ดูจากความเป็นมาแล้ว การปฏิรูปตำรวจที่กำลังจะเริ่มดำเนินการโดยคณะกรรมการที่ ครม.เพิ่งอนุมัติแต่งตั้งออกมา 36 คนนั้น จุดเริ่มต้นมาจากการผลักดันของกลุ่มที่มีเป้าหมายแฝงเร้นทางการเมือง ด้วยความแค้นเคืองที่ตำรวจเป็นอุปสรรคอย่างมาก ในช่วงเคลื่อนไหวมวลชนเพื่อล้มรัฐบาลเลือกตั้ง
จนเมื่อประเทศเข้าสู่ยุคปฏิรูปโดยยังไม่ต้องมีเลือกตั้ง ก็เร่งผลักดันให้ตำรวจต้องโดนปฏิรูป หวังจะผ่าตัดให้เป็นชิ้นๆ ไม่ใช่องค์กรเข้มแข็งใหญ่โตอีกต่อไป
สุดท้ายก็ผลักเข้าไปไว้ในรัฐธรรมนูญ ด้วยการเขียนไว้เลยว่า จะต้องมีการปฏิรูปตำรวจภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าจะต้องเสร็จในวันที่ 6 เมษายน 2561 หรืออีก 9 เดือน
รัฐบาล คสช.เลยต้องมานั่งเฟ้นหาคนมาทำหน้าที่นี้เพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้
ต้องหาคนที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ สุจริต เที่ยงธรรม ที่ไม่เคยเป็นตำรวจมาก่อน มาเป็นประธาน
ส่วนกรรมการที่เป็นตำรวจหรืออดีตตำรวจชุดหนึ่ง และกรรมการที่ไม่ใช่ตำรวจอีกส่วนหนึ่ง ฝ่ายละ 15 คนเท่าๆ กัน
รวมเข้ากับกรรมการโดยตำแหน่งอีก 5 คน ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดมหาดไทย ปลัดยุติธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และอัยการสูงสุด
เลยออกมาเป็นคณะกรรมการรวม 36 คน ที่เพิ่งเป็นข่าวเกรียวกราว
โดยเฉพาะประธาน เมื่อกำหนดว่าต้องไม่ใช่ตำรวจ ก็เลยเอาอดีตทหาร พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด มานั่งเสียเลย
แต่ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรกับกรรมการฝ่ายตำรวจ เพราะแม้จะมาจากทหาร แต่ก็เป็นนายทหารที่นุ่มนวล มีเหตุผล หูตาเปิดกว้าง
โดยภาพรวมแล้ว ดูจากการจัดตัวกรรมการ 36 ชื่อ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเคาะชื่อเอง น่าจะทำให้การปฏิรูปตำรวจออกมาในแนวกลางๆ ไม่สุดโต่ง
ไม่ถึงขั้นหั่นตำรวจให้เล็กลง เช่น กลายเป็นตำรวจจังหวัด กระจัดกระจายออกไป
ไม่ถึงกับผ่าตัดใหญ่ชนิดออกมาเป็นคนละเรื่องกับโครงสร้างปัจจุบัน แทบจำหน้าเดิมไม่ได้ อะไรขนาดนั้น
ด้านหนึ่งเมื่อเอ่ยคำว่าต้องปฏิรูปตำรวจ ชาวบ้านส่วนใหญ่ย่อมต้องเห็นด้วย เพราะชีวิตประจำวันต้องกระทบกับตำรวจตลอดเวลา
แต่อีกด้านหนึ่ง ต้องดูความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นด้วย ปฏิรูปแล้ว จะส่งผลกระทบให้การดูแลทุกข์สุขประชาชนด้อยลงไปหรือไม่
เป้าหมายการปฏิรูป จึงควรจะมุ่งทำให้ตำรวจอยู่ในกรอบคุณธรรม สุจริต แต่ก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินประชาชนที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ความเป็นธรรมที่จะเกิดกับชาวบ้าน ความปลอดภัยปราศจากโจรผู้ร้ายคุกคามชาวบ้าน ต้องเป็นเป้าหมายสำคัญสุด
อย่างเช่น ที่พูดกันเป็นสูตรสุดยอดว่า การปฏิรูปตำรวจนั้น ต้องแยกงานสอบสวนออกไป
เรื่องแบบนี้ ควรฟังข้อมูลจากคนที่ปฏิบัติจริง มาประกอบกันด้วย
พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย เลขาธิการสมาคมพนักงานสอบสวน เคยโต้แย้งประเด็นแยกงานสอบสวนออกไปว่า
เท่ากับจะมีการตั้งหน่วยงานมารับงานสอบสวนคดีอาญาขึ้นมาใหม่ ซึ่งประชาชนจะได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น การรับแจ้งความจากชาวบ้าน หน่วยงานใหม่นี้จะต้องทำงานได้ 24 ชั่วโมง ต้องมีสถานที่รับแจ้งความทั่วประเทศเหมือนโรงพักของตำรวจ
รับแจ้งความแล้ว ต้องประสานกับงานสืบสวน งานป้องกันปราบปราม งานจราจร เพื่อความสะดวกรวดเร็ว หน่วยงานที่จะมารับผิดชอบใหม่แทนงาน จะทำหน้าที่ดังกล่าวแทนได้หรือไม่
ปัจจุบันตำรวจมีพนักงานสอบสวนทั้งหมดประมาณ 12,000 นาย ต้องมีการฝึกฝนทดสอบประมาณ 3-5 ปี ยังไม่รวมไปถึงอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ สถานที่คุมขังผู้ต้องหา งบประมาณ ถ้าแยกไปตั้งหน่วยใหม่ จะกระทบต่อประชาชนขนาดไหน
ฟังแล้วชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ อยากปฏิรูปแบบนี้ไหม
………………..
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

