
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ถูกน้ำท่วมหนัก ต้องฟื้นฟูช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก และควรแก้ไขระยะยาว
มีผู้ส่งข่าวให้อ่าน จะขอคัดเนื้อความในข่าวมาให้อ่านทั้งหมด ดังนี้
ฟื้นฟู “พิพิธภัณฑ์ปราจีนบุรี” หลังน้ำท่วม

สถานการณ์อุทกภัยจังหวัดปราจีนบุรี ส่งผลกระทบหนัก น้ำท่วมอาคารจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี จนต้องประกาศปิดให้บริการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ขณะนี้น้ำในอาคารจัดแสดงแห้งแล้ว เจ้าหน้าที่เร่งทำความสะอาดพื้นอาคารจนเข้าสู่สภาพปกติเรียบร้อย แต่ยังต้องระบายอากาศและลดความชื้นภายในอาคารอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุคลากรดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง คาดว่าจะใช้เวลา 2 เดือน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถึงจะสามารถเปิดให้บริการอีกครั้ง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดีของจังหวัดปราจีนบุรีและภาคตะวันออกที่สำคัญ จัดแสดงโบราณวัตถุทรงคุณค่ามากกว่า 2,000 รายการ หนึ่งในโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยม คือ พระพิฆเนศ องค์เก่าแก่ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1,400 ปี ซึ่งจัดแสดงภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล รวมถึงเยี่ยมชมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่หาชมยาก
นางสาววัชรี ชมภู ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี กล่าวว่า ระดับน้ำในพื้นที่เพิ่มขึ้นสูงในวันที่ 29 กันยายน 2569 ก่อนน้ำท่วมสูง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ได้ระดมเจ้าหน้าที่ พร้อมขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี และมณฑลทหารบกที่ 12 จัดส่งกำลังพล เคลื่อนย้ายโบราณ
วัตถุชิ้นเล็ก พร้อมอุปกรณ์ แท่น ฐานที่สามารถยกเคลื่อนย้ายขึ้นเก็บในที่ปลอดภัย โดยเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุกว่า 80% ของรายการจัดแสดงทั้งหมดกว่า 2,000 รายการ เหลือโบราณวัตถุชิ้นใหญ่ที่ยกเคลื่อนย้ายไม่ได้ พร้อมปิดซีลประตูห้องจัดแสดงทุกด้านด้วยผ้าใบกันน้ำ ปิดทับด้วยกระสอบทราย แต่ระดับน้ำขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจนทะลักเข้าตัวอาคาร ในเวลา 23.30 น. การไฟฟ้าฯ ได้ตัดไฟในพื้นที่ทั้งหมด
วันที่ 30 ก.ย. ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่วมในอาคารประมาณ 40-50 เซนติเมตร ต้องอพยพเจ้าหน้าที่ที่เริ่มมีอาการเจ็บป่วย เช่น น้ำกัดเท้า เป็นไข้ ออกจากพื้นที่ก่อนเพื่อความปลอดภัย แต่มีเจ้าหน้าที่ประจำการ เฝ้าระวังในพื้นที่อยู่ พร้อมน้ำ อาหาร สนับสนุนโดยสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ระดับน้ำเริ่มลดลงต่อเนื่องอย่างช้าๆ สำหรับบ้านพักข้าราชการและเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นบ้าน 2 ชั้น ซึ่งสร้างในพื้นที่จุดต่ำสุดในบริเวณพิพิธภัณฑ์ ทำให้บ้านชั้น 1 จมไปเกือบ 2 เมตร ทำให้ต้องอพยพออกจากพื้นที่ไปอาศัยอยู่ยังที่ต่างๆ ก่อนเป็นการชั่วคราว เมื่อน้ำในอาคารแห้งได้เริ่มปาดน้ำโคลนบนผิวอาคารออกจนแห้งเป็นบางส่วน เจ้าหน้าที่เร่งเคลียร์น้ำค้างบนอาคาร เปิดห้องจัดแสดงเพื่อระบายอากาศ และลดความชื้นสะสม
“สถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้หนักหนามาก สูงกว่าในปี 2554 ประมาณ 1 เมตร ถึงแม้เราคาดการณ์และเตรียมพร้อมในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ระดับน้ำสูง 1.30 เมตร แต่ระดับน้ำกลับสูงกว่าที่ประมาณการอยู่ที่ 1.80 เมตร สำรวจความเสียหายเบื้องต้น พบคราบน้ำที่ผนังห้องจัดแสดงในระดับความสูงประมาณ 30-40 ซม. ส่วนข้อห่วงใยโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ องค์พระพิฆเนศ และโบราณวัตถุชิ้นใหญ่ที่ยกเคลื่อนย้ายไม่ได้อีก 20 รายการ ทุกชิ้นอยู่ในสภาพปลอดภัย ไม่พบความเสียหาย ด้านครุภัณฑ์ที่เสียหายได้แก่ตู้คอนโทรลระบบกล้องวงจรปิด และตู้คอนโทรลระบบกระจายสัญญาณ WIFI” นางสาววัชรีกล่าว
