หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไทยพบพม่า : ก...

ไทยพบพม่า : กฎหมายมาตรา 66(d) กับวิกฤตเสรีภาพสื่อในพม่า : โดย ลลิตา หาญวงษ์

30.06.17 | 13:30 น.

ในประเทศที่ผู้คนเสพข่าวสารจากหนังสือพิมพ์และโซเชียลมีเดียเป็นหลัก และในประเทศที่สังคม “เซ็นซิทีฟ” เป็นพิเศษกับระบอบประชาธิปไตย (หรือไม่เป็นประชาธิปไตย) เสรีภาพของสื่อจึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นกัน ในพม่า ในยุคที่ทหารยังปกครอง รัฐบาลมีกลไกเซ็นเซอร์สื่ออย่างเข้มข้นในนาม “คณะกรรมการเซ็นเซอร์” (Cencorship Board) แต่รัฐบาลประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เพิ่งจะประกาศยุบคณะกรรมการชุดนี้และกระบวนการเซ็นเซอร์สิ่งพิมพ์ไปในปี 2012 (พ.ศ.2555)

แม้เครื่องมือเซ็นเซอร์ที่ทรงพลังที่สุดจะถูกทำลายไป แต่วัฒนธรรมการเซ็นเซอร์ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในสังคมและแวดวงการเมืองในพม่า ทั้งการที่สื่อเลือกเซ็นเซอร์ตนเอง หลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นละเอียดอ่อนอย่างศาสนาและการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการถูกบีบให้เซ็นเซอร์ เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนเคยกล่าวถึงมาตรา 66 (d) ใน พ.ร.บ.โทรคมนาคมของพม่า หรืออาจเรียกว่าเป็น “พ.ร.บ.คอมพ์” ของพม่า

ตั้งแต่ปลายปี 2016 (พ.ศ.2559) หนังสือพิมพ์หลายหัวในพม่า บล็อกเกอร์ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในพม่ารวมตัวกันเรียกร้องให้มีการทบทวนและแก้กฎหมายมาตราดังกล่าว ซึ่งประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2013 (พ.ศ.2556) เพราะมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อเสรีภาพในการพูดและแสดงความคิดเห็น (freedom of speech) ที่ผู้นำของพม่า อย่าง ด่อ ออง ซาน ซูจี พยายามโปรโมตมาตลอดหลายสิบปี แน่นอนว่าการกล่าวถึงการถดถอยของเสรีภาพในการแสดงออกภายใต้รัฐบาลพลเรือนของเอ็นแอลดีเป็นการโจมตีรัฐบาลของซูจีโดยตรง และเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการปฏิรูปไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงของพม่านั้นเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ภาพของซูจีในฐานะวีรสตรีที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแปดเปื้อนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และทำให้เกิดความระส่ำระสายภายในรัฐบาลพม่าไม่น้อย

สถิติจนถึงปัจจุบัน มีนักข่าวและผู้คนในแวดวงสื่อสารมวลชนและโซเชียลมีเดียที่ถูกฟ้องภายใต้มาตรา 66 (d) ไปแล้วกว่า 20 คน รวมทั้ง บก.หนังสือพิมพ์ชื่อดังอย่าง อู จ่อ มิน ส่วย จากหนังสือพิมพ์รายวัน The Voice Daily และนักข่าวอีกหนึ่งคนภายใต้นามปากกา “บริติช โก โก หม่อง” (British Ko Ko Maung) หรือที่มีชื่อจริงว่า จ่อ ซวา นาย กรณีของ จ่อ มิน ส่วย และจ่อ ซวา นาย ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรง เพราะบทความของจ่อ มิน ส่วย พุ่งเป้าไปที่การวิจารณ์และเสียดสีกองทัพพม่า บทความและการ์ตูนชุดนี้เป็นชนวนให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและฟ้องเขาด้วยข้อหาหมิ่นประมาท นักข่าวทั้งคู่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน และยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รับการประกันตัว

จ่อ มิน ส่วย บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ The Voice Daily ยังถูกควบคุมตัวอยู่ด้วยกฎหมายมาตรา 66 (d)

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ตัน ทุด อ่อง เจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่มีอิทธิพลสูงสุดในพม่าอย่าง Eleven Media ก็เคยถูกควบคุมตัวด้วย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ของพม่าเช่นเดียวกัน หลัง Eleven Media เผยแพร่บทความที่วิจารณ์ว่าผู้ว่าการเมืองย่างกุ้งเรียกรับสินบนเป็นนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิป ราคากว่า 100,000 เหรียญสหรัฐ

Advertisement

เป็นที่น่าสังเกตว่าหนังสือพิมพ์ The Voice Daily และ Eleven Media ออกเผยแพร่ทั้งในรูปแบบหนังสือพิมพ์กระดาษ และผ่านทางออนไลน์ (เฟซบุ๊กและเว็บไซต์) แต่มาตรา 66 (d) พุ่งเป้าไปที่การหมิ่นประมาทรัฐบาลและกองทัพทางออนไลน์เท่านั้น กฎหมายนี้แสดงให้เห็นการปรับตัวของอำนาจนิยมภายใต้หน้ากากของประชาธิปไตยสมัยใหม่ ที่เกลียดกลัวสื่อสมัยใหม่อย่างเว็บไซต์ข่าว บล็อก และโซเชียลมีเดีย เป็นพิเศษ เพราะสื่อประเภทนี้ยากที่จะควบคุม ต่างจากสื่อประเภทหนังสือพิมพ์หรือวารสาร ที่พวกเขาสามารถต่อสายตรงถึงบรรณาธิการและเรียกร้องให้ถอดเนื้อหาบางช่วงบางตอนออกไปได้โดยไม่ยากเย็นนัก

