พร้อมๆ กับที่มีการออกคำสั่ง ม.44 เพื่อผ่อนคลาย “มาตรการระดับยาแรง” ในกฎหมายแรงงานต่างด้าวไปจนถึงสิ้นปี 2560
สนช.ก็มีมติเห็นชอบให้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ขยับสถานะขึ้นเป็น พ.ร.บ.
เท่ากับว่ามาตรการตามกฎหมายจะต้องดำเนินต่อไป หลังสิ้นสุดระยะผ่อนผันตามคำสั่ง ม.44
ขณะเดียวกัน ก็มีหลายเสียงที่แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์เพิ่งทำรายงานพิเศษเกี่ยวกับประเด็นข้างต้น โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องแรงงานจากประเทศเมียนมา แล้วเผยแพร่เป็นคลิปวิดีโอลงในเพจเฟซบุ๊กของนิตยสารและเพจเฟซบุ๊กข่าวสดออนไลน์
หนึ่งในผู้รู้ที่กอง บก.มติชนสุดสัปดาห์เลือกไปสนทนาด้วย ได้แก่ “นิติ ภวัครพันธุ์” อาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยาและสังคมวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทำวิจัยในพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน
อาจารย์นิติย้ำเตือนให้เห็นว่าคนพม่าที่เข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยนั้นมีสถานะที่หลากหลายและเลื่อนไหล
พวกเขาไม่ได้เป็นแค่แรงงานไร้ฝีมือ แต่ยังเป็นคนงานมีฝีมือ เป็นผู้ประกอบอาชีพในภาคบริการต่างๆ ที่ผูกพันใกล้ชิดกับวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย รวมถึงเป็นผู้บริโภค ที่ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
อาจารย์นิติยกกรณีตัวอย่างอันเห็นได้ชัด คือ ปัจจุบัน คนที่ดูแลผู้สูงอายุในบ้านเรือนจำนวนมากมักเป็นชาวพม่า
“ผมคิดว่าคนพม่าที่ยอมทำงานพวกนี้ … เพราะเขาคิดว่าโอเค มาแล้วก็เก็บเงินเพื่อกลับบ้าน เพราะฉะนั้น เขาจะอดทนทำอะไรต่างๆ แต่ผมคิดว่านับวัน คนไทยเราจะมีโอกาสอย่างอื่น ที่จะไม่มาทำงานพวกนี้ ที่ต้องอยู่กับผู้สูงวัยบางคน 24 ชั่วโมง … ไม่ใช่งานสบายนะครับ”
อีกข้อห่วงใยหนึ่งจากนักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็ได้แก่การยังไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าเมื่อถึงเดือนมกราคม 2561 อันเป็นจุดสิ้นสุดระยะผ่อนผันตามคำสั่ง ม.44 แล้ว คนทำงานชาวพม่าที่ทยอยเดินทางหวนคืนบ้านเกิด จะย้อนกลับมาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อเศรษฐกิจของบ้านเขามีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
“อย่าลืมนะ คนพวกนี้เขาไม่ได้มา (เมืองไทย) หกเดือนปีนึง เยอะเลยมาเป็นปีๆ เขาเรียนรู้จากงาน เขาเรียนรู้ภาษาไทย เรียนรู้วัฒนธรรมไทย เขาเรียนรู้ทักษะต่างๆ ถ้าคนพวกนี้ ซึ่งผมคิดว่าจำนวนไม่น้อยเลยเก็บออมอะไรต่างๆ กลับไปบ้าน ผมมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าคนพวกนี้จะกลายเป็นผู้ประกอบการด้วยซ้ำ”
นักวิชาการด้านมานุษยวิทยาจากจุฬาฯ คาดคะเนถึงผลลัพธ์บางอย่าง โดยเทียบเคียงกับปรากฏการณ์ที่สามารถพบเห็นได้ในระนองหรือแม่สอด
อาจารย์นิติเชื่อว่าถ้าอดีตคนงานพม่าในเมืองไทย เลือกจะตั้งตัวเป็นผู้ประกอบการในบ้านเกิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ธุรกิจฝั่งเขาต่างหากที่จะบูม ไม่ใช่เรา”
นักวิชาการท่านนี้ยังกล่าวถึง “จุดบอดสำคัญ” ในการประเมินปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวของภาครัฐและสังคมไทยว่า เรามักมองไม่เห็นว่าผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้มีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง จนเรามองข้ามไปว่าจากการเริ่มต้นด้วยฐานะแรงงานไร้ฝีมือ พวกเขาสามารถพัฒนาทักษะและความรู้ให้ตัวเองกลายเป็นแรงงานมีฝีมือขึ้นมาได้
อยากต่อท้ายจากอาจารย์นิติอีกเล็กน้อยว่า บางที เราอาจมองเห็นสิ่งดังกล่าวเมื่อสายเกินไป
……………
ปราปต์ บุนปาน

