การที่เมียนมาเลื่อนการเลือกตั้ง “ประธานาธิบดี” คนใหม่จากวันที่ 17 มาเป็นวันที่ 10 มีนาคม สะท้อนนัยยะอะไรในทางการเมือง
1 สะท้อนว่าสามารถ “ตกลง” กันได้
1 สะท้อนว่า “ไม่” สามารถตกลงกันได้
ความโน้มเอียงของ “นักวิเคราะห์” เอนไปในทางที่ว่าไม่สามารถตกลงกันได้มากกว่าไปในทางที่ว่าสามารถตกลงกันได้
เพราะ “หารือ” กันมาแล้ว 3 ครั้ง
เสียงจากฝ่าย “ทหาร” เด่นชัดและยืนกรานว่ามิอาจให้ ออง ซาน ซูจี ขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้ รูปธรรมก็คือ
จะไม่มีการแก้ไข “รัฐธรรมนูญ” มาตรา 59
ยืนยันให้เห็นว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอัน “รัฐบาลทหาร” จัดวางเอาไว้ก่อนการเลือกตั้งมีผลในทางเป็นจริง ที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ ออง ซาน ซูจี ยังไม่ต้องการ “หักด้ามพร้าด้วยเข่า” ยังต้องการประนอมประโยชน์ระหว่างกัน
เพราะนับแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ออง ซาน ซูจี และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(เอ็นแอลดี) ประสบชัยชนะมาอย่างต่อเนื่อง
จำเป็นต้อง “ถอย” เพื่อมิให้อีกฝ่ายต้องอยู่ในภาวะ “จนตรอก” เกินไป
ระหว่างกลุ่ม JUNTA แห่งเมียนมา กับ ออง ซาน ซูจี และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ต่างมีดีกันคนละอย่าง
JUNTA กุม “กองทัพ” กุม “กฎหมาย”
กองทัพมีความต่อเนื่องในการสืบทอดอำนาจตั้งแต่ยุค นายพลเนวิน เมื่อปี พ.ศ.2505 กระทั่งยุค พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย ในปี พ.ศ.2559
กฎหมายที่สำคัญก็คือ “รัฐธรรมนูญ”
รัฐธรรมนูญที่กำหนดอย่างแจ้งชัดในการมี “ส.ส.ลากตั้ง” อันเป็นของทหารดำรงปริมาณร้อยละ 25 อยู่เสมอ
รัฐธรรมนูญที่กำหนดอย่างแจ้งชัดในการกำหนด “ประธานาธิบดี” กำหนด “รัฐมนตรี”
คุณสมบัติของประธานาธิบดีกีดกัน อองซาน ซูจี อย่างไม่ปิดบังอำพราง รัฐมนตรีอย่างน้อย 3 กระทรวงต้องมาจากทหาร
เป็น “รัฐธรรมนูญ” อันสำแดงเจตจำนงของ “การสืบทอดอำนาจ”
ในนามของความรักชาติ ในนามของความห่วงใยความสงบเรียบร้อยของเมียนมา ในนามความปรารถนาดีซึ่งมีมากยิ่งกว่าชาวเมียนมาคนใด
แล้ว ออง ซาน ซูจี มี “ฐานอำนาจ” อยู่ ณ ที่ใด
จุดต่างระหว่างพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) และ ออง ซาน ซูจี แตกต่างกับเหล่า JUNTA อย่างเด่นชัด
เหมือน “ขาว” กับ “ดำ”
ราว “แสงสว่าง” อันสดใส ไพจิตร กับ “ความมืด” อันสยดสยอง น่ากลัว ซุกซอกภายในมุมอับ คับ แคบ ตีบตัน
เพราะ “อำนาจ” ของ ออง ซาน ซูจี มาจาก “ชาวเมียนมา”
ไม่ว่าการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2531 ไม่ว่าการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2559 ชาวเมียนมาเลือกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เลือก ออง ซาน ซูจี
ปี พ.ศ.2531 เลือกมามากกว่าร้อยละ 80
ปี พ.ศ.2559 เลือกมามากกว่าร้อยละ 90
สะท้อนให้เห็นว่า “อำนาจ” อัน ออง ซาน ซูจี ได้มามีฐานะอยู่ที่ “ประชาชน”
อยู่ที่ “เจตจำนงร่วม” ของชาวเมียนมา
ชี้ชัดว่าไม่ต้องการ “กองทัพ” ไม่ต้องการ “ทหาร”
ไม่ว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) จะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ ออง ซาน ซูจี จะได้เป็นประธานาธิบดีหรือไม่
“เจตจำนงร่วม” ของ “ชาวเมียนมา” เป็นเช่นนี้
ในระยะอันถือว่า “เปลี่ยนผ่าน” ในทางการเมือง “อำนาจ” อย่างครบถ้วน อาจยังมิได้อยู่ในมือของ ออง ซาน ซูจี
แต่บทเรียนจากการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2531 บทเรียนซึ่งตอกย้ำและยืนยันจากการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2558 ยืนยันอย่างเด่นชัดว่า
ในอนาคตใครคือ “ผู้ชนะ” ใครคือ “ผู้แพ้”

