โฟกัส’สุดารัตน์’ พรรคใหญ่จัดทัพ รับ’การเมืองพิเศษ’

9.07.17 | 13:00 น.

แม้ว่าการเลือกตั้ง ยังรางเลือนเหมือนจะยังจับต้องไม่ได้

รู้กันคร่าวๆ ว่า ไม่ปี 2561 ก็ต้อง 2562

แต่การเตรียมความพร้อม ดูเหมือนจะคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ

อาทิ กลุ่ม สปท. ที่ลาออกก่อน 4 ก.ค.2560 เพื่อให้อยู่ในเงื่อนไขลงสมัคร ส.ส.ได้ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่า แม้น้ำ 5 สาย หากจะลงสมัครส.ส. ต้องลาออกภายใน 90 วันหลังจากรัฐธรรมนูญบังคับใช้ ต่างประกาศว่าจะเข้าพรรคขนาดกลางและเล็ก เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ

เพื่อผลักดันภารกิจที่เริ่มต้นเอาไว้ ให้ลุล่วงสำเร็จ

Advertisement

กลายเป็นกระแสคำถามที่หลั่งไหลเข้าไปสู่นายกฯ จนเจ้าตัวขมวดคิ้ว โวยว่าสื่อมาถามแต่เรื่องนี้ พร้อมกับประกาศว่าอย่ามาถามอีก เพราะพูดมามากแล้ว

ความเป็นไปได้เท่าที่มองเห็นในขณะนี้ หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2561 หรือ 2562 บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้ “คนนอก” เข้ามาเป็นนายกฯได้

ไม่ต้องลงเลือกตั้ง ไม่ต้องมีชื่อในบัญชีของพรรคการเมือง ก็สามารถเข้ามาในลักษณะ “แขกรับเชิญ” ได้

เป็นโมเดลคล้ายกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นนายกฯ 8 ปี จาก 2523-2531 โดยไม่ต้องลง ส.ส. ไม่ต้องตั้งพรรคการเมืองให้สิ้นเปลือง

แต่มีพรรคการเมืองมาเชิญให้เป็นนายกฯ

พรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม มีประสบการณ์กับการเมืองลักษณะนี้มาแล้ว

น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ในอนาคตอันใกล้ ในปีหรือสองปีนี้ ประวัติศาสตร์จะวนกลับมาซ้ำรอยอีกหรือไม่ 

นอกเหนือจากกระแสข่าวนายกฯจะเล่นการเมืองหรือไม่ ข่าวการปะทะระหว่าง คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ กับองค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ไม่พอใจการยกร่างกฎหมายลูก เซตซีโร่หรือยุบองค์กรเหล่านี้

รวมถึงข่าวผลกระทบจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ที่ทำให้อุตสาหกรรม ธุรกิจในและระหว่างประเทศ รวมถึงร้านค้า ร้านอาหาร รับไปเต็มๆ เพราะแรงงานนับล้านพากันหลั่งไหลกลับบ้าน

ร้อนถึงนายกฯ ต้องใช้อาญาสิทธิ มาตรา 44 มายืดเวลาบังคับใช้มาตราที่เป็นสาระสำคัญไปถึงปีใหม่ 2561

อีกเรื่องที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ การขยับตัวของพรรคเพื่อไทย เมื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ตกเป็นข่าว เมื่อนำทีมอดีต ส.ส.เพื่อไทย ไปเยือนจีน ตามคำเชิญของกรมวิเทศสัมพันธ์ของจีน และยังมีโปรแกรมเข้าพบผู้บริหารของธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank) หรือ AIIB ด้วย

ในคณะมีนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของนายทักษิณ ชินวัตร ร่วมไปด้วย

เป็นการเดินทางที่เป็นงานเป็นการ มีการพบปะบุคคลสำคัญ

และมีบางกระแสข่าวระบุว่า นอกเหนือจากมีคนที่ทำงานใกล้ชิดอย่างนายพันศักดิ์ ร่วมไปด้วย ยังมีข่าวว่า นายทักษิณ เป็นผู้ประสานงานการไปเยือนครั้งนี้ โดยอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและอดีตนายกฯ อยู่ในปักกิ่ง ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน พร้อมกับอดีต ส.ส.ของพรรคจำนวนหนึ่ง

