หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : อดีต-อนาคต ภัยพิบัติในไทย…

4.10.26 | 12:17 น.

ภาพเก่าเล่าตำนาน : อดีต-อนาคต ภัยพิบัติในไทย…


“บรรพบุรุษไทยเริ่มบันทึกเรื่องภัยพิบัติ…ตั้งแต่เมื่อไร?”

ไม่มีใครบันทึกไว้ชัดเจน เรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง พายุดุร้าย แผ่นดินไหว …เพราะล้วนเกิดมาก่อนที่จะมีตัวหนังสือ

ตามเอกสารของกรมทรัพยากรธรณี ระบุประวัติแผ่นดินไหวใน พ.ศ.1558 “โยนกนคร” ล่มสลาย และจัดเหตุการณ์นี้ไว้ในกลุ่มหลักฐานแผ่นดินไหวในประวัติศาสตร์ไทย

Advertisement

น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่มีการตรวจสอบได้ของประวัติศาสตร์ภัยพิบัติไทยดึกดำบรรพ์ ในสังคมโบราณ ภัยธรรมชาติไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางกายภาพ แต่ถูกเชื่อมโยงกับอำนาจเหนือธรรมชาติ โชคชะตา และความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง

พ.ศ.2088 แผ่นดินไหวทำลายเจดีย์หลวงในเมืองเชียงใหม่ เจดีย์หลวงได้รับความเสียหาย หักโค่น

เหตุการณ์นี้สำคัญในแง่ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ มีวัตถุจริง ซึ่งถูกใช้ประกอบการศึกษาประวัติแผ่นดินไหว

ภัยพิบัติ…เริ่มเปลี่ยนจาก เรื่องเล่า มาเป็นหลักฐานทางกายภาพ ถูกโยงยึดกับอานุภาพของศาสนาอย่างชัดเจน

เมื่อเกิดเหตุผิดปกติครั้งใด ผู้คนในเวลานั้นอาจตีความว่าเป็นสัญญาณบางอย่างของบ้านเมือง

มาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ

พ.ศ.2325 เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ เป็นราชธานีตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

“น้ำ” ที่อยู่รอบทิศทางเป็นทั้ง ทรัพยากร เส้นทางคมนาคม แหล่งอาหาร เครื่องกีดขวางข้าศึก และเป็นภัยพิบัติได้

การเลือกกรุงเทพฯไม่ได้ผิดพลาด ที่ตั้งอยู่กับน้ำ

ตรงกันข้าม น้ำคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้พื้นที่นี้เหมาะกับการตั้งถิ่นฐานและการค้า หากแต่กรุงเทพฯขยายตัวไม่หยุด แบบที่ใครก็นึกไม่ถึง

ถนน อาคาร ระบบสาธารณูปโภค และประชากรเพิ่มขึ้น

สิ่งที่เคยเป็น น้ำหลากตามธรรมชาติ จึงค่อยๆ กลายเป็นอุทกภัยในเมืองหลวง

แม่น้ำเจ้าพระยา ป่า สวน คลองเล็ก คลองน้อย กระท่อมชาวไร่ ชาวสวน ผู้คนทั้งหลายนับหมื่นอาศัยอยู่บนแพ และความเงียบ

สองฝั่งแม่น้ำยังเต็มไปด้วยต้นไม้ บ้านเรือนน้อยมาก กระจายตัวเป็นหย่อมๆ ชาวต่างชาติที่แล่นเรือเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีวาดภาพ ชาวบางกอกนับหมื่นอาศัย ใช้ชีวิตอยู่บนแพ ไม่มีอะไรต้องห่วง-กังวล

กรุงเทพฯแต่ไหนแต่ไร เป็นเมืองที่ชีวิตผูกอยู่กับน้ำอย่างแท้จริง

จะเดินทางก็ใช้เรือ จะค้าขายก็ใช้เรือ จะไปตลาดก็ใช้เรือ แม้แต่หน้าบ้านของหลายคนก็แทบจะติดคลอง จนเรือสามารถแล่นผ่านได้เหมือนถนนหน้าบ้านในปัจจุบัน

กลางคืนของกรุงเทพฯจึงมืดจริง เสียงที่ได้ยินชัดที่สุดอาจไม่ใช่เสียงคน แต่เป็นเสียงจิ้งหรีด เสียงกบ หรือเสียงน้ำกระทบตลิ่ง

กรุงเทพฯทั้งเมืองอาจมีแสงจากตะเกียงอยู่เพียงไม่กี่จุด

ขอนำเข้าประเด็น “ภัยพิบัติครั้งแรกๆ ของสยาม” ครับ

ในช่วงธันวาคม พ.ศ.2328 เกิดภัยพิบัติครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีหลักฐานบันทึกไว้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เกิดขึ้นสมัยในหลวง ร.1 หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เพียงประมาณ 3 ปี และเป็นหนึ่งในบันทึกภัยพิบัติยุคแรกของเมืองหลวงใหม่

