ข่าวเรื่องการทุจริตในวงการคณะสงฆ์, ความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับรายได้ของวัด, พระซื้อตำแหน่ง, ข้อเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับคณะสงฆ์และการจัดการศาสนสมบัติ ฯลฯ นำเอาฆราวาสหน้าตาแปลกๆ ออกมาแสดงฤทธิ์เดชนานัปการที่จะแก้ปัญหาขององค์กรศาสนา
ทิศทางของการแก้ปัญหาก็เป็นไปในทางเดียวกัน คือทำให้องค์กรสงฆ์อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
องค์กรทางศาสนาที่รวมศูนย์ มีอำนาจบริหารกิจการภายในของตนเองและมีอำนาจกำกับควบคุมความประพฤติของประชาชน ซ้ำยังมีอำนาจข้ามรัฐไปทั่วภูมิภาค จนกลายเป็นอำนาจเหนือรัฐในบางช่วง ล้วนเกิดขึ้นในเงื่อนไขเฉพาะทางประวัติศาสตร์ของยุโรปเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในดินแดนอื่นๆ ทั่วไปในโลก
ว่าเฉพาะการจัดองค์กรของนักบวชในพระพุทธศาสนาแต่เดิมมา ล้วนเป็นองค์กรขนาดเล็กของสำนักอาจารย์ต่างๆ กำกับควบคุมสำเร็จเสร็จหมดทุกอย่างในสำนักแต่ละอาจารย์ การจัดองค์กรในลักษณะนี้เป็นทั้งความอ่อนแอและพลังแก่พระพุทธศาสนาไปพร้อมกัน
อ่อนแอเพราะง่ายที่จะเกิดการแตกแยก มีความคิดเห็นแตกต่างทั้งแบบแผนการปฏิบัติ (orthopraxie) และหลักลัทธิคำสอน (orthodoxy) แต่ก็เป็นพลังให้พระพุทธศาสนาสามารถปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งในถิ่นประเทศที่ต่างจากแหล่งกำเนิด และยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
การรวมภิกษุทั้งหมดในแต่ละรัฐให้มาอยู่ในองค์กรเดียวกันนั้น แม้เป็นความต้องการของกษัตริย์ในรัฐพุทธมาก่อน แต่ในทางปฏิบัตินั้นทำไม่ได้ จึงมีเพียงเค้าโครงการบริหารภายในซึ่งไม่ได้ปฏิบัติจริงเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกได้เข้ามาครอบงำเอเชียในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงเกิดองค์กรลักษณะนั้นขึ้นจริง
แต่ภายใต้รัฐอาณานิคม (และกึ่งอาณานิคม) องค์กรศาสนาจะเป็นอิสระจากรัฐไม่ได้ ประสบการณ์ของชาวยุโรปสอนให้รู้ว่าองค์กรศาสนาที่เป็นอิสระเป็นภัยคุกคามอำนาจรัฐอย่างไร แท้จริงแล้วนักบวชซึ่งเป็นที่เคารพเชื่อฟังของประชาชนในอาณานิคมอย่างสูง คือพลังแฝงที่จะกลายเป็นพลังต่อต้านผู้ปกครองเจ้าอาณานิคมได้อย่างเปิดเผย การจัดตั้งองค์กรทางศาสนาที่รวมศูนย์ จึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มุ่งจะให้องค์กรรวมศูนย์เข้มแข็งขึ้นจนสามารถสร้างเป้าหมายทางสังคมและการเมืองที่เป็นอิสระของตนเองได้
องค์กรรวมศูนย์ที่ระบอบอาณานิคมสร้างขึ้น มีจุดมุ่งหมายเพียงบังคับควบคุมนักบวชชาวพื้นเมืองเท่านั้น
แต่องค์กรทางศาสนาใดๆ ก็ตาม แม้อยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของรัฐ ก็มักจะพัฒนาเป้าหมายทางสังคมและการเมืองที่ไม่ตรงกับรัฐเสียทีเดียวได้เสมอ เป็นเป้าหมายของทั้งองค์กรบ้าง เป็นเป้าหมายของบางกลุ่มในองค์กรบ้าง ภิกษุภายใต้องค์กรประเภทนี้จึงมักถูกลงโทษหรือขัดขวางกลั่นแกล้งเป็นบางรายเสมอ เช่นอู โอตตะมะในพม่า, พระสงฆ์ธรรมยุติของกัมพูชาในช่วงแรก, ครูบาศรีวิชัย, พระพิมลธรรม และสำนักอาจารย์มั่นและอาจารย์พุทธทาสในช่วงแรกในสยาม
