
“โลกเปลี่ยนแน่ และเปลี่ยนไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก และลึกลงไปถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คนทั้งหลายด้วย” นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ในสุดสัปดาห์ แล้วบอกอีกว่า
“โลกในอนาคตจะเป็นโลกแห่งเวลาว่างมากเกินไป เพราะพัฒนาการของเครื่องจักร…”
“เวลาว่างที่ใช้ไม่เป็นนี้ อันตรายอย่างยิ่ง ถึงขั้นที่อาจทำลายอารยธรรมของมนุษย์ลงโดยสิ้นเชิงก็ได้”
มนุษยศาสตร์ คือวิชาที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเตรียมตัวรับอนาคตแห่งเวลาว่างที่ล้นเกิน
ปัญหาอยู่ที่ครูบาอาจารย์สถาบันการศึกษาทุกระดับในสาขามนุษยศาสตร์ รู้หรือไม่ว่าโลกไม่เหมือนเดิม
ดังนั้นอย่าทำร้ายนักเรียนนักศึกษาให้ตามโลกไม่ทัน ถ้าจะคลั่งโลกใบเดิมก็ให้ครูบาอาจารย์คลั่งเองพวกเดียว ไม่เกี่ยวกับนักเรียนนักศึกษา
“ในโลกอนาคตที่คนส่วนใหญ่ไม่มีบทบาทอะไรเหลืออยู่อีกเลย…จะเหลือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตรงไหน” นิธิบอกไว้อีก ดังนี้
“‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ คือแก่นของคำสอนในทุกศาสนา ที่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยสูญเสียอำนาจในการกำกับพฤติกรรมของชาวพุทธ ก็เพราะไม่ผูกคำสอนให้เชื่อมโยงกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
(การฆ่าคนบาปหนัก เพราะทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง จึงเป็นบาปที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับทรมาน, การกักขังหน่วงเหนี่ยวตามใจชอบ, การข่มขู่คุกคาม, การห้ามชุมนุมเกิน 5 คน, ฯลฯ ซึ่งองค์กรพุทธที่เป็นทางการสมยอมโดยพฤตินัยเสมอมา)”
[จากข้อเขียนเรื่อง คลื่นลูกที่สาม ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21-27 กรกฎาคม 2560 หน้า 30]
ก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
ไทยมีวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ต่อไปไทยกำลังเข้าสู่วัฒนธรรมร่วมโลก จึงจำเป็นต้องรู้เขา รู้เรา รู้โลก
วัฒนธรรมร่วมโลก ไร้พรมแดน และอยู่เหนือการควบคุมของผู้นำใดๆ
แต่การศึกษาไทยย้อนยุคสู่อาณานิคมมากกว่า 100 ปีมาแล้ว ดูจากเนื้อหาวิชา ความรู้สาขามนุษยศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์โบราณคดีไทยแบบอาณานิคม ที่การศึกษาไทยดันทุรังใช้งานทุกวันนี้
“การศึกษาไทยมีปัญหา—-เนื่องจากก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงภูมิสถาปัตย์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวนำ…การศึกษาไทยจะปรับตัวให้ทันได้อย่างไร…เพื่อดูแลคนไทยไม่ให้ตกขบวนรถไฟนวัตกรรม ซึ่งภูมิสถาปัตย์ทางเศรษฐกิจการเมืองนำโดยเทคโนโลยี ไม่ใช่ผู้นำ”
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย บอกไว้ในที่ประชุมนักบริหารการทูต (นบท.) รุ่นที่ 9 (มติชน ฉบับวันพุธที่ 19 กรกฎาคม 2560 หน้า 11)
ประวัติศาสตร์โบราณคดีไทยแบบอาณานิคม หล่อหลอมคนให้มีแนวคิดแบบอำนาจนิยมคลั่งชาติ เบียดเบียนเอาเปรียบคนอื่น ก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทุกด้านในโลก ซึ่งเป็นอันตรายต่อโลก
ตรงข้าม ถ้าประวัติศาสตร์โบราณคดีแบบก้าวหน้าอย่างสากลโลก จะผลักดันแนวคิดสร้างสรรค์อยู่ในวัฒนธรรมร่วมโลก
