วิเคราะห์
น่าแปลกที่มีกระแสบางกระแสบ่งบอกว่าการเลือกตั้งทั่วไปอาจเกิดขึ้นในเร็ววัน
กระแสข่าวดังกล่าววนเวียนอยู่ในแวดวงการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนอีกหลายพรรคเริ่มพูดถึง
พูดถึงท่ามกลางการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้กองทัพ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
เป็นการพูดจาท่ามกลางคำถามว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
เป็นคำถามที่ต้องอดใจรอดูกันต่อไป
สาเหตุแห่งข่าวสารที่สะพัดเกิดขึ้นจากการมองหาหนทางออกจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ตึงเครียด
สถานการณ์ทางการเมืองมีความขัดแย้งทางแนวคิดการปกครองประเทศ ซึ่งฝ่ายหนึ่งต้องการให้ตัวแทนของเสียงข้างมากมีพลัง กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องการให้มีตัวแทนจากการสรรหาเข้าไปถ่วงดุล
กลายเป็นบทบัญญัติที่มี ส.ส.เลือกตั้งที่ทำให้พรรคใหญ่ได้เสียงน้อยกว่าอดีต
มี ส.ว.มาจากการสรรหา
รัฐบาลบริหารประเทศท่ามกลางองค์กรอิสระที่เพ่งมองตรวจสอบอย่างไม่วางตา
พร้อมทั้งข้อเสนอคุมสถานการณ์ 5 ปีหลังจากในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ทุกอย่างยังคงเป็นข้อถกเถียง และส่งผลถึงการเฝ้าระวังว่าการรณรงค์ระหว่างทำประชามติมีอะไรที่น่ากังวลบ้าง
เนื่องเพราะสถานการณ์ความแตกแยกในสังคมในขณะนี้อยู่ในสภาพถูกแช่แข็งเท่านั้น
รอวันเวลาที่น้ำแข็งละลาย ความขัดแย้งก็พร้อมระเบิดอีก
สถานการณ์ทางสังคมที่ขัดแย้งสะท้อนออกมาในหลากหลายรูปแบบ
กรณีการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะเพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช กลายเป็นความแตกแยกถึงขนาดสงฆ์ออกมาชุมนุม
เหตุเพราะกลุ่มคนที่เคยไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยออกมาร้องเรียนไม่ยอมรับสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุด
ความแตกแยกทางความคิดปะทุขึ้น กระทั่งรัฐบาลไม่ยอมตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
กรณีที่ศาลตัดสินจำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรดังช่อง 3 เป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน ในคดีค่าโฆษณาของบริษัทไร่ส้ม ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง
เหตุเพราะหลังการตัดสินแล้วนายสรยุทธยังทำหน้าที่พิธีกรต่อไป ทำให้มีความเคลื่อนไหวกดดัน
กดดันทั้งนายสรยุทธและช่อง 3
ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งสอบถามถึงท่าทีกลุ่มกดดันที่เปรียบเทียบกับกรณีอื่นที่สื่อมวลชนถูกศาลตัดสินในคดีทุจริต
รวมถึงการสอบถามถึงจริยธรรมของผู้เคลื่อนไหวกดดันนายสรยุทธกลับไป
กรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าวตอกย้ำให้สัมผัสได้
ความขัดแย้งยังมีอยู่มาก
ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยิ่งย่ำแย่ตกต่ำ
ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นเพราะเศรษฐกิจโลก หรือมาจากความสามารถในการบริหารของรัฐบาล
แต่สิ่งที่ปรากฏเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจในเดือนมกราคม สะท้อนให้เห็นถึงอาการ “ย่ำแย่” ของเศรษฐกิจไทย
ตัวเลขการส่งออกเดือนมกราคม ติดลบ 8.91 เปอร์เซ็นต์ การส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ลาว กัมพูชา พม่า มาเลเซีย และเวียดนามลดจาก 7.7 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 1.2 เปอร์เซ็นต์
ตัวเลขความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ติดลบ ทำให้ตัวเลขจีดีพีของปี 2559 ต้องประเมินกันใหม่
