หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไทยพบพม่า : ค...

ไทยพบพม่า : ความเกรงใจแบบสุดลิ่มกับสังคมและวัฒนธรรมการเมืองแบบทิ่มประตูของพม่า : โดย ลลิตา หาญวงษ์

7.07.17 | 13:30 น.

เราชาวไทยมักจะได้ยินสุภาษิตที่ว่า “ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี” อยู่บ่อยๆ ใช่ไหมคะ แต่ผู้อ่านเคยรู้สึกไหมว่าบางครั้งความเกรงใจที่มากเกินไปมันก็ทำให้เราอึดอัดได้ คอลัมน์ “ไทยพบพม่า” ในสัปดาห์นี้จะพาไปทำความรู้จักกับมารยาทของชาวพม่าอย่างหนึ่งที่ใกล้เคียงกับความเกรงใจอย่างที่เราคุ้นเคยกัน แต่ต้องออกตัวเสียก่อนว่ายังไม่เคยมีใครทำวิจัยหรือเขียนถึงประเด็นนี้อย่างจริงจังมาก่อน แต่กลับเป็นประเด็นที่ชาวต่างชาติที่ศึกษาเรื่องพม่ามองว่าเป็นจริตที่น่าสนใจที่สุดของคนพม่า และชาวต่างชาติเหล่านี้ (รวมทั้งผู้เขียนด้วย) ก็มักจะมีมุมมองเกี่ยวกับวัฒนธรรมความเกรงใจของชาวพม่าต่างๆ กัน แต่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

จริตหรือมารยาทแบบพม่าที่จะขอพูดถึงในสัปดาห์นี้เรียกว่าอาการ “อ๊านาเด่” (กริยา) คำว่า “อ๊านา” คือคำเดียวกับคำว่า “อานา” ใน “อานาปานัสสติ” ที่แปลว่าลมหายใจเข้าออก ถ้าจะแปลแบบไทยๆ ก็คงจะแปลว่าความรู้สึกเกรงใจดังที่ได้เกริ่นไป แต่ความเกรงใจแบบพม่ามันมีมากกว่าความเกรงใจแบบไทยและเป็นวัฒนธรรมที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกๆ อณูของสังคมพม่าเลยน่ะสิคะ ชาวพม่ามักพูดประโยคว่า “อ๊านาเด่” เมื่อเขารู้สึกเกรงใจ รู้สึกผิด หรือบางทีเมื่อต้องการบังคับเราในทางอ้อมก็จะพูดว่า “อ๊านาเด่” เพื่อให้เรารู้สึกเกรงใจเขากลับ ฟังดูงงๆ ใช่ไหมคะ ยกตัวอย่างเมื่อท่านไปรับประทานอาหารที่บ้านชาวพม่า โดยปกติเจ้าบ้านฝ่ายหญิงจะเป็นผู้จัดการปรุงอาหารหรืออย่างน้อยต้องเลือกอาหารมาต้อนรับเรา แน่นอนว่าเจ้าบ้านย่อมอยากให้แขกเอ็นจอยกับอาหารที่พวกเขาตั้งใจทำ เมื่อข้าวจานแรกหมดไป ท่านจึงจะได้ยินเสียงเรียกร้องจากเจ้าบ้านให้เติมข้าวและรับประทานอาหารให้มากที่สุด ผู้เขียนเคยอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ต้องรับประทานข้าวถึง 3 จาน เพราะเจ้าบ้านคะยั้นคะยอ เมื่อเรากล่าวกับเจ้าบ้านว่า “อ๊านาเด่” คือเกรงใจที่เจ้าบ้านต้องเป็นธุระทำกับข้าวและตักข้าวให้ (แต่จริงๆ คืออิ่มแล้ว) คำตอบที่จะได้ยินตามมาอย่างแน่นอน คือ “อ๊ามะนาบาเน่ะ” หรือที่แปลว่า “อย่าเกรงใจเลย”

