หน้าแรก คอลัมนิสต์ คอลัมน์ จิตวิ...

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์ : ปัญญาประดิษฐ์กับจิตอวตาร

8.07.17 | 13:15 น.

ในภาพยนตร์เรื่องเดอะ เมทริกซ์ นีโอค้นพบว่าโลกที่เขาเข้าใจว่าเป็นโลกแห่งความจริง แท้จริงแล้วเป็นเพียงโลกที่ถูกจำลองขึ้นโดยคอมพิวเตอร์ จิตใจของเขาเชื่อมต่ออยู่กับระบบคอมพิวเตอร์และทำให้เข้าใจว่ากำลังทำอะไรทั้งหลายทั้งปวง ทั้งๆ ที่ร่างกายจริงๆ ของเขานอนอยู่ในสารละลายที่เอาไว้ผลิตไฟฟ้า ร่างกายจริงๆ ของเขามีประโยชน์แค่เพียงเป็นแบตเตอรี่ผลิตพลังงานไว้ป้อนเพื่อใช้งานในโลกแห่งความจริงเท่านั้น

คำถามก็คือจิตสามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากร่างกายหรือไม่? หรือคำถามที่ดีกว่านั้นก็คือ ร่างกายเราสัมพันธ์อย่างไรกับจิต? ในปี 2004 นักวิทยาการการรู้ได้ทำการทดลองที่เรียกกันว่า “การทดลองมือยาง” ซึ่งเป็นการทดลองที่ง่ายๆ จนเราอาจจะทำเองที่บ้านได้ วิธีการก็คือให้ให้เอาถุงมือยางมายัดสำลีวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นเอามือของเราวางข้างกัน หาอะไรมาบังระหว่างมือทั้งสอง ทำให้เราเห็นเฉพาะมือยาง แล้วให้เพื่อนช่วยเอาพู่กันมาปัดถูที่มือยางและมือของเราในตำแหน่งเดียวกันไปพร้อมๆ กัน นักวิจัยบอกว่าภายในเวลาไม่นาน สองคนในสามคนจะเริ่มคิดว่ามือยางกลายไปเป็นมือของเขาจริงๆ และถ้าในขณะนั้นมีใครแอบเอาค้อน หรือมีด มาแทงเข้าไปที่มือยางโดยไม่ให้เรารู้ตัว เขาพบว่าเราส่วนใหญ่จะรู้สึกตกใจ และบางคนอาจจะรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณที่มือยางถูกทุบ

การทดลองนี้บอกอะไรกับเรา มันเป็นไปได้อย่างไรที่จิตของเราซึ่งอยู่คู่กับร่างกายของเรามานานอย่างน้อยก็ตั้งแต่เราจำความได้ จะ “ใจง่าย” ถึงกับไปขี้ตู่เอาถุงมือยางที่ไหนไม่รู้มาเป็นร่างกายเราจากการแค่เอาพู่กันมาถูๆ ไถๆ สองนาที มันเป็นไปได้ไหมว่าการทดลองนี้ยืนยันการมีอยู่ของสักกายทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน หมายถึงอีโก้ของเรามีแนวโน้มที่จะขี้ตู่ว่าอะไรๆ เป็นของเราแม้กระทั่งถุงมือยางที่ปราศจากเลือดเนื้อ หรือถ้าให้เป็นเมตาฟิสิกส์กว่านั้นก็คือ หรือการทดลองนี้จะสามารถอธิบายเรื่องของการถอดจิต อย่างที่เราเคยได้ยินกันมาบ้าง คือการที่ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์สามารถถอดจิตไปอยู่ในร่างกายของสัตว์ มองเห็นผ่านสายตาของนกอินทรีที่บินสูงลิบ กระทั่งสามารถที่แปลงกายไปเป็นสัตว์ต่างๆ ถ้าหากจิตของเรามีลักษณะที่ลื่นไหลและเข้า “ครอบครอง” แม้กระทั่งสิ่งของได้ ปาฏิหาริย์ที่เราเคยได้ยินได้ฟังมาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนี้ หรือการทรงเจ้าเข้าผี

อาจจะมีเสี้ยวส่วนของความเป็นจริงอยู่มากกว่าที่เราอยากจะยอมรับ ..

