
ไทยมีปัญหาสืบเนื่องนานมากเรื่องแรงงานเพื่อนบ้าน (พม่า, กัมพูชา, ลาว ฯลฯ) จึงเยียวยาแก้ไขไม่ง่าย
เพราะไทยสั่งสมความรู้สึกนึกคิดดูถูกเหยียดหยามตามประวัติศาสตร์บาดหมางสร้างบาดแผลจากอดีต โดยดูได้จากประวัติศาสตร์ไทยแบบอาณานิคมที่รัฐราชการกำลังสร้างกระแสชาตินิยมคลั่งชาติ เพื่อผลทางการเมืองของตนและคณะรัฐประหาร ซึ่งอันตรายมากๆ
กระทรวงศึกษาธิการต้องอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมชาตินิยมคลั่งชาติ ซ้ำแล้วซ้ำอีกตามต้องการของคนชั้นนำผู้มีอำนาจเหล่านั้น
บรรพชนร่วม, วัฒนธรรมร่วม
ประวัติศาสตร์ไทยแบบอาณานิคม หล่อหลอมให้ไทยยกตนข่มท่าน เพราะหลงตัวเองว่าไทยใหญ่ไทยโต วิเศษวิโสกว่าเพื่อนบ้านโดยรอบ
แท้จริงแล้วไทยเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนในภูมิภาคอุษาคเนย์ มีบรรพชนร่วมกัน แล้วมีวัฒนธรรมร่วมกัน ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว
ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เป็นสิ่งที่คนชั้นนำอยากให้เป็นตามที่วาดหวังไว้ จึงเสกสรรปั้นแต่งตามต้องการเพื่อผดุงอำนาจของตน เช่น
ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทย ยังไม่เคยพบหลักฐานโบราณคดีว่ามีจริง แล้วจัดแบ่งตามประวัติศาสตร์ศิลปะแบบอาณานิคม โดยมีชื่อเรียกต่างๆ ว่า สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ยุคหินเก่า, ยุคหินกลาง, ยุคหินใหม่), สมัยทวารวดี, สมัยศรีวิชัย, สมัยลพบุรี, สมัยสุโขทัย, สมัยเชียงแสน, สมัยอยุธยา ฯลฯ
ประวัติศาสตร์ไทย แบบอาณานิคม
ประวัติศาสตร์ไทยแบบอาณานิคม มีอำนาจครอบงำการเรียนการสอนในระบบการศึกษาไทยปัจจุบัน และส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนบ้าน
ประวัติศาสตร์ไทยแบบอาณานิคม หมายถึงประวัติศาสตร์ที่รับโครงสร้างหลักด้านเนื้อหาจากงานค้นคว้าของชาวยุโรปยุคล่าอาณานิคมตั้งแต่สมัย ร.5 และหลังจากนั้น
ต่อมาแม้พบหลักฐานโบราณคดีเพิ่มมากกว่ายุคล่าอาณานิคม แต่การตีความเพื่อสร้างคำอธิบายยังอยู่ในกรอบครอบงำอย่างเคร่งครัดของประวัติศาสตร์ไทยแบบอาณานิคม ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
1. อาณานิคมอินเดีย อุษาคเนย์ดั้งเดิมเป็นดินแดนป่าเถื่อน ต่อเมื่อรับอารยธรรมอินเดียแล้วถึงเจริญมีบ้านเมือง
เท่ากับสร้างอาณานิคมของอินเดียในอุษาคเนย์ หรืออุษาคเนย์เป็นอาณานิคมของอินเดีย อันเป็นที่รู้กันทั่วโลกในชื่อหนังสือของเซเดส์ว่า Indianized States of Southeast Asia แล้วยังเชื่อถือจนทุกวันนี้
2. เชื้อชาติ มีคนเชื้อชาติต่างๆ แยกกันอยู่เป็นประเทศๆ เชื้อชาติใครเชื้อชาติมันไม่ปนกัน แต่เฉพาะคนเชื้อชาติไทยอพยพมาจากที่อื่นนอกประเทศไทย
3. ศิลปกรรมทางศาสนาจากอินเดีย ให้ความสำคัญศิลปกรรมที่รับจากอินเดีย ซึ่งเกี่ยวข้องกับทางศาสนาพราหมณ์และพุทธ ของวัดกับวัง แล้วแบ่งยุคสมัยประวัติศาสตร์ไทยตามลำดับอายุของศิลปกรรมเหล่านั้น ได้แก่ สมัยทวารวดี, สมัยศรีวิชัย, สมัยลพบุรี, สมัยเชียงแสน, สมัยสุโขทัย, สมัยอยุธยา, สมัยธนบุรี, สมัยรัตนโกสินทร์
[ต่อมาหลัง พ.ศ. 2500 เพิ่มสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อค้นพบโครงกระดูกมนุษย์และเครื่องมือเครื่องใช้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตามดินแดนลุ่มน้ำต่างๆ]
ไม่อาณานิคมอินเดีย
อุษาคเนย์ไม่อาณานิคมอินเดีย หักล้าง Indianized States ของ ศ. ยอร์ช เซเดส์ นักปราชญ์ฝรั่งเศส พบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีสนับสนุนมากมาย
นักวิชาการนานาชาติสมัยหลังๆ ต่อมาจนปัจจุบัน ยืนยันตรงกันว่าอุษาคเนย์มีบ้านเมืองเติบโตเจริญก้าวหน้ามากแล้วก่อนติดต่ออินเดีย เมื่อรู้จักอินเดียแล้วติดต่อกัน บรรดาหัวหน้าหรือผู้ปกครองบ้านเมืองเหล่านี้ก็รับพวกนักปราชญ์และผู้รู้ของอินเดียมาเป็นผู้ให้ความรู้ด้านศิลปวิทยาการ, ศาสนา, และการประกอบพิธีกรรม เป็นต้น
การรับศาสนาและศิลปวิทยาการจากอินเดีย ผู้นำพื้นเมืองเป็นผู้เลือกสรรตามความเหมาะสมของสังคมชุมชนนั้น โดยมิได้ถูกกำหนดหรือครอบงำจากอินเดีย
แต่คนชั้นนำไทยอยากเป็นอาณานิคมทั้งของอินเดียและของยุโรป เลยสถาปนาประวัติศาสตร์ไทยเพื่อค้ำจุนอำนาจตนเอง แล้วส่งผลไล่แรงงานเพื่อนบ้านทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
