อาจกล่าวได้ว่า ภาพเปลวเพลิงที่โหมเผา ศาลาว่าการเมืองลีมอฌ (Limoges) เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ข่าวการประท้วงซึ่งลุกลามเป็นจลาจลในฝรั่งเศสได้รับความสนใจจนกลายเป็นข่าวต่างประเทศสำคัญที่ชิงพื้นที่ความสนใจบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของไทย
คลิปภาพอาคารอาคารศาลาว่าการเมือง (Hôtel de Ville) อายุ 143 ปี ซึ่งผ่านสงครามโลกมาถึง 2 ครั้ง และเป็นความทรงจำร่วมของผู้คนในเมืองมอดไหม้กลางกองเพลิง โดยเฉพาะนาทีที่หอระฆังสูง 43 เมตร พังทลายลงมา สร้างความสะพรึงกลัว ตื่นตระหนกและสลดหดหู่ให้แก่ผู้พบเห็น
การเผารถ ปล้นร้านค้า ทำลายทรัพย์สิน และปะทะกับตำรวจเกิดขึ้นในหลายเมือง ตั้งแต่ปารีส ลียง มาร์แซย์ไปจนถึงบอร์โดซ์ รายงานวันที่ 18 ตุลาคม ระบุว่า มีผู้ถูกจับกุมทั่วประเทศเกือบ 1,800 คน ท่ามกลางการชุมนุมที่ดึงผู้คนออกมาหลายแสนคน อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมจำนวนมากยังเดินขบวนโดยสงบ ขณะที่กลุ่มก่อเหตุรุนแรงสร้างความเสียหายจนกลายเป็นภาพเด่นของวันนั้น
ภาพอาคารโบราณในกองเพลิง ประกอบเข้ากับภาพข่าวจากเมืองอื่นๆ ก็ยิ่งทำให้ความรุนแรงครั้งนี้ดูน่าสะพรึง บางภาพแทบไม่ต้องมีคำบรรยาย เช่น รูปสตรีที่ฐานอนุสาวรีย์กลางจัตุรัสสาธารณรัฐในกรุงปารีส ซึ่งถูกแต้มสีดำจากดวงตาลงมาตามใบหน้า ราวกับอุดมคติที่ผู้คนเคยยกขึ้นตั้งไว้กำลังร่ำไห้ด้วยน้ำตาสีดำให้แก่สิ่งที่เธอได้เป็นประจักษ์พยาน
ถึงกระนั้น ภาพเหตุการณ์ประท้วงและจลาจลในประเทศฝรั่งเศสนี้กลับส่งผลต่อความรู้สึกของผู้คนที่ได้เห็น โดยแบ่งแยกออกเป็น 2 ทาง ราวกับไม่ได้มองเห็นภาพเดียวกัน
ทางหนึ่งสำหรับฝ่ายฝั่งจารีตนิยมและอำนาจนิยม ภาพเหล่านี้คือความน่าสะพรึงกลัวและชวนสิ้นหวัง แต่ก็เป็นหลักฐานยืนยันความคิดความเชื่อของพวกเขาให้หนักแน่นขึ้นไปว่า นี่คือปลายทางของประชาธิปไตยที่ปล่อยให้ประชาชนมีเสรีภาพจนเกินควบคุม เป็นผลของสังคมที่ “คลั่งสิทธิมนุษยชน” จนลืมระเบียบและหน้าที่ ยอมรับสิทธิผู้อพยพ คนต่างด้าว และเสรีภาพทางศาสนาอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนท้ายที่สุดผู้ที่ประเทศเปิดประตูให้เข้ามาพำนักกลับลุกขึ้นเผาบ้านเผาเมืองของเจ้าบ้านเสียเอง
นำไปสู่ข้อสรุปง่ายๆ ว่า ถ้าประเทศไทยไม่ “ทบทวน” หรือ “ลด” ความเป็นประชาธิปไตยลงไปบ้าง เพลิงนรกที่ฝรั่งเศสก็จะมาเยือนถึงบ้านเราเป็นแน่แท้
ส่วนอีกทางหนึ่ง ภาพเดียวกันกลับอาจสร้างความตื่นเต้นให้ผู้ที่กำลังรอคอยการเปลี่ยนแปลง เมื่อเห็นนักเรียน คนหนุ่มสาว และคนทำงานออกมาบนท้องถนนและก็ไม่ใช่แค่ในฝรั่งเศสเท่านั้น แต่เมื่อต้นเดือนตุลาคม ผู้คนในสเปนออกมาประท้วงวิกฤตที่อยู่อาศัย ที่ชิลีนักศึกษาเดินขบวนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมเพื่อต่อต้านความเป็นไปได้ที่จะลดงบการศึกษาของรัฐ ก่อนเกิดการปะทะกับตำรวจ และที่อาร์เจนตินา นักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัย กับสหภาพแรงงานออกมาชุมนุมวันที่ 15 ตุลาคม เรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรเงินตามกฎหมายงบประมาณมหาวิทยาลัย และมีการปะทะเกิดขึ้นเช่นกัน
