หน้าแรก คอลัมนิสต์ 70 ปี กับออง ...

70 ปี กับออง ซานที่จากไป ความตายของใครคนหนึ่งกับหายนะของทั้งประเทศ โดย : ลลิตา หาญวงษ์

21.07.17 | 14:00 น.
ออง ซาน ซูจีเป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีพม่าไปวางพวงหรีดรำลึกถึงรัฐมนตรีทั้ง 7 คน ที่ถูกลอบสังหารในวันที่ 19 กรกฎาคม 1947 (ภาพจากงานวันวีรบุรุษเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2016)

ค.ศ.1947 (พ.ศ.2490) เป็นปีที่มีเหตุการณ์สำคัญบางอย่างเกิดขึ้นทั้งในไทยและพม่า และเป็นเหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองของทั้งสองประเทศไปตลอดกาล ในไทยรัฐประหารปี 2490 เป็นปฐมบทของขบวนการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ 2475 และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งอวสานของคณะราษฎร ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่เดือนในพม่า เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในเช้าตรู่ของวันที่ 19 กรกฎาคม เมื่อกองกำลังติดอาวุธครบมือบุกเข้าไปในอาคารสำนักเลขาธิการ (The Secretariat) หรือที่ปัจจุบันเรียกว่าอาคารคณะรัฐมนตรี (Ministers’ Building) และกราดยิงรัฐมนตรีในรัฐบาล 8 คน เป็นเหตุให้รัฐมนตรีน้ำดีจำนวนหนึ่ง เช่น ตะขิ่น มยะ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) และอู ราซัก (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและการวางแผน) รวมทั้งนายพล ออง ซาน ถึงแก่อสัญกรรม

รัฐบาลพม่าแทบทุกยุคจึงจัดให้วันที่ 19 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันวีรบุรุษ (Martyr’s Day) และเป็นวันหยุดราชการ ผู้นำรัฐบาลและบุคคลระดับสูงจะเดินทางไปที่อนุสรณ์สถานวีรบุรุษที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระมหาเจดีย์ชเวดากองเพื่อสักการะดวงวิญญาณของ “วีรบุรุษ” ทั้ง 8 คน อนึ่งอนุสรณ์สถานแห่งนี้มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์ใน 2 ระดับ ในระดับแรก คือเป็นสถานที่ที่สำคัญสำหรับชาวพม่าและมักถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกจิตสำนึกความเป็นชาติและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนทุกศาสนาในพม่า (มีรัฐมนตรี 2 คนที่ถูกสังหารที่เป็นชาวมุสลิม)

และในระดับต่อมา คือเป็นสถานที่ที่อยู่ในความทรงจำของชาวเกาหลีใต้

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะในปี 1983 ประธานาธิบดีชุน ดู ฮวาน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เคยถูกลอบสังหาร ณ ที่แห่งนี้ โดยผู้ก่อการจากเกาหลีเหนือ ทำให้มีรัฐมนตรีในรัฐบาลเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่นๆ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย รวมทั้งเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำพม่าเสียชีวิตรวม 17 คน

ความตายของออง ซานเป็นเหตุการณ์ที่ช็อกความรู้สึกของคนทั้งประเทศ ทั้งที่เป็นชาวพม่าแท้ๆ และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ และอาจจะรวมไปถึงรัฐบาลอาณานิคมที่ยังปกครองพม่าอยู่ในเวลานั้น ตั้งแต่ทศวรรษ 1930 ออง ซานและนักชาตินิยมในนาม “ขบวนการตะขิ่น” (Thakin Movement) ร่วมกันเรียกร้องเอกราชให้กับพม่า แต่เดิมออง ซานคือนักปฏิวัติและเป็นนายทหารในกองทัพเพื่อปลดปล่อยพม่า (BIA) ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากลัทธิเลนินและลัทธิสตาลินที่กำลังแพร่หลายในหมู่นักปฏิวัติในเอเชีย ลาตินอเมริกาและพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ออง ซาน เข้าหาญี่ปุ่นโดยหวังว่าญี่ปุ่น (ที่เป็นคนเอเชียเหมือนกันและเกลียดชังชาติตะวันตกไม่ต่างกัน) จะช่วยปลดปล่อยพม่าจากการปกครองของอังกฤษ