แม้สถานการณ์น้ำท่วมอาคารจัดแสดงได้เข้าสู่สภาพปกติแล้ว คงเหลือน้ำบริเวณโดยรอบที่ยังท่วมชัง และรอการระบาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถเปิดบริการได้ทันที โดยเฉพาะอาคารจัดแสดง ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยเสียหาย ผอ.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เผยแนวทางฟื้นฟูว่า ยังต้องปฏิบัติงานสำคัญ ทั้งการตรวจสอบอาคาร ระบบไฟฟ้า การอนุรักษ์โบราณวัตถุโดยประสานสำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์มาประเมินความเสียหาย ให้คำแนะนำในการอนุรักษ์ และนำโบราณวัตถุเข้าติดตั้งและจัดแสดง รวมถึงฟื้นฟู ซ่อมแซม บ้านพักที่จมน้ำมากกว่า 10 หลัง ทั้งนี้ คณะข้าราชการและเจ้าหน้าที่จะเร่งฟื้นฟูให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี กลับมาพร้อมให้บริการดังเดิมอย่างเร็วที่สุด
“เนื่องจากพิพิธภัณฑ์สร้างอยู่ในพื้นที่ต่ำ และมีสระน้ำสาธารณะด้านหน้าพิพิธภัณฑ์เหมือนแอ่งรับน้ำ สิ่งที่น่ากังวลใจไม่รู้อุทกภัยจะมาเยือนอีกเมื่อไหร่ ได้หารือกับเจ้าหน้าที่จะนำเสนอกรมศิลปากรศึกษามาตรการป้องกันอุทกภัยในระยะยาว นอกจากศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับอาคาร ปรับปรุงงานระบบให้อยู่ชั้นบนอาคาร รวมถึงจัดทำกำแพงกั้นน้ำป้องกันน้ำให้พื้นที่พิพิธภัณฑ์ปลอดภัยจากอุทกภัย” นางสาววัชรีกล่าว
คนรักพิพิธภัณฑ์เฝ้ารอพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง เพื่อให้ทุกคนมาสัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทรงคุณค่า เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยววัฒนธรรมรูปแบบใหม่ กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ชุมชนจังหวัดปราจีนบุรีตามเดิม
(ที่มา : ไทยโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569 หน้า 10)
แก้ไขอย่างไร? น้ำไม่ท่วม
นางสาววัชรี ชมภู ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี อธิบายถึงเหตุน้ำท่วมมาก โดยสรุปดังนี้
(1.) พิพิธภัณฑ์สร้างอยู่ในพื้นที่ต่ำ
(2.) มีสระน้ำสาธารณะด้านหน้าพิพิธภัณฑ์เหมือนแอ่งรับน้ำ
(3.) สิ่งที่น่ากังวลใจไม่รู้อุทกภัยจะมาเยือนอีกเมื่อไหร่
(4.) หารือกับเจ้าหน้าที่จะนำเสนอกรมศิลปากรศึกษามาตรการป้องกันอุทกภัยในระยะยาว นอกจากศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับอาคาร ปรับปรุงงานระบบให้อยู่ชั้นบนอาคาร รวมถึงจัดทำกำแพงกั้นน้ำป้องกันน้ำให้พื้นที่พิพิธภัณฑ์ปลอดภัยจากอุทกภัย
ถ้าไม่ย้าย ก็แยก (เหมือนพิพิธภัณฑ์ฯ อู่ทอง กับ สุพรรณบุรี และพิมายกับนครราชสีมา) ดังนี้
(1.) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี อยู่ที่เดิม จัดแสดงเรื่องราวของจังหวัดฯ
(2.) แยกไปสร้างใหม่ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศรีมโหสถ” อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี เพราะโบราณศิลปวัตถุที่สำคัญเกือบทั้งหมดได้จากเมืองมโหสถ โดยจัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุมของเมืองมโหสถ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวสู่ท้องถิ่น
โลกเดือด
มวลน้ำมหาศาลจากดงพญาเย็น (นครราชสีมา) และดงสอยดาว (จันทบุรี) ไหลทะลักแม่น้ำปราจีนบุรีเป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้ภาวะ “โลกเดือด” น้ำดุกว่าทุกปีที่ผ่านมา และคาดเดาไม่ได้ว่าจะมีอีกหรือไม่ในปีต่อๆ ไป
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ไม่จำเป็นต้อง “สุ่มเสี่ยง” ทุกปี เพราะมีช่องทางแก้ไขได้ไม่ยาก คือย้ายไปอยู่ที่เนินหรือโนนเมืองมโหสถ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี
(1.) เมื่อแรกสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี สถานที่ตรงปัจจุบัน ไม่เหมาะหลายอย่าง และมีการคัดค้านจากคนท้องถิ่นตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ผู้มีอำนาจกรมศิลปากรไม่ให้ความสำคัญ
(2.) คนท้องถิ่นเมืองมโหสถขอให้สร้างพิพิธภัณฑ์ฯ ในเขตเมืองมโหสถ เพราะโบราณวัตถุทั้งหลายได้จากเมืองมโหสถ
แต่ผู้มีอำนาจกรมศิลปากร (สมัยนั้น) อ้างความปลอดภัย ซึ่งเป็น “สูตรสำเร็จ” ของรัฐราชการรวบอำนาจรวมศูนย์ ทั้งๆ คนท้องถิ่นอธิบายพร้อมหลักฐานการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต (ขณะนั้นเริ่มตัดถนน 304 ไปปักธงชัย และตัดถนนฉะเชิงเทรา-ปราจีนบุรี ผ่านโคกปีบ อ.ศรีมโหสถทุกวันนี้)
ไม่มีใครคาดเดาได้ว่ามวลน้ำมหาศาลจะท่วมท้นปราจีนบุรี ทุกปีหรือไม่?
แต่หลีกเลี่ยงหรือป้องกันได้ด้วยการย้ายหรือแยกพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ซึ่งเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