องค์กรทางศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐสมัยใหม่ที่ระบอบอาณานิคมสร้างขึ้น รวมทั้งสยาม ซึ่งแม้ไม่ได้เป็นอาณานิคมอย่างเป็นทางการ ก็อาศัยแนวคิดเดียวกันนี้ในการสร้างองค์กรทางศาสนาที่รวมศูนย์ และภายใต้การกำกับควบคุมรัฐขึ้นในสมัยนี้เช่นเดียวกัน
จุดมุ่งหมายทางการเมืองของเจ้าอาณานิคมในการสร้างองค์กรรวมศูนย์ของนักบวช ภายใต้การควบคุมของรัฐเช่นนี้ ประสบความสำเร็จไม่สู้จะมากนัก ในพม่า พระภิกษุเคยเป็นหัวหอกในการต่อต้านอังกฤษอยู่ช่วงหนึ่ง ในลังกาและกัมพูชาการเคลื่อนไหวของพระภิกษุ “หัวก้าวหน้า” จุดชนวนสำนึกชาตินิยมให้แก่ประชาชน ในสยามอาจประสบความสำเร็จมากที่สุด เพราะรัฐสามารถใช้กำลังขององค์กรศาสนาในการดำเนินนโยบายของรัฐได้ในระยะหนึ่ง แต่ในระยะยาวแล้วก็อาจทำให้องค์กรสงฆ์ได้ “สานุศิษย์” (ในความหมายของคำว่า clients ในภาษาอังกฤษ) ใหม่ในสังคมสมัยใหม่ด้วย (เช่นนักเรียนที่เรียนหลักสูตรสมัยใหม่กับพระมาตลอด, ชาวเขาที่หันมานับถือพุทธ+พระธรรมทูต จนเหมือนสร้างครูบาศรีวิชัยขึ้นใหม่) อันจะทำให้รัฐกำกับควบคุมได้ยากขึ้น
กล่าวโดยสรุปก็คือ องค์กรทางศาสนาที่รวมศูนย์นั้น เข้มแข็งนักก็เป็นอันตรายต่อรัฐ อ่อนแอนักก็ไม่อาจควบคุมนักบวชบางกลุ่มที่อาจมีเป้าหมายทางสังคมและการเมืองที่แตกต่างจากรัฐได้ นับเป็นอันตรายต่อรัฐจนได้เหมือนกัน

ความอ่อนแอขององค์กรสงฆ์ในเมืองไทยนั้นเป็นที่รู้กันดี มักพูดกันถึงสาเหตุที่ทำให้อ่อนแอว่ามาจากการจัดโครงสร้างการบริหาร, ความไม่ทันต่อโลกธรรมของพระสังฆาธิการทุกระดับ, การถือพรรคถือพวก, ฯลฯ ซึ่งคงจะจริงทั้งนั้น แต่สาเหตุที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ค่อยพูดถึงกันก็คือ สาเหตุเหล่านี้แก้ไขไม่ได้ เพราะจะทำให้องค์กรสงฆ์เข้มแข็งเกินไปจนอาจเป็นอันตรายต่อรัฐได้
ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า มติหลายประการซึ่งออกโดยมหาเถรสมาคมก็ดี โดยสังฆมนตรีในสมัยหนึ่งก็ดี ไม่มีผลในการใช้บังคับแก่พระภิกษุจริง หากรัฐจะใช้อำนาจช่วยให้กฎเกณฑ์เหล่านี้ถูกบังคับใช้จริง องค์กรบริหารของสงฆ์ก็จะเกิดความเป็นปึกแผ่น ที่มีสายการบังคับบัญชาชัดเจนเหนือพระภิกษุนับเป็นแสนรูปในเมืองไทย กลายเป็นองค์กรหนึ่งที่มีอำนาจอิสระของตนเองมากขึ้น จนในที่สุดก็หลุดจากการกำกับควบคุมของรัฐ
อย่าลืมด้วยว่า องค์กรนอกรัฐที่อยู่พ้นจากการควบคุมจริงๆ ในเมืองไทยนั้นมีน้อยมาก แม้แต่พรรคการเมืองยังแหยถึงเพียงนี้ หากองค์กรสงฆ์กลายเป็นองค์กรนอกรัฐก็จะน่ากลัวมาก เพราะมีวินัยและสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน (จนเกือบเหมือนกองทัพ) และเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนอย่างท่วมท้น จะทำให้องค์กรสงฆ์กลายเป็นอำนาจหนึ่งที่ถ่วงดุลอำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พระสงฆ์พม่าซึ่งไม่ได้เคลื่อนไหวภายใต้องค์กรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยซ้ำ ยังมีฤทธิ์เดชที่น่ากลัวถึงเพียงนี้ แม้ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหาร
แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐใช้องค์กรสงฆ์เป็นเหมือนกลไกด้านอุดมการณ์ของรัฐตลอดมา โรงเรียนแรกๆ ที่ขยายการศึกษาแผนใหม่แก่ประชาชนตั้งอยู่ในวัด พุทธศาสนาสำนวนที่เป็นทางการของไทยช่วยผนึกประชาชนในดินแดนชายขอบของราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยามใหม่ พระสงฆ์เป็นอีกกลไกหนึ่งที่นำเอาอุดมคติของนโยบายพัฒนาไปยังประชาชนในดินแดนไกลปืนเที่ยง คณะธรรมทูตที่คณะสงฆ์จัดขึ้นเป็นเครื่องมือการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของชาวเขาเพื่อแยกชาวเขาออกไปจากกำลังสำรองของฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการขจัดหรือปราบปรามสำนักอาจารย์ที่มีศักยภาพจะท้าทายอำนาจรัฐ เช่นสันติอโศกในสมัยก่อน และธรรมกายในสมัยนี้ ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ทำได้ต่อเมื่อคณะสงฆ์ยังรวมตัวเป็นองค์กรเดียวกัน ไม่แตกแยกกลับไปจัดองค์กรในลักษณะสำนักอาจารย์อีก

องค์กรศาสนาที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว แต่ไม่เข้มแข็งนัก และไม่อ่อนเละจนสิ้นสภาพ คือองค์กรทางศาสนาที่ตอบสนองความต้องการของรัฐไทยพอดีที่สุดด้วย ปลอดภัยแต่ใช้งานพอได้ แม้ได้ไม่ดีนักก็ตาม
ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงว่า การจัดองค์กรในลักษณะนี้ ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ปลูกฝังขึ้นระบบหนึ่ง ซึ่งพระสงฆ์ก็เข้าไปผูกพัน รวมทั้งยังมีฆราวาสอีกมาก ทั้งในและนอกระบบราชการที่เข้าไปผูกพันด้วย จะปฏิรูปองค์กรทางศาสนาโดยไม่ให้กระทบต่อระบบผลประโยชน์ผูกพันนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ หากกระทบแล้วหวังว่าจะไม่ถูกคัดค้านต่อต้าน ก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน
แม้แต่เพียงอยู่ในชั้นดำริเท่านั้น ก็เริ่มมีพระภิกษุบางรูปออกมาต่อต้านแล้ว
ฉะนั้น ถึงจะออกกฎหมายให้รัฐมีอำนาจเข้ามากำกับควบคุมองค์กรศาสนาอย่างใกล้ชิดขึ้น ในทางปฏิบัติ การกำกับควบคุมนั้นย่อมต้องทำอย่างประนีประนอม เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างองค์กรศาสนาและรัฐที่ไม่มีความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งก็คือต้องทำในลักษณะที่ไม่ไปกระทบต่อระบบผลประโยชน์ปลูกฝังที่มีอยู่
การประนีประนอมนั้นมีราคาเสมอ ผู้ที่เข้ามามีส่วนหยิบฉวยส่วนแบ่งด้วยก็คือข้าราชการ ซึ่งแม้ในปัจจุบันนี้เองก็มีข่าวเรื่อง “เงินทอน” จากงบประมาณบำรุงวัดของสำนักพุทธฯ อยู่แล้ว