การประท้วงที่มีประเด็นอันคล้ายคลึงกันนี้เองที่ทำให้ผู้เฝ้ามองรู้สึกว่ากำลังเห็นปรากฏการณ์ใหญ่ระดับโลกก็พร้อมจะคาดหวังว่านี่คือคลื่นความไม่พอใจที่กำลังก่อตัวข้ามพรมแดน ผู้คนในหลายประเทศกำลังหมดความอดทนกับชีวิตที่มีค่าใช้จ่ายสูงหากดูไร้อนาคต บริการสาธารณะที่ถดถอย และผู้มีอำนาจที่ไม่ไยดีความทุกข์ร้อนของพวกเขา ก่อนจะย้อนกลับมาเป็นความหวังของคนกลุ่มหนึ่งที่จะให้ประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะเยาวชนไทยสิ้นความอดทนกับรัฐบาลและอภิสิทธิ์ชนไม่เห็นหัวประชาชนเสียที และลุกขึ้นมาแข็งข้อต่ออำนาจรัฐในลักษณะนี้บ้าง
ภาพเดียวกันกับที่คนกลุ่มแรกมองว่าเป็นนรก คนกลุ่มหลังมองว่าเป็นดอกไม้ (ไฟ) แห่งความหวังที่ถูกจุดขึ้นแล้วและกำลังส่งต่อไปทั่วโลกเสียอย่างนั้น
แต่การประท้วงที่ลุกลามไปสู่การจลาจลไม่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศใดก็ตามนั้น ไม่อาจตัดสินได้ง่ายๆ จากภาพหรือข่าวไม่กี่ชิ้น เพราะในการประท้วงที่ดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์เดียวกัน หากผู้เข้าร่วมก็อาจมีทั้งข้อเรียกร้อง ความคาดหวัง และขอบเขตของการกระทำที่ตนยอมรับแตกต่างกันอย่างมาก
การเดินอยู่บนถนนสายเดียวกันในวันเดียวกัน จึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเห็นพ้องกับทุกสิ่งที่ทุกคนที่เดินด้วยนั้นได้ก่อขึ้นบนถนนสายนั้น
โดยเฉพาะฝรั่งเศส ซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการประท้วงและการนัดหยุดงานที่เข้มแข็ง การออกมาบนท้องถนนเป็นวิธีการหนึ่งที่ผู้คนใช้ต่อรอง เรียกร้อง และมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของสังคมโดยชอบธรรม การนำโลกทัศน์ที่คุ้นเคยในสังคมไทยบางส่วน ซึ่งมักเริ่มต้นจากการมองว่าการประท้วงคือความวุ่นวายและการท้าทายระเบียบของรัฐ ไปครอบทับเหตุการณ์ในฝรั่งเศส จึงเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว
การพยายามทำความเข้าใจบริบทเช่นนี้ไม่ได้ทำให้การวางเพลิงเผาศาลาว่าการเมืองอายุร่วมศตวรรษครึ่งนั้นเป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือยอมรับได้ แต่ช่วยให้เราจำกัดและแยกแยะความรับผิดของผู้ก่อเหตุได้ตรงกับพฤติการณ์และความร้ายแรงของเรื่อง โดยไม่ลากเอาประเด็นในการประท้วงและข้อเรียกร้องอื่นอันชอบธรรมให้มอดไหม้ลงไปในกองเพลิงด้วย เช่นเดียวกับที่การเห็นใจและเข้าใจประเด็นและข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เราตื่นเต้นยินดีกับความพินาศย่อยยับของตึกรามอาคารหรือความเดือดร้อนเสียหายผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้อง
ต่อไปนี้คือข้อเท็จจริงโดยสรุปของเหตุการณ์ประท้วงและจลาจลที่เกิดขึ้นเท่าที่รวบรวมได้
การเคลื่อนไหวเรื่องการศึกษาเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน โดยครูและนักเรียนในโรงเรียนมัธยมอ็องตวน-เดอ-แซ็งเต็กซูเปรี เมืองเครเตย (Crteil) ชานกรุงปารีส เรียกร้องบุคลากรและทรัพยากรเพิ่มเติม ก่อนนักเรียนจะปิดกั้นทางเข้าโรงเรียนในวันถัดมา