ที่ผู้เขียนยกตัวอย่างเหตุการณ์นี้ขึ้นมาเพื่อจะชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าความเกรงใจหากมีมากเกินไปนั้นสร้างความอึดอัดทั้งกับผู้รับและผู้ส่งสารอยู่พอสมควร มีเพื่อนชาวไทยผู้หนึ่งเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า จู่ๆ ลูกจ้างชาวพม่าของเขาก็หายตัวไป ไม่มาทำงาน และไม่สามารถติดต่อได้ เมื่อตามตัวได้จึงได้ทราบว่าลูกจ้างต้องการลาออก แต่มีความรู้สึก “อ๊านาเด่” จึงตัดสินใจออกจากงานแบบเงียบๆ โดยไม่บอกไม่กล่าว เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติที่จัดขึ้นโดย Association for Asian Studies (AAS) ณ กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับนักวิชาการชาวต่างชาติที่สนใจวัฒนธรรมและการเมืองพม่าเช่นเดียวกัน

ผู้เขียนได้แลกเปลี่ยนกับ จอห์น บูคานัน นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน และอดีตนักหนังสือพิมพ์ของสำนักข่าวอิระวดี ว่าด้วยการเมืองพม่าในปัจจุบัน และบทบาทของ ด่อ ออง ซาน ซูจี ที่ดูเหมือนจะได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงหลัง และอาจจะเป็นความเงียบงันของเธอมากกว่าสิ่งอื่นที่ทำให้คนทั่วโลกรู้สึกไม่พอใจกับท่าทีของเธอ จอห์นกับผู้เขียนมองคล้ายๆ กันว่าความเงียบที่ด่อ ออง ซาน ซูจี นำมาใช้นี้เป็นความตั้งใจ ไม่ใช่เพราะเธอไม่ทราบว่าจะตอบสื่อต่างชาติอย่างไร แต่เป็นเพราะเธอมีวิญญาณความเป็นชาวพม่า และมีจริตกับอาการ “อ๊านาเด่” อยู่เต็มตัว

ในยุคหลังๆ เราไม่ค่อยได้เห็นประธานาธิบดีถิ่น จอ และด่อ ออง ซาน ซูจี ออกงานคู่กัน เพราะทั้งคู่รู้สึก “อ๊านาเด่” ซึ่งกันและกันหรือไม่?

วัฒนธรรม “อ๊านาเด่” จึงไม่สามารถแปลเป็นภาษาไทยว่าอาการเกรงใจได้แบบครอบคลุมทั้งหมด เพราะ “อ๊านาเด่” ยังรวมอาการพะวง และอาการกลัวการทำผิด ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกตำหนิติเตียน หากไม่ใช่การอยู่นิ่งๆ ก็เป็นการหนีปัญหาไปเสียดื้อๆ เพราะนักการเมืองพม่าเรียนรู้ว่าการอยู่นิ่งๆ นั้นปลอดภัยกว่าการออกมาให้ความเห็นอย่างโฉ่งฉ่าง สังคมพม่าในยุคปฏิรูปมีสื่อที่วิพากษ์รัฐอย่างออกรสออกชาติ และมีสื่อจำนวนน้อยมากที่ยังคงเชียร์กองทัพและระบอบอำนาจนิยม ที่ผ่านมา เราจะเห็นคนในพรรคเอ็นแอลดีออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อน้อยมากเมื่อเทียบกับไทย แต่แทบทุกครั้งที่ออกมาให้สัมภาษณ์ก็มักจะมีการปะทะกันกับสื่อ ซึ่งเป็นเหตุให้ภาพลักษณ์ของเอ็นแอลดีดูแย่ลง แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังศรัทธาพรรคเอ็นแอลดีและด่อ ออง ซาน ซูจี ต่อไป อาจจะเป็นเพราะ “อ๊านาเด่” หรือเกรงใจด่อ ซุ้อันเป็นที่รักของพวกเขาอีกนั่นแหล่ะ

