ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ดูเหมือนจะมีข่าวใหญ่ๆ สองข่าว ที่เข้าข่าย “คนละเรื่องเดียวกัน” อยู่พอสมควร
ข่าวแรก คือ ประเด็นที่ กสทช. พยายามกำหนดมาตรการควบคุมดูแล “ผู้ให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ต” (OTT : Over The Top)
แต่จนถึงปัจจุบัน สองยักษ์ใหญ่ในแพลตฟอร์ม OTT อย่างเฟซบุ๊ก และยูทูบ/กูเกิล กลับยังไม่ติดต่อเข้ามาลงทะเบียนกับ กสทช.
นั่นนำมาสู่การขู่แรงๆ เมื่อ กสทช.ได้ร้องขอไปยังเอเยนซี่โฆษณาและบรรดาบริษัทที่ใช้งบฯโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์มากที่สุดในประเทศไทย มิให้ลงโฆษณากับผู้ให้บริการ OTT ที่ยังไม่มาลงทะเบียน
มิฉะนั้น จะเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด-ไม่มีธรรมาภิบาล
ทั้งหมดนี้ ดูกลายจะเป็น “ยาแรง” แต่สุดท้าย น่าเชื่อว่าก่อนเส้นตายวันที่ 22 กรกฎาคม ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องน่าจะหารือจนได้ “จุดประนีประนอมตรงกลาง” ในระดับหนึ่ง เพื่อให้อุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลที่กำลังขยายตัว สามารถเดินต่อไปได้
ขณะเดียวกัน ฝ่าย กสทช.เองก็คงมีการบ้านหลายข้อที่ต้องนำกลับไปคิดใคร่ครวญ
เช่น ถ้าการพยายามกำหนดมาตรการควบคุมดังกล่าวเป็นเกมทางอำนาจกระดานหนึ่ง ทาง กสทช.มีสถานะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เมื่อต้องเจรจาต่อรองกับเจ้าของแพลตฟอร์มที่มีผู้บริโภคอยู่ในมือเป็นจำนวนมหาศาล และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ?
ที่สำคัญ กสทช.คงต้องมีความชัดเจนในตัวเอง ว่าถึงที่สุดแล้ว มาตรการที่ออกมานั้นมีจุดหมายเพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมมากขึ้น และการแสวงหารายได้ที่รัฐ-ประเทศไทยควรจะได้รับ หรือเพราะต้องการควบคุมดูแลเนื้อหา-ภาวะการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดของแพลตฟอร์ม OTT มากกว่ากัน?
ข่าวที่สอง เป็นเรื่องผลกระทบจาก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560
แน่นอนว่าเจตจำนงหลักๆ ของกฎหมายฉบับนี้ (เพื่อจัดระบบแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย) นั้นไม่มีปัญหา
ทว่า ปัญหาที่หลายอุตสาหกรรมเริ่มโอดครวญ ก็คือ การกำหนดโทษปรับที่สูง จนส่งผลกระทบต่อ “สภาพความจริง” ของตลาดแรงงานในไทย
นำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนคนทำงาน เมื่อแรงงานเพื่อนบ้านต่างพากันอพยพกลับประเทศ
นี่จึงเป็น “ทางสองแพร่ง” ระหว่างการต้องจัดระบบแรงงานต่างด้าวตามกฎกติการะหว่างประเทศ และการต้องเผชิญหน้ากับผลกระทบจากความพยายามจะจัดระบบดังกล่าว เมื่อเราต้องพึ่งพาแรงงานต่างประเทศในอัตราที่สูงมาก
การใช้คำสั่งตาม ม.44 อาจช่วยชะลอปัญหาบนทางแพร่งที่เกิดขึ้นได้ชั่วคราว
แต่ท้ายสุด ภาครัฐและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ยังมีการบ้านระยะยาว ซึ่งต้องมามองหา “จุดลงตัว” ระหว่างกฎหมายกับสภาพความเป็นจริงในเรื่องนี้ให้ได้
เรื่อง OTT ก็ดี เรื่อง พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวก็ดี อาจมิใช่การขยายประเด็นเพื่อจะตำหนิหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
แต่ทั้งสองเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกอันกว้างใหญ่
ดังนั้น การเจรจา ปรับประสานต่อรอง และพึ่งพิงซึ่งกันและกัน จึงดูจะมีความสำคัญยิ่งกว่าการจัดการกับปัญหาใดๆ ด้วยมาตรการเด็ดขาด
……………..
ปราปต์ บุนปาน