จากนั้นการหยุดเรียนและปิดกั้นสถานศึกษาแพร่ไปทั่วประเทศ โดยมีข้อเรียกร้องหลักคือแก้ปัญหาขาดครู ห้องเรียนแออัด อาคารทรุดโทรม ตารางเรียนยาวนาน และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ต่อมา วันที่ 29 กันยายน สหภาพนักเรียนมัธยม (USL) เรียกร้องให้ขยายการปิดกั้นโรงเรียน ซึ่งตรงกับวันนัดหยุดงานของบุคลากรภาครัฐเรื่องค่าจ้าง สภาพการทำงาน และบริการสาธารณะ
จากนั้น ในวันที่ 2 ตุลาคม โรงเรียนมัธยมประมาณ 400 แห่งปิดทำการ และเกิดเหตุเผาทรัพย์สิน ขว้างสิ่งของใส่ตำรวจ และใช้แก๊สน้ำตาในบางพื้นที่ ส่งผลให้นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และคนทำงานร่วมชุมนุมทั่วประเทศประมาณ 266,000 คน ในวันที่ 6 ตุลาคม ตามมาด้วยการจับกุมเยาวชนและการบาดเจ็บจากอาวุธควบคุมฝูงชนทำให้เกิดข้อเรียกร้องเรื่องการใช้กำลังของตำรวจเพิ่มเติม ขณะที่รัฐบาลยืนยันความจำเป็นในการควบคุมเหตุรุนแรง
อีกด้านหนึ่ง เครือข่ายเสื้อกั๊กเหลือง (Gilets jaunes) ก็ระดมกำลังผ่านสื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน ให้ออกมาชุมนุมใหญ่ในวันที่ 17 ตุลาคม ในประเด็นเรื่องค่าครองชีพและแนวทางงบประมาณของรัฐบาล ก่อนขบวนนักเรียนจะประกาศเข้าร่วม พร้อมสหภาพแรงงาน องค์กรนักศึกษา กลุ่มสิ่งแวดล้อม คนขับรถรับจ้างผ่านแอพพ์ เกษตรกรบางองค์กร และพรรคฝ่ายซ้าย ข้อเรียกร้องจึงขยายครอบคลุมการศึกษา ค่าจ้าง บำนาญ ราคาสินค้า และบริการสาธารณะ
วันที่ 17 ตุลาคม กระทรวงมหาดไทยประเมินผู้ร่วมชุมนุมทั่วประเทศประมาณ 550,000 คน ส่วนผู้จัดประเมิน 800,000 คน ผู้คนจำนวนมากเดินขบวนโดยสงบ แต่เกิดการปะทะ เผาทำลาย และปล้นสะดมในหลายเมือง รวมถึงการวางเพลิงศาลาว่าการเมืองลีมอฌ รัฐบาลกล่าวโทษกลุ่มซ้ายจัดและผู้ฉวยโอกาส ขณะที่สหภาพแรงงาน CGT เรียกร้องให้รัฐบาลเจรจาและยืนยันการเคลื่อนไหวโดยสันติ
ซึ่งในช่วงที่ใช้ชีวิตในระยะยาวอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ผมก็เคยพบเห็นเหตุการณ์คล้ายกันระหว่างการประท้วงต่อต้านสัญญาจ้างงานแรกเข้า หรือ CPE ในปี 2006 ซึ่งเปิดทางให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างอายุต่ำกว่า 26 ปีได้โดยไม่ต้องระบุเหตุผลในช่วง 2 ปีแรก นักเรียน นักศึกษา และสหภาพแรงงานออกมาคัดค้านด้วยความกังวลต่อความมั่นคงในการทำงานของคนหนุ่มสาว ก่อนที่รัฐบาลจะยอมถอนมาตรการดังกล่าวในที่สุด
แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลสำหรับเหตุการณ์นั้น คือรถซีตรองเก่าๆ คันหนึ่ง ซึ่งจอดอยู่ใกล้บ้านในเส้นทางที่เดินไปมหาวิทยาลัยเป็นประจำ ซึ่งได้เห็นมันอยู่ตรงนั้นมาเกิน 2 ปี จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพคุ้นตาระหว่างทาง
กระทั่งวันหนึ่งในช่วงเวลาแห่งการประท้วง CPE ที่ว่ามันถูกเผาวอดไปจนเหลือเพียงซากที่เห็นแล้วใจหาย ประกอบกับร้านขายสินค้าเอเชียในเมืองก็ถูกทุบกระจกและปล้นเอาสินค้าไปด้วย
จนถึงวันนี้ ผู้เขียนก็ยังไม่ทราบว่า การเผารถซีตรองเก่าๆ คันหนึ่งและการปล้นร้านขายสินค้าเอเชียนั้น คือการต่อต้านทุนนิยม หรือการเรียกร้องความเป็นธรรมแบบไหนกัน? เจ้าของรถและเจ้าของร้านต้องรับผิดชอบอะไรต่อสัญญาจ้างงานที่รัฐบาลผลักดัน การเผารถยนต์และปล้นเอาเปาะเปี๊ยะกับมาม่าและเบียร์ชิงเต่าไปจากร้านเอเชีย จะช่วยสร้างหลักประกันในชีวิตให้คนหนุ่มสาวขึ้นมาอย่างไร?
