
“กรุ๊ปเลือดของชนเผ่ามีสารบางชนิด ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับบุคคลทั่วไป หรือคนพื้นราบ หรือคนในเมือง ต้องเป็นกลุ่มชนเผ่าด้วยกันเท่านั้น”
เป็นข่าวของสถานีโทรทัศน์รัฐบาล ออกอากาศทั่วประเทศ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนผ่านมา และต่อมามีคลิปเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต
ต่อมา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ บอกสื่อว่าข่าวดังกล่าวเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร แล้วยืนยันว่าโลหิตของชนเผ่า ทางโรงพยาบาลนำไปใช้ประโยชน์ได้มาก ไม่มีปัญหาใดๆ
(ข่าวสด ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน 2560 หน้า 11)
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างนี้ ไม่บังเอิญ แต่มีเหตุจากอคติทางเผ่าพันธุ์ ซึ่งรับมาสั่งสมไว้เต็มๆ และนานมากจากประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เน้นพวกเดียวคือ คนชนชาติไทยแท้ๆ 100% ที่ปลูกฝัง กล่อมเกลา ครอบงำสังคมไทยมานานนับศตวรรษ
แต่คนชั้นนำควบคุมให้คงไว้ไม่แก้ไข แม้พบหลักฐานจำนวนมากว่าเชื้อชาติไทยแท้ไม่มีในโลก
ความเป็นไทยเกิดจากการประสมประสานจากคนหลายเผ่าพันธุ์ร้อยพ่อพันแม่ ดังนั้นคนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในอดีตทั้งอุษาคเนย์ ล้วนเป็นบรรพชนคนไทยทุกวันนี้ไม่ว่า ลัวะ, ละว้า, ม้ง, เมี่ยน, ฯลฯ และชอง (แถวจันทบุรี-ระยอง)
แล้วมีกำเนิดจากมดลูก หรือท้องแม่เดียวกัน มีคำบอกเล่าพร้อมหลักฐานเป็นภาชนะดินเผารูปน้ำเต้า

[ภาพจากหนังสือศิลปวัฒนธรรมไทย กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2557 หน้า 44]
น้ำเต้า เป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ของคนเกือบทั้งโลก เป็นสัญลักษณ์มดลูกและท้องของแม่
โดยเฉพาะคนสุวรรณภูมิลุ่มน้ำต่างๆ เชื่อว่ามนุษย์ 5 พี่น้อง เกิดจากน้ำเต้าปุง (คือ น้ำเต้าใหญ่หลวง) เช่น กลุ่มพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร, ไทย-ลาว, เวียดนาม, ม้ง-เมี่ยน ฯลฯ
ถ้าภาชนะดินเผาใบนี้มีต้นแบบจากน้ำเต้าจริงๆ ย่อมเป็นหลักฐานสำคัญว่าเรื่องมนุษย์มีกำเนิดจากน้ำเต้าปุง เป็นคำบอกเล่าตามความเชื่อของคนไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว เก่าแก่พอๆ กับเรื่องอื่นๆ เช่น หมาเก้าหาง, คันคาก (คางคก) ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นวรรณกรรมปากเปล่าที่มีพลังสูงมากและสวยงามมากตั้งแต่ยุคเริ่มแรกยังไม่มีตัวอักษร
คำบอกเล่านี้น่าจะจดเป็นลายลักษณ์อักษรราวยุคอยุธยา จึงมีอยู่ในพงศาวดารล้านช้าง (ในลาว) และเล่าความเมืองของไทดำ (ในเวียดนาม)
แต่ไม่มีในประวัติศาสตร์ไทย “แห่งชาติ”