Advertisement
อนุสาวรีย์วีรบุรุษในเมืองย่างกุ้ง

แต่สิ่งที่ออง ซานคาดหวังไว้ไม่เป็นจริง เพราะกองทัพญี่ปุ่นป่าเถื่อนและโหดเหี้ยมกว่าอังกฤษและที่ร้ายที่สุดคือญี่ปุ่นไม่มีทีท่าว่าจะมอบเอกราชให้กับพม่า ออง ซานจึงลักลอบติดต่อกับรัฐบาลอังกฤษที่ไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ที่เมืองสิมลา (ปัจจุบันเรียกชิมลา) ในอินเดีย เมื่อตกลงกับรัฐบาลอังกฤษได้และฝ่ายหลังให้คำมั่นว่าจะมอบเอกราชคืนให้พม่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามในปี 1945 (พ.ศ.2488) อังกฤษกับพม่าจึงมาหารือกันเรื่องอนาคตของพม่า ในการนี้ ข้อตกลงร่วมกันประการหนึ่งคือการหารูปแบบการปกครองสำหรับประเทศพม่าที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ ที่ประชุมระหว่างออง ซาน อังกฤษ และผู้นำชนกลุ่มน้อยตกลงกันว่าจะสถาปนา “สหภาพพม่า” ขึ้น รูปแบบของรัฐและสิทธิในการแยกตัวของชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม (ฉานและกะยา) ที่จะทำได้เมื่อพม่าได้รับเอกราชไปแล้ว 10 ปี ปรากฏในรัฐธรรมนูญพม่าปี 1947

การสูญเสียออง ซาน และรัฐมนตรีคนสำคัญคนอื่นๆ ที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญกันมาและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชนกลุ่มน้อยส่วนใหญ่จึงมิได้เป็นการสูญเสียเฉพาะของชาวพม่าเท่านั้น แต่สำหรับชน
กลุ่มน้อยพวกเขายังเสียคนที่จะคอยเป็นปากเป็นเสียงและปกป้องสิทธิของพวกเขา หากออง ซานยังอยู่ เขาคงเป็นทั้งนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่าในยุคหลังเอกราชและบารมีของเขาในฐานะ “โบโจ้ก” (Bogyoke) หรือท่านนายพลก็คงทำให้เขากลายเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย

หาก “โบโจ้ก” ยังอยู่เพื่อบัญชาการทิศทางของพม่าสมัยใหม่ ก็คงจะไม่มี “โบโจ้ก” อีกคนอย่างเน วินที่ลุกขึ้นมาทำรัฐประหาร ดำเนินนโยบายแบบขวาจัดและพยายามกำจัดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของชาวต่างชาติ ทั้งชาวตะวันตกและชาวอินเดียออกไปจนสิ้น เอียน บราวน์ (Ian Brown) อดีตศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ แห่ง School of Oriental and African Studies (SOAS) เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Burma in the 20th Century หรือพม่า ในศตวรรษที่ 20 ว่าความมั่งคั่งของพม่าสมัยใหม่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับเศรษฐกิจแบบอาณานิคมและการเข้ามาของผู้คนร้อยพ่อพันธุ์แม่จากทั่วโลก

ผู้คนเหล่านี้เข้ามาทำธุรกิจในแบบที่ตนเองเชี่ยวชาญและเป็นกลจักรสำคัญที่ทำให้พม่าเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งอุษาคเนย์ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 การขับไล่ชาวต่างชาติออกไปในยุคเผด็จการของเน วินจึงเท่ากับทำลายโครงการเศรษฐกิจพม่าทั้งระบบ และนำเศรษฐกิจพม่าลงสู่หุบเหวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

จริงอยู่ว่าผู้นำที่อังกฤษเลือกขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังออง ซานถึงแก่อสัญกรรมคืออู นุ ซึ่งเป็นสหายรุ่นพี่ที่สนิทสนมกับออง ซาน และเติบโตร่วมกันมาในขบวนการชาตินิยมพม่า แต่อู นุหาได้มี “บารมี” (charisma) เหมือนกับออง ซานไม่ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเมื่อพม่าได้รับเอกราชจะเกิดความแตกแยกในพรรครัฐบาลแทบจะทันที และรัฐบาลยังต้องเผชิญกับการลุกฮือของชนกลุ่มน้อย และพรรคคอมมิวนิสต์พม่าที่มีแนวทางเป็นของตนเอง

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าผู้นำอย่างออง ซานจะสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้ได้หรือไม่ แต่มองว่าปัญหาของพม่าในยุคเอกราชเกิดขึ้นเพราะการขาดผู้นำที่เด็ดขาด อย่างไรก็ดี พื้นความคิดของออง ซานที่ซึมซับแนวคิดของนักปฏิวัติรัสเซียและจีนมาก็อาจจะทำให้เขาเป็นผู้นำอีกแบบหนึ่ง คล้ายๆ กับที่เกิดขึ้นกับซูการ์โน ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซียในยุคหลังเอกราช ที่มีสถานะเป็นทั้งบิดาผู้ก่อตั้งประเทศอินโดนีเซียสมัยใหม่และเป็นเผด็จการที่ใช้อำนาจของตนและพวกพ้องกำจัดคนที่คิดต่างและปรารถนาจะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด

หากออง ซานยังอยู่ เขาจะมีอายุครบ 103 ปีในต้นปีหน้า และแน่นอนว่าเขาจะยังเป็นวีรบุรุษที่อยู่ยั่งยืนยงในความทรงจำของชาวพม่าไปอีกตราบนานเท่านาน