ต่อมามีการทดลอง “มือยาง” แบบที่ไม่ใช้แม้กระทั่งมือยางเลย โดยทำการทดลองเหมือนเดิม แต่แทนที่จะใช้พู่กันถูที่มือยาง แต่ครั้งนี้เป็นการถูบนอากาศ ใช่ครับ ถูอากาศลอยๆ มันบ้ามากครับที่ผลการทดลองบอกว่าคนเราก็เข้าใจผิดคิดว่าอากาศเป็นมือเราเช่นกัน เวลาเอามีดมาแทงที่อากาศก็รู้สึกเครียดไปด้วย โดยวัดจากเครื่องสแกนสมอง MRI ไม่ใช่เดามั่วๆ ส่วนแขนข้างจริงของเรา นักวิจัยพบว่าบริเวณแขนข้างนั้นมีอุณหภูมิลดลง สัญญาณทางประสาทอะไรต่างๆ ก็ลดลง ราวกับว่าเรากำลังชัตดาวน์แขนข้างนั้นลง ดังนั้น การที่เราเห็นว่ามือยางไม่ขยับก็มีส่วนทำให้เราไม่สามารถขยับมือจริงๆ ของเราได้ แต่นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหา เพราะแขนจริงๆ ของเรายังมีอยู่ครบ แต่ด้วยความเข้าใจผิดของอีโก้ ทำให้มันใช้ไม่ได้ไปด้วย คนมักจะพูดกันว่าจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว แต่การทดลองนี้ทำให้เห็นว่าถ้าจิตเป็นนายก็เป็นนายที่แย่มาก เพราะเป็นเจ้านายที่ไม่สามารถจะรับรู้เรื่องราวตามความเป็นจริงได้ (คล้ายๆ กับเจ้านายจริงๆ ของบางคน) แถมยังเห็นผิดเป็นชอบ และถูกหลอกได้ง่ายมาก

Advertisement

กลับมาที่ภาพยนตร์เรื่อง เดอะ เมทริกซ์ ถ้าเราดูความก้าวหน้าในปัจจุบัน ที่เร็วๆ นี้ ซีอีโอของบริษัทเทสลาออกมาประกาศว่า จะทำโครงการที่เรียกว่า Neuralink ซึ่งจะเชื่อมโยงสมองมนุษย์เข้ากับระบบประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ของคอมพิวเตอร์ ทำให้มนุษย์สามารถสั่งการสิ่งต่างๆ ผ่านการคิดได้โดยตรง นั่นหมายถึงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์อาจจะเป็นความจริงได้ในอนาคตอันไม่ไกลจนเกินไป ถ้าอีโก้ของเรามีความสามารถที่จะปรับเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ และถูกหลอกได้ง่ายๆ ต่อไปผู้พิการก็คงสั่งงานแขนเทียม ขาเทียมได้และสามารถรู้สึกได้เสมือนว่ามันเป็นแขนขาของเขาจริงๆ เมื่อการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องจักรกับจิตเป็นไปได้จริง ความต้องการผู้ที่ฝึกฝนจิตให้มีพลังสมาธิในระดับสูงๆ ก็คงจะต้องเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว คล้ายกับกลุ่มผู้มีพลังจิตในสถาบันสถาปนาแห่งที่สองในนวนิยายของอาซิมอฟ

เรื่องการฝึกจิตอาจจะย้อนกลับมาเป็นแฟชั่นในอีกร้อยปีข้างหน้า หลังจากที่เทคโนโลยีทางด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์รุ่งเรืองขึ้นถึงขีดสุด ..  

ต่อเนื่องจากเรื่องการทดลองมือยาง นักปรัชญาและนักวิทยาการรับรู้ชาวเยอรมัน โธมาส เมตซิงเกอร์ มักจะยกตัวอย่างเรื่องผู้หญิงชาวสวิสซึ่งเกิดมาโดยไม่มีรยางค์ของร่างกาย หมายถึงเธอเกิดมาโดยไม่มีแขนและขา แต่เธอกลับบอกกับใครๆ ว่าเธอสามารถรู้สึกได้ถึงขาและแขนของเธอ เธอสามารถเอานิ้ว (ที่ไม่เคยมีของเธอมาแตะกันได้) นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองและพิสูจน์ว่า “รยางค์เงา” (phantom limps) นั้นมีอยู่จริง เพราะเมื่อเธอขยับอวัยวะเงา มีบางส่วนในสมองเกิดปฏิกิริยาและสามารถวัดค่าได้โดยผ่านเครื่องสแกน

เรื่องนี้บอกอะไรกับเรา มันเป็นไปไม่ได้เลยใช่ไหมที่คนไม่มีแขนทั้งสองข้างตั้งแต่กำเนิดจะสามารถรับรู้ความรู้สึกของแขนหรือนิ้วได้ จะบอกว่าเขารู้สึกเพราะเทียบเคียงความรู้สึกเมื่อเธอเห็นคนอื่นมีแขนและนิ้วก็คงจะไม่ได้ เพราะสัญญาณคลื่นสมองก็ได้แสดงให้เห็นว่าเธอได้ใช้สมองส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในการขยับรยางค์เงาของเธอ เรื่องนี้จะเป็นไปได้ไหมว่ามีสิ่งที่เรียกว่า “วิญญาณ” ซึ่งมีรูปทรงแบบเดียวกับเราที่เรียกว่า “กายละเอียด” หรือ “กายทิพย์” อยู่ ถึงแม้เราจะเกิดมาโดยไม่สมประกอบ แต่กายทิพย์ของเรากลับสมประกอบ