ขณะเดียวกัน มีรายงานตัวเลขหนี้ครัวเรือนว่าพุ่งขึ้นมาก ตัวเลขการค้างชำระหนี้เกิน 3 เดือนก็สูงขึ้น และยังคาดการณ์อีกว่า จากสภาพการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิด ทำให้ภาคการเกษตรต้องว่างงานเกือบครึ่งล้านคน
เกษตรกรจะต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อใช้ประทังชีพอีกเกือบ 20,000 บาทต่อคน
สภาพการณ์เช่นนี้ไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย
การประชุมร่วมภาคเอกชนครั้งล่าสุด ที่ประชุมได้สรุปสถานการณ์ด้านนี้เอาไว้ชัด
เศรษฐกิจไทยน่าเป็นห่วง
สถานการณ์ที่ย่ำแย่นำไปสู่ภาวะอันตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ของผู้นำ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ปะทุขึ้นบ่อยครั้งจากคำถาม กระทั่งต้องใช้วิธีจำกัดการซักถามของสื่อให้เหลือ 4 ข้อ
การดำเนินคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ยับยั้งนโยบายจำนำข้าวจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายก็กำลังงวดเข้ามา ความเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ และตระเวนขึ้นเวทีระดับโลก โดยมีการวิจารณ์การรัฐประหารในไทย
การวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ในห้วงระยะเวลาหลังๆ นี้ก็เช่นกัน ดูเหมือนว่านักการเมืองจากพรรคใหญ่ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในสื่อออนไลน์รุนแรงขึ้น
เสียงวิพากษ์วิจารณ์มาจากหลายสาเหตุ บ้างก็มาจากร่างรัฐธรรมนูญ บ้างก็มาจากการปฏิบัติของฝ่ายทหารต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ บ้างก็เป็นข้อสงสัยในการบริหารงานของรัฐบาล
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่การเชิญตัวไปปรับทัศนคติ
ล่าสุดทหารพร้อมรถฮัมวี่บุกไปถึงบ้าน นายวัฒนา เมืองสุข และเชิญตัวไปปรับทัศนคติที่ มทบ.11 จนกระทั่งดึกดื่นแล้วจึงปล่อยกลับ
วิธีปฏิบัติของฝ่ายทหารครั้งหลังนี้รุนแรงขึ้น
รุนแรงขึ้นเหมือนกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการร่นเลือกตั้งทั่วไปให้สั้นเข้ามา
หลายฝ่ายเริ่มมองว่า การเลือกตั้งตามโรดแมปของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือการเลือกตั้งในปี 2560 นั้นอาจจะช้าไป
ความพยายาม “สืบทอดอำนาจ” มีเสียงตอบรับน้อยกว่าตอนที่ฝ่ายทหารก้าวเข้ามาบริหารประเทศเมื่อปี 2557
เสียงตอบรับการอยู่ต่อช่วงเปลี่ยนผ่านจึงวนเวียนแค่แม่น้ำ
5 สาย อันประกอบด้วย คสช. ครม. กรธ. สนช. และ สปท.
น่าสนใจตรงที่สมาชิกในแม่น้ำเหล่านี้ มีเพียง กรธ.เท่านั้นที่ไม่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองได้
ส่วนสมาชิกแม่น้ำสายอื่นๆ สามารถยึดเก้าอี้การเมืองได้ต่อไป
ดังนั้น หากประเทศไทยก้าวไปสู่การเลือกตั้งได้เร็วเท่าใด โอกาสที่ประเทศไทยจะเริ่มต้นใหม่ก็มีมากขึ้น
ปัญหาจึงวนเวียนอยู่ที่ร่างรัฐธรรมนูญ และการประชามติ ซึ่งดูเหมือนว่า คสช.และรัฐบาลมั่นใจว่าจะทำให้ผ่านพ้นไปได้
แต่ยังไม่มั่นใจว่า หากร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร
ปัญหาวิกฤตทางการเมืองซึ่งขัดแย้งกันเรื่อง “อำนาจบริหารประเทศ”
ปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ ซึ่งย่ำแย่ตกต่ำ
และปัญหาความร้าวฉานภายในสังคม
จะได้รับการแก้ไข หรือจะยิ่งทรุดหนักกว่าเก่า
ทุกอย่างงวดเข้ามา และใกล้ถึงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตัดสินใจว่าหนทางใดจะดับไฟประเทศไทยได้อย่างแท้จริง
เร่งการเลือกตั้ง จะผ่าทางตันได้หรือไม่?