ทำให้เกิดการตีความว่า เป็นสัญญาณระบุถึงพรรคเพื่อไทย อาจกำลังผลักดันคุณหญิงสุดารัตน์ เข้ามานำพรรคหรือไม่

แกนนำพรรคออกมาชี้แจงด้วยใจความคล้ายๆ กันว่า พรรคเพื่อไทยเปิดกว้าง การที่แกนนำ อดีต ส.ส.จะเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ย่อมทำได้อยู่แล้ว

และไม่ปฏิเสธการตีความที่ว่า “เจ๊หน่อย” จะมาถือธงนำพรรคเพื่อไทยเสียทีเดียว

ขณะที่มี “รายงานข่าว” ระบุว่า การเดินทางครั้งนี้ ได้ “ไฟเขียว” จากนายทักษิณและคุณหญิงอีกด้วย

เพียงแต่มีหมายเหตุว่า การเลือกตั้งยังอยู่อีกไกล การจะก้าวสู่ตำแหน่งหรือบทบาทสำคัญ ยังต้องผ่านระบบพรรค ต้องมีการประชุมหารือหลายระดับ ซึ่งขณะนี้ยังประชุมไม่ได้ เพราะรัฐบาลและ คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้ 

อ่านจากสภาพการเมืองปัจจุบันและอนาคต ภายใต้กรอบกติกาของรัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายลูก

ต้องยอมรับว่า พรรคการเมืองต่างๆ เจอมรสุมเหมือนกันหมด จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง

โดยเฉพาะพรรคใหญ่เป็นเป้าหมายอยู่แล้ว เพราะตกเป็นจำเลยในข้อหาทางการเมืองต่างๆ อันเป็นเรื่องปกติเมื่อเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร

เป็นที่ทราบกันว่า ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล พรรคเพื่อไทยโดนหนักกว่าพรรคอื่นๆ

และอยู่ในช่วงที่มีปัญหาขาดแคลนผู้นำพรรค ซึ่งจะต้องมีศักยภาพระดับเป็นแคนดิเดตนายกฯ และที่สำคัญต้องเหมาะสมกับสถานการณ์

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น ติดบ่วงคดีปล่อยปละละเลย ปล่อยให้เกิดการทุจริตจำนำข้าว อยู่ในขั้นตอนก่อนสืบพยานนัดสุดท้าย ซึ่งจากนั้นจะกำหนดวันอ่านคำพิพากษาต่อไป

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ เพิ่งแถลงปิดคดีสลายม็อบ 7 ต.ค.2551 ไปหมาดๆ รอการชี้ชะตาจากคำพิพากษา

นอกจากนี้ ยังมีคดีระบายข้าวจีทูจี ที่ศาลนัดพิพากษาในเดือน ส.ค.นี้ มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นจำเลยสำคัญ

ที่จริงยังมีแกนนำอีกหลายคนที่สามารถนำพรรคได้ แต่ในการเมืองแบบไทยๆ ไม่นิยมที่จะเดินชนหรือเผชิญหน้ากับฝ่ายกุมอำนาจ ถนัดกับการประนีประนอมมากกว่า

ชื่อของคุณหญิงสุดารัตน์ จึงโดดเด่นขึ้นมา

ขณะที่เจ้าตัวเอง จะว่าไปก็ต้องถือว่า เป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอด สามารถต่อสายได้กับหลายฝ่าย แม้แต่ทางแกนนำ คสช.

และยังมีฐานคะแนนเสียงในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนที่สำคัญ

การได้ไฟเขียวจากระดับนำของพรรค ก็อาจพิจารณาจากแนวโน้มการเมือง และคุณสมบัติของคุณหญิงสุดารัตน์เอง

การไหวเคลื่อนในพรรคเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นไปพร้อมกันว่า สถานการณ์การเมืองข้างหน้ามีแนวโน้มจะเป็นอย่างไร

และพรรคการเมืองจะต้องเตรียมปรับตัวเอง เพื่อให้อยู่รอดให้ได้ ในสภาพการเมืองที่เปลี่ยนไปจากเดิม

อย่างไรก็ตาม อนาคตเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ แต่จะเป็นจริงตามการคาดการณ์หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่้ง

การพลิกผันจึงเป็นไปได้เสมอ แต่พรรคเพื่อไทยจะมีใครอื่นนอกเหนือจากคุณหญิงสุดารัตน์หรือไม่ นับว่าน่าจับตาอย่างยิ่ง