อย่างไรก็ตาม การชุมนุมประท้วงก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรือเป็นความผิดในตัวของมันเอง
เพราะในเมื่อช่องทางการเมืองในระบบไม่สามารถตอบสนองปัญหา หรือข้อเรียกร้องไม่ได้รับความแยแสจากผู้มีอำนาจ ประชาชนย่อมมีสิทธิออกมาแสดงตัวและส่งเสียงให้ได้ยิน โดยเฉพาะเมื่อผู้เล่นทางการเมืองเข้าใจว่า การต่อรองแบ่งปันอำนาจกันเองระหว่างคนสำคัญไม่กี่คนคือคำตอบของทุกเรื่อง และเรียกความลงตัวบนโต๊ะเจรจาของตนว่าเป็นเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง
ในสถานการณ์เช่นนั้น การออกมาชุมนุมลงถนน ก็จะเป็นการเตือนว่าในสมการหรือกระดานหมากการเมืองนั้นยังมีประชาชนทั้งหลายรวมอยู่ด้วย ไม่ให้ผู้เล่นกลุ่มเล็กๆ นั้นเล่นเกมการเมืองจนลืมไปว่าอำนาจที่พวกท่านนำไปต่อรองและวางเดิมพันกันบนโต๊ะเล็กๆ นั้นมีที่มาเสียจนไม่ยำเกรงเจ้าของประเทศอันแท้จริง
เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างหนึ่งของประเทศที่การชุมนุมของประชาชนมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางประชาธิปไตย ตั้งแต่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปี 1987 จนถึงการชุมนุมแสงเทียนในปี 2016-2017 ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญควบคู่กับกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีพัค กึนฮเย และล่าสุดคือการชุมนุมต่อต้านความพยายามทำรัฐประหารเงียบในปี 2024 ด้วยการประกาศกฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล แสดงให้เห็นว่าการรวมตัวอย่างต่อเนื่องและโดยสันติของประชาชนสามารถสร้างพลังทางการเมืองมหาศาลได้ และยังจำเป็นอยู่หากผู้เล่นในเกมการเมืองเริ่มบิดเบี้ยวลุแก่อำนาจ
เราจึงไม่จำเป็นต้องบีบทางเลือกของประชาชนให้เหลือเพียง 2 ทาง คือเก็บมือเก็บเท้าอยู่ในบ้าน รอการเลือกตั้งครั้งหน้า ภาวนาให้ผู้เล่นเกมอำนาจหันมาเห็นหัว หรือไม่ก็อีกทางหนึ่ง คือการสุมไฟนรกด้วยการออกมาก่อความวุ่นวายจนถึงขั้นเผาทำลายทุกสิ่งให้มอดไหม้ลงพร้อมกัน
การเรียกร้องให้ประชาชนสงบโดยไม่ยอมฟังว่าเขาเดือดร้อนเรื่องอะไร ย่อมไม่ช่วยแก้ปัญหา เช่นเดียวกับการยกย่องความรุนแรงโดยไม่สนใจว่าใครต้องรับเคราะห์ ก็ไม่ได้ทำให้สังคมเป็นธรรมขึ้นมา การรวมตัว เดินขบวน นัดหยุดงาน และกดดันอย่างสันติยังมีพื้นที่อยู่ระหว่างนั้นและพื้นที่ดังกล่าวก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่ประชาชนควรใช้ได้จริง
เหตุการณ์ในฝรั่งเศสมีผู้คน เหตุผล และความเสียหายจริงอยู่เบื้องหลังภาพที่เราเห็น จึงไม่ควรถูกฉกฉวยมาเพียงแง่มุมที่ถูกใจเพื่อยืนยันว่าประชาธิปไตยมีปลายทางนำไปสู่เพลิงนรกอันเลวร้าย หรือว่าการเผาทำลายคือดอกไม้แห่งความหวัง
หากจะเรียนรู้อะไรจากเปลวเพลิงครั้งนี้ ก็ควรมองให้เห็นทั้งเสียงเรียกร้องของผู้คนและชีวิตของผู้ที่ต้องอยู่กับซากความเสียหายหลังไฟดับลงด้วย