อันที่จริง องค์กรทางศาสนาในรัฐสมัยใหม่ในโลก ล้วนไม่ใช่องค์กรรวมศูนย์ภายใต้รัฐอีกแล้ว (ยกเว้นสำนักวาติกันซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากอดีต แต่ผู้บริหารวาติกันก็สำนึกได้ดีว่า การรวมศูนย์เสียอีกที่ทำให้องค์กรอ่อนแอลง จึงเปิดให้นักบวชใช้ดุลพินิจในการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ต้องเผชิญ คงสงวนไว้แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับลัทธิคำสอนหรือ doctrine เท่านั้น) ดังนั้น หากจะปรับปรุงการจัดองค์กรทางศาสนาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาจริง ก็ควรจำกัดบทบาทของรัฐลงให้เหลือเพียงการรักษาเสรีภาพทางศาสนาให้ดำรงอยู่อย่างเป็นจริงตามรัฐธรรมนูญ ส่วนคณะสงฆ์จะจัดองค์กรของตนอย่างไร ก็เป็นเรื่องของคณะสงฆ์ รัฐไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย ตราบเท่าที่การจัดองค์กรนั้นไม่กระทบถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนาของประชาชน ซึ่งรัฐต้องให้หลักประกัน
ในโลกปัจจุบัน นับวัน ศาสนาเป็นเงื่อนไขสำคัญในความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยลง รัฐจะมีหรือไม่มีองค์กรทางศาสนาไว้ในมือก็ไม่สู้จะแตกต่างกันนัก
เพียงเท่านั้น ผมเชื่อว่าองค์กรรวมศูนย์ของพระสงฆ์ก็จะสลายไปเองเป็นส่วนใหญ่ พระสงฆ์ที่ยังพอใจจะสังกัดกับองค์กรสงฆ์เดิมก็เป็นสิทธิของท่านจะทำได้ แต่พระสงฆ์ที่ไม่สมัครใจเช่นนั้น ด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ย่อมมีสิทธิจะแยกตัวออกไป ส่วนจะดำเนินชีวิตในฐานะนักบวชของพระพุทธศาสนาต่อไปได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับความศรัทธาเชื่อถือของประชาชนหรือไม่ หากวัตรปฏิบัติของท่านเป็นที่พอใจของประชาชน อย่างไรเสียก็มี ผู้ใส่บาตรและทำบุญบำรุงวัดสืบไป
ถึงเวลาที่สำนักอาจารย์ต่างๆ ของพระพุทธศาสนาไทยต้องแสวงหาความศรัทธาจากประชาชนเอาเอง จะปรับตัวอย่างไรให้เหมาะกับชีวิตปัจจุบัน เป็นเรื่องที่พระสงฆ์ต้องคิดเอาเอง และคิดให้ดีด้วย เพราะอาจทำให้คนเลิกใส่บาตรได้ ทั้งนี้โดยไม่ต้องมีรัฐมากำกับควบคุม ประชาชนชาวพุทธนั่นแหละคือผู้กำกับควบคุมพระสงฆ์ หากเขาพอใจเพียงให้มีผ้าเหลืองไว้ทำพิธีกรรมเท่านั้น ถึงจะมีรัฐหรือไม่มีรัฐค้ำจุนคณะสงฆ์ พระพุทธศาสนาของไทยก็ได้เปลี่ยนมาถึงจุดนั้นเสียแล้วจนได้

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำกับองค์กรทางศาสนา ไม่ควรมีความหมายแต่เพียงการตั้งฆราวาสไปอยู่ในคณะกรรมการต่างๆ ของรัฐหรือขององค์กรสงฆ์ แต่ควรหมายถึงอำนาจกำกับควบคุมอยู่ในมือของประชาชนโดยตรง และโดยไม่มีอำนาจอื่นมาขวางกั้น ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของคณะสงฆ์หรือของรัฐ
ผมทราบดีว่ากำลังพูดถึงอำนาจประชาชนในยุคสมัยที่ผู้มีอำนาจไม่มีความไว้วางใจประชาชนเลย แต่ถึงอย่างไร การปฏิรูปองค์กรทางศาสนาในเมืองไทยก็เป็นเรื่องสำคัญ เราควรคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อลงมือปรับเปลี่ยนองค์กรทางศาสนา เมื่อระบอบที่ประชาชนเป็นใหญ่มาถึงในวันหนึ่งข้างหน้า อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