พื้นที่โซเชียลมีเดียคือสิ่งที่ “พี่เบิ้ม” (Big Brother) ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด และ “พี่เบิ้ม” ก็รู้ดีว่าโซเชียลมีเดียนี่แหละที่จะสร้างแรงกดดันให้กับตนเองมากที่สุด เราจึงมักเห็นนักการเมืองระดับท็อปๆ ในพม่าออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างเกรี้ยวกราด และขู่ว่าจะฟ้องสื่ออยู่เนืองๆ ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับสื่อและบรรดาบล็อกเกอร์ทั้งหลาย หรือกล่าวอีกนัยยะหนึ่งคือนักการเมืองยุคเก่าเต่าล้านปีเหล่านี้ไม่รู้จะรับมือกับสื่อในศตวรรษที่ 21 อย่างไรมากกว่า

ด้านนักหนังสือพิมพ์และสมาคมนักข่าวของพม่าเองก็ไม่ได้อยู่นิ่ง และเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 66 (d) อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กลุ่มชื่อ “คณะกรรมการเพื่อปกป้องนักหนังสือพิมพ์เมียนมา” (The Protection Committee for Myanmar Journalists) กลุ่มผู้ประท้วงที่ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวจากทั่วประเทศได้ร่วมกันทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เช่นสวมปลอกแขนสีขาว และนัดรวมตัวกันที่หน้าที่บัญชาการกองทัพแห่งมณฑลย่างกุ้ง ในเขตมายานกง (Mayangone) กลางเมืองย่างกุ้ง แต่แกนนำผู้ชุมนุมกลับได้รับจดหมายจากรัฐบาลว่าพื้นที่ที่ได้นัดรวมตัวกันนั้นเป็นเขตหวงห้าม เนื่องจากเป็นเขตของกองทัพ และตำรวจได้ขอให้ผู้ชุมนุมเปลี่ยนที่ชุมนุมไปที่อื่นแทน

นอกเหนือจากเสรีภาพของนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์ที่ทำข่าวการเมืองระดับชาติจะถูกคุกคามอย่างรุนแรงแล้ว นักข่าวท้องถิ่นที่รายงานข่าวความรุนแรงและการทุจริตในเขตของชนกลุ่มน้อยก็ถูกคุกคามไม่ต่างกัน เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว มีนักข่าว 3 คนถูกควบคุมตัวในรัฐฉาน ทางตอนเหนือของพม่า หลังจากที่พวกเขาเข้าไปทำข่าวการเผายาเสพติดล็อตใหญ่ของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (ปะหล่อง) (Ta’ang National Liberation Army หรือ TNLA) ซึ่งเป็นกองกำลังของชนกลุ่มน้อยที่ยังแอ๊กทีฟและเป็นไม้เบื่อไม้เมากับกองทัพพม่าอยู่ สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ากองทัพควบคุมตัวนักข่าวทั้ง 3 คน จากสำนักข่าวอิรวดี และดีวีบี (Democratic Voice of Burma) ด้วยข้อหา “รวมตัวกันแบบผิดกฎหมาย” (unlawful assembly) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม

การคุกคามสื่อพม่าภายใต้มาตรา 66 (d) นี้เป็นเรื่องที่ต้องตามต่อไปอีกยาวๆ พม่าตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการมานานหลายสิบปีก็จริง แต่ในสภาวการณ์แบบนี้ พม่าก็ได้สร้างวัฒนธรรมสื่อสารมวลชนเพื่อประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง นักข่าวและนักหนังสือพิมพ์เหล่านี้พร้อมที่จะเป็นแนวหน้าท้าชนความไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งปวง อย่างที่นักหนังสือพิมพ์รุ่นก่อนอย่าง เอ็ดเวิร์ด ลอ-โยน (ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ The Nation ซึ่งถูกสั่งปิดโดยรัฐบาลเน วิน ในปี 1962/พ.ศ.2505) อู เส่ง วิน ผู้ริเริ่มก่อตั้งสำนักข่าวมิซซิมา (Mizzima) ในปี 1998 (พ.ศ.2541) และ อ่อง ซอ ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวอิรวดี ที่เชียงใหม่ ในปี 1990 (พ.ศ.2533) ได้กรุยทางมาไว้แล้วเป็นอย่างดี

สื่อสารมวลชนที่เข้มแข็งอย่างในพม่าจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลไปอีกนานสองนาน ตราบใดก็ตามที่รัฐบาล (ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหารหรือพลเรือน) ไม่ทำให้พวกเขาเชื่อมั่นได้ว่ารัฐบาลจะยึดหลักธรรมาภิบาลที่เคยแถลงไว้อย่างแท้จริง จนถึงเวลานี้ ผู้นำระดับสูงในรัฐบาลเอ็นแอลดียังมิได้ออกมาแถลงชี้แจงเรื่องการควบคุมตัวนักข่าว ทั้งในกรณีของย่างกุ้งและรัฐฉานแต่อย่างใด

สื่อที่ดี นอกจากจะทำงานของตนเองอย่างเต็มที่ โดยไม่ยี่หระกับแรงกดดันใดๆ แล้ว ยังควรเป็นคันฉ่องสะท้อนให้เห็นความเข้มแข็งของภาคประชาชนในประเทศนั้นๆ ด้วย ภาคประชาชนที่มีเอกภาพและสื่อที่มีจรรยาบรรณนี่เองที่จะเป็นสิ่งที่ช่วยนำประเทศใดก็ตามออกจากความมืดบอดทางภูมิปัญญาได้

ลลิตา หาญวงษ์
[email protected]