ชะตากรรมของกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับคือ พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ…..กับพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ….ยังมีเรื่องราวที่น่าจับตาติดตามต่อไป จนกว่าจะเกิดผลในทางปฏิบัติจริง หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ถึงแม้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะลงมติให้ความเห็นชอบ วาระ 3 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 แล้วก็ตาม ยังมีผุู้เห็นแย้งว่ากระบวนการบัญญัติกฎหมายอาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 77 เกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นในการตรากฎหมาย และอาจจะนำไปสู่การเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
ฝ่ายที่เห็นแย้งและออกมาท้วงติงต่อสาธารณะ ได้แก่ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ถึง 2 ประเด็น คือ การรับฟังความคิดเห็นที่กระทำก่อนรัฐธรรมนูญจะถูกบังคับใช้ถือว่าไม่ชอบ ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับผ่านคณะรัฐมนตรีวันที่ 14 มีนาคม 2560 ขณะที่รัฐธรรมนูญประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 6 เมษายน 2560 กับการรับฟังความคิดเห็นที่ทำขึ้นไม่กว้างขวางทั่วถึง คนไทยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมเพียงพอ ควรจะจัดเป็นเวทีขนาดใหญ่และแถลงให้ทราบทุกขั้นตอน
ความเห็นแย้งดังกล่าวคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สื่อในแนวทางเดียวกันว่า การให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งในกระบวนการร่างกฎหมายและตอนจัดทำยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้ค่อนข้างน้อยมาก รัฐบาลอาจอ้างเรื่องระยะเวลาที่ถูกจำกัด ถ้าไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพียงพอ ยุทธศาสตร์นั้นก็จะเป็นของผู้เขียน
ที่น่าสนใจ คือทรรศนะที่มีต่อการจัดทำยุทธศาสตร์ที่ว่า “ผมไม่ค่อยเชื่อในแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะผมเห็นว่าโลกปัจจุบันนี้ทำอย่างนั้นมันยาก แต่เมื่อมีก็ต้องหาทางให้เกิดเจตนารมณ์ร่วมของสังคม ยุทธศาสตร์จึงจะเดินได้อย่างต่อเนื่อง”
“ยุทธศาสตร์ชาติเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะใช้กำกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะะกำกับนโยบายของพรรคการเมืองซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับผู้ร่างยุทธศาสตร์มอง ภาระจึงตกหนักที่ผู้ร่างว่าจะทำอย่างไรให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของประเทศ และไม่เป็นอุปสรรคต่อรัฐบาลชุดต่อๆ ไป ซึ่งเขามีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาของประเทศและบางครั้งต้องใช้นวัตกรรมในเชิงนโยบาย”…
ส่วนความเห็นอีกด้าน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย คงต้องอ้างถึงคำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายมาตลอด การทำกฎหมายทุกฉบับมีการรับฟังความคิดเห็น ทั้งใน สปท.มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นตั้งแต่เริ่มร่าง เมื่อถึงเวลามาพิจารณาในชั้น สนช.ก็เปิดรับฟังผ่านเว็บไซต์ ยูทูบ และสื่อต่างๆ ถือเป็นการรับฟังความเห็นอยู่แล้ว
ครับ ที่ผมยกเอาความเห็นต่างทั้งสองฝ่ายมาฉายซ้ำ ก็เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการติดตามความเป็นไปว่า สุดท้ายแล้วจะลงเอยอย่างไร กฎหมายจะถูกปรับแก้ไขอีกหรือไม่ หรือจะถูกบังคับใช้เนื้อหาสาระเป็นไปตามที่รัฐบาลเสนอ เป็นกฎหมายที่มีผลต่อการบริหารจัดการประเทศตั้งแต่ขณะนี้จนถึงอนาคตที่รัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้ง
โดยเฉพาะรัฐบาลที่ไม่ได้เป็นผู้จัดทำยุทธศาสตร์และแผนการปฏิรูปต่างๆ จะมีท่าที วิธีการจัดการกับความเห็นต่างอย่างไร ทั้งกระบวนการจัดทำ และตัวเนื้อยุทธศาสตร์ ตัวแผนปฏิรูปทุกด้าน
เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ การปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติจะต้องดำเนินการในทันที คณะรัฐมนตรีจะต้องแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน 17 คนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 34 คน จากนั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ วาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ซึ่งจะต้องตกลงกันก่อนว่าจะตั้งคณะเดียวหรือหลายคณะ ถ้าหลายคณะก็มีจำนวนมากขึ้น โดยจะต้องจัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีจะแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน คณะละไม่เกิน 14 คนรวมทั้งประธาน ถ้าตั้งเต็มคณะ 11 คณะ ก็จะมีผู้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ทำภารกิจนี้รวมทั้งสิ้นกว่า 150 คน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี
คิดจำนวนผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 200 คน คณะบุคคลเหล่านี้จะปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะครบวาระ
มองในแง่บวกสำหรับรัฐบาลใหม่ที่มาภายหลังการเลือกตั้งก็เป็นเรื่องดีที่มีคณะบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยทำงาน ทำการบ้านล่วงหน้าไว้ให้แล้วไม่ต้องเหนื่อยมาก แต่หากมองอีกด้านเกิดเห็นต่างหรือเห็นตรงกันข้าม เฉพาะแค่ประเด็นเรื่องกลไกหรือตัวบุคคล ขึ้นมาอยากปรับปรุงเปลี่ยนแปลง จะเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาจนกระทบต่อการบริหาร จนถึงเสถียรภาพหรือไม่
รวมเลยไปถึงประเด็น ตัวเนื้อหา ยุทธศาสตร์ แผนปฏิรูปด้านต่างๆ ที่จะต้องเปิดรับความคิดเห็นอย่างทั่วถึงกว้างขวาง คงมีข้อโต้แย้งถกเถียง เห็นต่างกันไม่น้อยอีกเช่นกัน
พรรคการเมืองที่หวังจะกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้งคงหนักใจพอสมควร จะจัดการอย่างไร โดยไม่โทษคนเก่าที่มอบมรดกเอาไว้…
สมหมาย ปาริจฉัตต์