ระดับน้ำบริเวณสนามหลวงสูงถึง 8 ศอก 10 นิ้ว หรือประมาณ 4 เมตรเศษ ซึ่งถือว่าสูงอย่างมากสำหรับพื้นที่ใจกลางพระนครในเวลานั้น

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญ ที่สะท้อนว่ากรุงเทพฯตั้งแต่วันแรกๆ ก็ต้องอยู่ร่วมกับปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากทำเล ของพระนครตั้งอยู่บนพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำเจ้าพระยา

กรุงเทพฯไม่ได้เริ่มต้นด้วยเมืองที่เอาชนะธรรมชาติได้ แต่เริ่มต้นด้วย…เมืองที่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ

ในรัชสมัยในหลวง ร.1 “การจัดการน้ำของพระนคร” จึงเป็น “หัวใจ” ของการทำงานสร้างบ้าน สร้างเมือง

มีการขุดคูคลองและคูเมืองเพื่อทั้งการคมนาคม การป้องกันพระนคร และการจัดการระบบน้ำ โดยขุดคลอง คูเมืองด้านตะวันออกจากบางลำพู ลงไปทางด้านใต้ของพระนคร

ไม่มีเครื่องสูบน้ำ ไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ และไม่มีระบบระบายน้ำแบบกรุงเทพฯในปัจจุบัน ใช้ภูมิปัญญาเป็นหลัก

สิ่งที่ชาวพระนครต้องสร้าง แสวงหา คือ เรือ คันดิน คูคลอง และชาวบ้าน-แรงงาน ที่ไปกวาดต้อนมาจากเมืองที่แพ้สงคราม

ชาวกรุงรัตนโกสินทร์ เรียนรู้บทเรียนสำคัญตั้งแต่ยังเป็นเมืองใหม่ว่า…ศัตรูของพระนครไม่ได้มีเพียงกองทัพจากพม่า แต่ยังมีภัยน่ากลัวจากน้ำ

น้ำ กลายเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ อย่างแยกออกจากกันแทบไม่ได้ เพราะกรุงเทพฯ เริ่มต้นขึ้นบนผืนดินที่อยู่กับสายน้ำมาตั้งแต่แรก

บันทึกแผ่นดินไหว…

มีหลักฐานสำคัญที่ “สุนทรภู่” บันทึกเหตุแผ่นดินไหวไว้ใน “นิราศวัดเจ้าฟ้า” ระหว่างการเดินทางในสมัยรัชกาลที่ 3

สุนทรภู่ เดินทางไปค้นหาสถานที่บางแห่งตาม ลายแทง ในอยุธยา ระหว่างการเดินทาง มีเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงจนรู้สึกได้

สำนักงานราชบัณฑิตยฯมีบทความวิชาการที่กล่าวถึงเหตุการณ์นี้โดยตรงว่า ในเดือนกันยายน พ.ศ.2376 ระหว่างการเดินทางของสุนทรภู่ เกิดแผ่นดินไหวที่ผู้เดินทางรู้สึกได้ และเหตุการณ์นี้มีปรากฏทั้งในนิราศวัดเจ้าฟ้า และงานเรื่อง พระอภัยมณี ด้วย

สุนทรภู่กล่าวถึงเหตุแผ่นดินไหวใน พระอภัยมณีคำกลอน ว่า

“ร่วมภิรมย์ สมสอง ทำนองใน แผ่นดินไหวจนกระทั่งหลังอานนท์”

วรรคนี้เป็นหลักฐานที่น่าสนใจ เพราะสุนทรภู่ไม่ได้เพียงใช้ “แผ่นดินไหว” เป็นภาพเปรียบเทียบ แต่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงในช่วงชีวิตของท่าน

พ.ศ.2485 มหาอุทกภัยกรุงเทพฯก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุด ฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงมาก จนล้นแนวคันกั้นน้ำทั้งสองฝั่ง

มีภาพถ่ายยืนยัน ชาวกรุงเทพฯพายเรือในลานพระบรมรูป ร.5

25 ตุลาคม 2505 พายุโซนร้อน แฮเรียต (Harriet) พัดเข้าบริเวณแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช เกิดทั้งลมแรง ฝนหนัก และคลื่นพายุซัดฝั่ง บริเวณแหลมตะลุมพุก

เป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่สะเทือนความทรงจำของประเทศไทยมากที่สุด

เสียชีวิต 870 คน สูญหาย 160 คน บาดเจ็บ 422 คน

ไร้ที่อยู่อาศัย 16,170 คน ความเสียหายประมาณ 960 ล้านบาท

ภาพแหลมตะลุมพุกหลังพายุ จึงกลายเป็นภาพจำของ มหาวาตภัย ในประวัติศาสตร์ไทย

22 เมษายน 2526 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 บริเวณ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ไกลถึงกรุงเทพฯ และมีแผ่นดินไหวตามมาอีกมากกว่า 100 ครั้งตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา

แผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยเริ่มตื่นรู้ ตระหนักอย่างจริงจังว่า “กรุงเทพฯก็รู้สึกแผ่นดินไหวได้” เป็นไปตามที่นักวิชาการเคยเตือนมาก่อน เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่นำไปสู่การจัดตั้ง คณะกรรมการแผ่นดินไหวแห่งชาติ ใน พ.ศ.2528

4 พฤศจิกายน 2532 “ไต้ฝุ่นเกย์” ขึ้นฝั่งที่ จ.ชุมพร กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า เสียชีวิต 602 คน บาดเจ็บ 5,495 คน บ้านเรือนเสียหาย 61,258 หลัง ความเสียหายประมาณ 11,739 ล้านบาท

7-8 พฤษภาคม 2537 เกิดพายุฝนฤดูร้อน “แช่ตัว” ถล่มกรุงเทพฯและปริมณฑล ฝนตกหนักแช่ข้ามคืนจนวัดปริมาณฝนในเขตยานนาวาได้สูงถึง 457.6 มิลลิเมตร ถือเป็นหนึ่งในสถิติต่อวันที่มีความรุนแรงในระดับที่เรียกกันว่า “ฝนพันปี”

26 ธันวาคม 2547 แผ่นดินไหวขนาดใหญ่นอกชายฝั่งเกาะสุมาตราก่อให้เกิดคลื่นสึนามิข้ามมหาสมุทรอินเดียมาถึงชายฝั่งอันดามันของไทย

คลื่นยักษ์ สึนามิ ที่คนไทยไม่รู้จัก กระแทก-กระทบ 6 จังหวัด ได้แก่

ระนอง-พังงา-ภูเก็ต-กระบี่-ตรัง-สตูล

มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,395 คน สูญหายมากกว่า 2,000 คน และบาดเจ็บประมาณ 8,000 คน (โดยบางแหล่งข้อมูลราชการมีตัวเลขแตกต่างกันตามวันปิดข้อมูล)

คลื่นยักษ์-นักสังหาร จากอันดามัน…ในบางพื้นที่สูงกว่า 10 เมตร

สังคมไทยไม่เคยมีประสบการณ์กับสึนามิ ไม่ทราบว่า…น้ำทะเลที่ถอยออกอย่างผิดปกติ คือสัญญาณอันตราย หายนะของโลก

น้ำท่วมปี 2554 เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่ใช่เพียง น้ำท่วม แต่กลายเป็น วิกฤตระดับประเทศ กระทบพื้นที่จำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 815 คน โดยมีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับมหาศาล กระทบภาคอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนัก

มีเสียงเล่าลือ สาปแช่ง ถึงเบื้องหลังด้านเลวร้ายของเหตุน้ำท่วม ที่ตัวละครทั้งหลายยังมีชีวิตอยู่

เหตุการณ์ภัยพิบัติมหาโหด…แผ่นดินไหว ตึก สตง.ถล่ม

เวลา 13.20 น. 28 มีนาคม 2568 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ในประเทศเมียนมา ลึกประมาณ 10 กิโลเมตร ศูนย์กลางอยู่ห่างจาก อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 326 กิโลเมตร

แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในพื้นที่กว้างของประเทศไทย ประชาชนบนตึกสูงใน กทม.ผวาสุดขีด อาคาร สตง.แห่งใหม่ที่แสนจะหรูหรา ราคาหลายพันล้าน สูง 30 ชั้น ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างบริเวณถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร พังถล่มลงมา

มีคนบันทึกภาพสยองตึกถล่มไว้ได้ทุกวินาที เครนยักษ์สูงเสียดฟ้า แกว่งไป-มา เหมือนชิงช้า อาคารคอนกรีตถล่มลงสู้พื้นดินดังสนั่นหวั่นไหว มีแรงงานจำนวนมากอยู่ในอาคารขณะเกิดเหตุ เป็นภาพแพร่ไปทั่วโลก

ที่สำคัญกว่าคำว่า “ตึกถล่มเพราะแผ่นดินไหว” คือการตรวจสอบภายหลังพบข้อบกพร่องหลายประการด้านโครงสร้าง วัสดุ และรายละเอียดแบบก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรม

เรื่องแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯเป็นเรื่องที่ขยับใกล้ตัวเข้ามาทุกที

สรุปภายหลังการค้นหาซากศพราว 1 เดือนเต็มเสียชีวิต 95 คน สูญหาย 1 คน ผู้รอดชีวิต 9 คน

ล่าสุด…ปลายกันยายน 2569 ฝนกระหน่ำพื้นที่ทางตะวันออกของกรุงเทพฯติดต่อกันกว่า 48 ชั่วโมง วัดได้ราว 300 มิลลิเมตร โดยเฉพาะ “เขตมีนบุรี-คลองสามวา-สายไหม” ฝนตกไม่ลืมหูลืมตาราวกับฟ้าถล่ม

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมชี้ว่า ปรากฏการณ์อากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) จากภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ลักษณะ “ฝนตกแช่” แบบนี้เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย