
ถ้ามีกำลังซื้อ คุณคือลูกค้า (เหมือนพระเจ้า) ไม่ว่าจะเป็นแรงงานเพื่อนบ้าน หรือเป็นใครจากชายขอบ
แต่ถ้าไม่มีกำลังซื้อ คุณคือคนชายขอบ ไม่มีศักดิ์ศรี และบางทีจะไม่ใช่คน
[ข้อความยกมานี้ ไม่ได้คิดเอง แต่ผมได้ยินไกลๆ จากโทรทัศน์ดิจิตอล แล้วจำมาปรับเพิ่มเติมบ้างนิดหน่อย]
คนไม่เหมือนกัน โลกไม่เหมือนเดิม
“คนไทย ไม่รวย ไม่มีศักดิ์ศรี” นี่เป็นปกติธรรมดาที่รู้กันทั่วไปอยู่แล้วในสังคมไทย ต่อให้เป็นไทยแท้ทั้งแท่งทั้งดุ้น ถ้าไม่รวย ก็ไม่มีศักดิ์ศรี
ตรงข้ามถึงไทยไม่แท้ แม้ไม่ไทยก็ได้ ถ้ารวยซะอย่าง จะได้รับยกย่องเป็นเทพยังไงยังงั้น ดังเห็นทนโท่ทุกวันนี้ทางสื่อมวลชน
“คนไม่ไทย ไม่รวย ไม่ใช่คน” หนักข้อเข้าไปอีก มีให้เห็นทั่วไปทุกวันนี้ โดยเฉพาะพฤติกรรมราชการไทยปฏิบัติต่อแรงงานเพื่อนบ้าน นึกอยากจะทำอะไรก็ทำตามใจเป็นไทยทั้งดุ้น มันจะเดือดร้อนยังไงช่างหัวมัน เพราะ “ไม่ไทย ไม่รวย ไม่คน” เช่น พม่า, เขมร, ลาว
ไหนอวดว่าเป็นชาวพุทธ อยู่เมืองพุทธ? ที่แท้เป็นพวกโกงเงินพุทธ, กินเงินทอนพุทธ, เบียดเบียนดีนักกับชาวพุทธด้วยกัน
แรงงานเพื่อนบ้าน
คนชั้นนำไทยไม่ใส่ใจความเป็นคนของมนุษย์ หรือความเป็นมนุษย์ของคน
เพราะเป็นผู้สถาปนาประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย “แบบเชื้อชาตินิยม” ที่เลือกสรรยกย่องเฉพาะกลุ่มที่เชื่อเองว่าเป็นคนไทย มีความเป็นไทยแท้ ไทยทั้งแท่ง และไทยทั้งดุ้น แล้วกำจัดออกไปคนที่ไม่ไทย โดยเฉพาะเพื่อนบ้าน ที่ไทยผลิตประวัติศาสตร์บาดหมาง สร้างบาดแผลไว้เหวอะหวะ แต่แล้วมีปัญหาจะทำอย่างนั้นต่อไปไม่ได้ เพราะ
- ต้องพึ่งแรงงานเพื่อนบ้าน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคมขนส่ง เช่น รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ
- ต้องแก้ไขการค้ามนุษย์ที่ถูกประณามจากสหรัฐและนานาชาติ ถ้าไม่แก้ไขจะกระทบการส่งออกจำนวนเงินมหาศาล รัฐบาลพังได้ เผด็จการทหารเอาไม่อยู่
ถึงกระนั้นก็แก้ไม่ตก เพราะข้าราชการถูกครอบงำหมดแล้วว่าแรงงานเพื่อนบ้าน “ไม่ไทย ไม่รวย ไม่คน” อันเป็นผลจากประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ไม่จากคนอื่น
บ่าวไพร่
คนไทย ไม่รวย ไม่มีศักดิ์ศรี ถูกเรียกจากมูลนายว่าบ่าวไพร่ ยุคอยุธยาต้องถูกเกณฑ์แรงงานไปรับใช้บ้านมูลนายปีละ 9 เดือน โดยไม่ได้รับค่าจ้างและอาหาร จึงเป็นหน้าที่ลูกเมียต้องส่งข้าวปลาหากินเอง
คนอีสานราว 60 ปีมาแล้ว ถึงหน้าแล้งอีสานแล้งต้องขึ้นรถไฟเข้ากรุงเทพฯ บากหน้าหางานทำชั่วคราว รวบรวมเงินกลับอีสานในหน้าฝนไปทำนา
แต่ไม่มีที่พักพิงในกรุงเทพฯ ต้องอาศัยนอนอยู่สถานีหัวลำโพงแน่นขนัด ถูกมองเหมือนฝูงสัตว์ในกรงเหล็กจากเจ้าหน้าที่และคนกรุงเทพฯ ยุคนั้น
ไม่ใช่คน
คนกลุ่มหนึ่งมีวัฒนธรรมก้าวหน้า มองคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีวัฒนธรรมไม่ก้าวหน้า ว่าไม่เป็นคนหรือไม่มีศักดิ์ศรี เป็นพฤติกรรมมีทุกแห่งในโลก และมีทุกยุคทุกสมัยจนปัจจุบัน (ซึ่งควรลด, ละ, เลิกได้แล้ว)
ชาวชมพูทวีป (อินเดียโบราณ) เรียกคนพื้นเมืองในอุษาคเนย์และไทยเมื่อพันๆ ปีมาแล้วว่า นาค (เป็นภาษาตระกูลอินโด-ยุโรป) แปลว่า เปลือย, คนเปลือยเหมือนงู (ไม่มีขน)
เพราะคนพื้นเมืองล้าหลังทางวัฒนธรรมกว่าคนชมพูทวีป เห็นได้จากคน พื้นเมืองนุ่งเตี่ยวหุ้มอวัยวะเพศเท่านั้น นอกนั้นเปลือยเปล่า แต่คนชมพูทวีปมีเสื้อผ้านุ่งห่มคลุมร่างกายทั้งตัว (ดูจากการครองจีวรของพระสงฆ์)
ชาว (จีน) ฮั่น เรียกคนไม่จีน ไม่ฮั่น เป็นพวกเหี้ย ว่า ฮวน, หมาน แปลว่า ป่าเถื่อน, คนป่า
เป็นเหตุให้พวกฮวน, หมาน กลุ่มหนึ่งตอบโต้โดยเรียกตัวเองว่า ไต หรือ ไท เท่ากับตะโกนก้องฟ้าว่า กูเป็นคนโว้ย (ไต, ไท แปลว่า คน) ไม่ใช่เหี้ย
พวกไต-ไท (ไทย) ก็เรียกคนอื่นอย่างดูถูกเหยียดหยามว่า ข่า (แปลว่า ขี้ข้า), ส่วย (แปลว่า ขี้ข้า), ม้อย (แปลว่า ผี, ไม่คน), เย้า (แปลว่า ผี, ไม่คน) ฯลฯ
