภาพจากบกเป็นน้ำของชุมชนไม่ปรากฏว่าทำให้ธุรกิจต้องชะงักแต่ประการใด ตรงกันข้ามพอรถยนต์หายไปและเรือเข้ามาแทนที่ กิจการที่เคยอยู่บนพื้นดินก็โผล่ขึ้นไปอยู่บนระดับชั้นสอง เช่น ตลาดกลางใจเมือง, ร้านตัดผม, ร้านขายยา, และร้านอาหาร เป็นต้น
แม้แต่ปั๊มน้ำมันซึ่งเคยบริการรถยนต์อยู่เป็นปกติ พอรุ่งขึ้นกลับย้ายขึ้นไปอยู่ชั้นสองมีเรือยนต์เข้ามาเทียบเรียงกันเป็นแถวเข้าซื้อน้ำมันแทนทันที
แต่เรื่องที่น่าเศร้าก็คือคนรุ่นหลังจะไม่มีโอกาสได้เห็นสภาพดังกล่าวอีกแล้ว เพราะขณะที่กำลังเขียนหนังสือเล่มนี้อยู่ปรากฏว่ามีนักพัฒนาสมัยใหม่เกิดมุทะลุพัฒนาตำบลบางลี่โดยเอาดินไปถมเมืองทั้งเมือง สิ่งที่น่าดูน่าชมและลักษณะเฉพาะของบางลี่ก็ถูกทำลายไปโดยที่ไม่มีวันที่จะเรียกกลับคืนมาได้อีก
[จากหนังสือ น้ำ บ่อเกิดวัฒนธรรมไทย ของ สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2559 หน้า 178]
ทบทวนข้อมูลเรื่องน้ำ
น้ำมีพลังธรรมชาติยิ่งใหญ่ที่ให้คุณอนันต์และโทษมหันต์ ซึ่งจะมีมากกว่าเดิมทุกปี
แต่ระบบการศึกษาไทยเรียนรู้เรื่องน้ำอย่างสะเปะสะปะตามข้อมูลเก่าในตำราเล่มเดิมที่ควรทบทวนทั้งระบบ โดยเฉพาะใน “ภูมิประวัติศาสตร์” ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างสำคัญยิ่งกับ “ภูมิรัฐศาสตร์” และ “ภูมิเศรษฐศาสตร์”
“ภูมิ” ในที่นี้หมายถึงภูมิประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังนั้นไม่ใช่ภูมิศาสตร์ในทางวิทยาศาสตร์
ข้อมูลภูมิประเทศของท้องถิ่นในระบบการศึกษาไทยไม่แข็งแรง ทำให้การแก้ปัญหาสะเปะสะปะเมื่อเกิดวิกฤตเกี่ยวกับน้ำท่วม-ฝนแล้งทั่วไปในประเทศ