วิทยาศาสตร์ทางจิตที่อิงพุทธศาสนาขั้นเมตาฟิสิกส์บอกกับเราว่า จิตมีลักษณะเกิดดับอย่างรวดเร็ว และวิญญาณที่ล่องลอยไปในลักษณะอาตมันนั้นไม่มีอยู่จริง แต่เป็นคติความเชื่อที่ผิดของศาสนาพราหมณ์ แต่ในกรณีของหญิงชาวสวิสผู้นี้ คำอธิบายเรื่องจิตในแนวทางพุทธศาสนาขั้นควอนตัมดูจะมีปัญหาเสียแล้ว เพราะเธอไม่มีสิ่งที่เรียกว่า โผฏฐัพพารมณ์ หรือเป็นอารมณ์ที่มาทางกาย ซึ่งในทางพุทธศาสนาทำให้เราสามารถรับรู้ความแข็งอ่อนของสิ่งที่กระทบสัมผัสร่างกาย รวมทั้งอุณหภูมิเย็นหรือร้อน

หญิงผู้นี้ไม่มีแขนขาตั้งแต่กำเนิด ดังนั้น เธอไม่ควรจะมี “จิตเกิด” ในจุดที่ไม่มีร่างกาย ดังนั้น ในทางพุทธศาสนาซึ่งมองว่าสมองไม่ใช่จิต และเชื่อว่าสมองเป็นเพียงทางผ่านหรือเป็นผลจากการทำงานของจิต ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถวัดค่าทางไฟฟ้าของสมองเมื่อเธอขยับรยางค์เงาของเธอ หากปราศจากการเกิดขึ้นของจิต ณ บริเวณที่ควรจะเป็นร่างกายของเธอแต่ไม่มีอยู่จริง นั่นหมายถึงเธอไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเป็นกายปสาทรูปในบริเวณร่างกายส่วนที่เธอขาดไปตั้งแต่กำเนิด เพราะกายปสาทรูปจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าปสาทรูป 5 ซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน เมื่อมันไม่มีตั้งแต่กำเนิดก็ต้องเป็นผลของการทำงานของกรรม

การทดลองดังกล่าวจึงท้าทายความเชื่อที่ฐานรากของพุทธศาสนาไปจนถึงเรื่องกรรมเลยทีเดียว ..

กลับมาที่การศึกษาของเมตซิงเกอร์ ผมนึกไปถึงภาพยนตร์เรื่อง Skins (2017) ของเอดูอาร์โด กาซาโนวา ซึ่งมีเด็กชายผู้รังเกียจขาทั้งสองข้างของตัวเอง เขาจึงพยายามจะเอามีดไปกรีดมันออก ในที่สุดเขาสมหวังเพราะถูกรถทับขาทั้งสองข้างจนมันแบนแต๋ ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เขาเสียเลือดจนตาย (อย่างมีความสุข) เหตุที่เขาอยากจะตัดขาทั้งสองข้างออกก็เพียงเพราะพ่อที่หย่าขาดจากแม่สักรูปนางเงือกเอาไว้ตรงแขน และเขาอยากจะมีขาเหมือนนางเงือก ก็แค่นั้น มันเป็นตลกร้าย แต่ก็มีคนที่เป็นโรคนี้อยู่จริง คือผู้ที่รู้สึกว่าอวัยวะบางส่วนในร่างกายไม่ได้เป็นของของเขา และพยายามที่จะกำจัดมันออกไป โรคนี้มีชื่อว่า BIID (Body integrity identity disorder) ซึ่งสาเหตุของโรคยังไม่เป็นที่แน่ชัด ความรู้ในเรื่องการแมปปิ้งร่างกายของเมตซิงเกอร์จะสามารถนำมาช่วยผู้ป่วยที่มีอาการแบบนี้ได้หรือไม่ ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก
ผลการทดลองใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการการรู้อาจจะกำลังจะสร้างสภาวะการล่มสลายของความรู้เก่าๆ และเปิดทางไปสู่ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงทำให้เราได้แนวทางใหม่ๆ ที่จะไปประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มันอาจจะขุดรากถอนรื้อองค์ความรู้ตั้งแต่ฐานรากด้วยการตั้งคำถามเชิงปรัชญาและศาสนาในแบบที่เราคาดไม่ถึง แต่ก็ไม่แน่ว่า คำตอบอาจจะเป็นการตอกย้ำในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วแต่ไม่เคยเชื่อว่าเป็นจริงก็ได้

ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat
สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์