สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่จากฤทธิ์พายุโซนร้อน “เซินกา” ที่จังหวัดสกลนคร รวมทั้งอีกหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศ
ก่อให้เกิดผลเสียหายหนักหนาสาหัสมากมายนานัปการ
ทั้งในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรจำนวนมาก เพราะตั้งแต่บ้านเรือน แหล่งประกอบอาชีพ เรื่อยไปจนถึงสถานพยาบาล ล้วนหลีกหนีอุทักภัยไปไม่พ้น
โดยที่บางจังหวัด เช่น สกลนคร ก็เพิ่งประสบพบเจออุทกภัยร้ายแรงระดับนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ
ด้านหนึ่ง อุทกภัยที่เกิดขึ้นย่อมนำไปสู่ความโศกเศร้า หดหู่ เดือดเนื้อร้อนใจ ทั้งในหมู่ผู้ประสบเหตุ และผู้คนในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมีโอกาสได้พบเห็นสถานการณ์ความรุนแรงของภัยน้ำผ่านสื่อต่างๆ
แต่อีกด้าน อุทกภัยที่เกิดขึ้นก็ช่วยบ่งชี้ให้เห็นถึงสภาวะ “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ของทุกภาคส่วนในสังคมไทย ที่ต่างกระตือรือร้นเข้ามาร่วมช่วยเหลือ “เพื่อนร่วมชาติ” ผู้กำลังประสบความทุกข์ร้อนดังกล่าว
นับเป็นภาพอันน่าปลื้มปีติ ที่เราได้มองเห็นความร่วมมือร่วมใจอันแข็งขันและสามัคคีจากทุกองคาพยพ ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกคน ในสังคม
นี่เป็นการประสานงาน-ร่วมช่วยเหลือเพื่อนผู้ประสบภัย ที่มีน้ำหนัก มีความสำคัญ มีพลังยิ่งกว่าการจุดประกายความขัดแย้งใดๆ มีความสำคัญเหนือกว่าการแบ่งฝักฝ่ายทางการเมืองในทุกเรื่อง แล้วมุ่งโจมตีกันไปมา
แน่นอนว่า ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยของหลายจังหวัดในภาคอีสานและภาคเหนือบางส่วน การแสดงทรรศนะความคิดเห็นต่อสภาวะน้ำท่วมหนักที่เกิดขึ้น ซึ่งเจือกลิ่นอายความขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติลงไป ย่อมมีปรากฏอยู่บ้าง
ทั้งบางส่วนของฝ่ายรัฐเอง ฝ่ายพรรคการเมือง ไปจนถึงประชาชนคนธรรมดาที่โพสต์ความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย
แต่ข้อคิดเห็นเหล่านั้นก็มิได้ถูกให้ความสำคัญมากนัก หากเปรียบเทียบกับรายงานข่าวสถานที่และประชาชนผู้ประสบอุทกภัย รวมถึงแนวทางแก้ไข-เยียวยาปัญหาที่กำลังดำเนินไปโดยเร่งด่วน
คงต้องยอมรับว่าการปะทะกันผ่านความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมืองนั้น คงจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้ยากในช่วงตลอดเดือนสิงหาคม 2560
ซึ่ง “มรสุมการเมือง” ลูกใหญ่กำลังตั้งเค้า เมื่อผลการพิจารณาคดี “จำนำข้าว” เริ่มงวดเข้ามา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นสิงหาคม ทุกฝ่ายคงต้องร่วมแรงร่วมใจฝ่าฟันภัยน้ำท่วมไปด้วยกันก่อนเป็นลำดับแรก
เพราะบางที การมีฉันทามติร่วมกันในบางเรื่อง (แม้จะไม่ทุกเรื่อง) ก็คือ เครื่องบ่งชี้ว่าประเทศไทยยังมีโอกาสเดินหน้าต่อไปได้
………………..
ปราปต์ บุนปาน