Advertisement

หากจะโยงเข้ากับวัฒนธรรมแบบพุทธ “อ๊านาเด่” อาจจะคล้ายกับหลักหิริโอตตัปปะหรือการละอายและความกลัวต่อบาป แต่ต้องย้ำว่าเป็นความกลัวและละอายต่อบาปเฉพาะในบางเรื่อง หลายคนเคยถามผู้เขียนว่าเหตุใดจึงเห็นนายพลระดับสูงอย่าง นายพลตาน ฉ่วย หรือแม้แต่ นายพลเน วิน บริจาคเงินสร้างเจดีย์ ทั้งๆ ที่ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง นายพลเหล่านี้ใช้ความรุนแรงเพื่อกำจัดคนที่คิดต่างไปมากมาย คำตอบอาจจะอยู่ในความรู้สึก “อ๊านาเด่” ของพวกเขา แต่ “อ๊านาเด่” ในกรณีนี้อาจไม่ใช่ความรู้สึกเกรงใจ แต่อาจจะเป็นความรู้สึกผิด หรืออาจเป็นเพียงการสร้างเจดีย์เพียงเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเป็นพุทธมามกะที่ดีก็ได้

สังคมพม่าที่ผู้เขียนสัมผัสมาในห้วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายอย่างเกิดขึ้น แต่อาการ “อ๊านาเด่” นี้ยังคงอยู่ เป็นอาการของคนที่อยากเห็นการปฏิรูปและอนาคตที่ดีกว่า แต่ลึกๆ แล้วก็กลัวความเปลี่ยนแปลง เกรงว่าจะมี “มือที่มองไม่เห็น” จากภายนอกประเทศเข้ามาแทรกแซง และคิดไปต่างๆ นานา ว่าความเปลี่ยนแปลงจะไปกระทบกับคุณค่าและค่านิยมที่เขาเชื่อถือ นอกจากนี้ ภายในรัฐบาลเอง ความเกรงใจที่นักการเมืองแต่ละคนต่างรู้สึก “อ๊านาเด่” นี้สร้างความอึดอัดในพรรคเอ็นแอลดีอย่างรุนแรง จนทำให้เมื่อเดือนก่อนๆ ต้องมีการเรียกประชุมคนในพรรคในเขตย่างกุ้งเพื่อมาปรับความเข้าใจให้ตรงกัน เพราะเมื่อคนในพรรคไม่คุยกัน ก็จะเกิดการ “มโน” หรือการนึกไปเรื่อยว่าคนนี้เป็นศัตรูกับคนนั้น หรือคนนั้นไม่ชอบคนนี้

ผู้เขียนมองว่าวัฒนธรรมแบบ “อ๊านาเด่” นี้เป็นภาพสะท้อนการเมืองในพม่าได้อย่างดี อย่างที่ทราบกันว่ารัฐบาลพม่าในปัจจุบันมีพรรคเอ็นแอลดีเป็นหัวเรือใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีตัวแทนจากกองทัพที่เข้าไปนั่งในสภาโดยอัตโนมัติโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งถึงร้อยละ 25 และยังไม่รวมนอมินีจากพรรคอื่นๆ ที่กองทัพให้การสนับสนุน ตัวแทนของชนกลุ่มน้อย ฯลฯ แต่ละฝ่ายล้วน “อ๊านาเด่” ซึ่งกันและกัน หรือเรียกง่ายๆ ว่า “แทงกั๊ก” ต่างฝ่ายต่างสงวนท่าทีของตนและต้องการรักษาผลประโยชน์ของฝั่งตนมากที่สุด การเมืองในลักษณะนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชในปี 1948 (พ.ศ.2491) แล้ว และสร้างความโกลาหลให้กับรัฐบาลพม่าจนไม่เป็นอันพัฒนามาหลายสิบปี และเป็นข้ออ้างให้กองทัพต้องเข้ามาแทรกแซงในรัฐประหารปี 1962 (พ.ศ.2505) ในที่สุด

ลลิตา หาญวงษ์
[email protected]