การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เป็นการจัดการศึกษาวิชาชีพที่เกิดจากข้อตกลงระหว่างสถานศึกษาหรือสถาบันกับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ ในเรื่องการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลโดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหนึ่งในสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในวงการการอาชีวศึกษาว่าการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพกว่ารูปแบบอื่นๆ เพราะนักศึกษาที่ผ่านการศึกษาจากระบบทวิภาคีจะมีทักษะในด้านการปฏิบัติ ซึ่งได้เรียนรู้ทฤษฎีต่างๆ จากการปฏิบัติงานจริง มิได้เรียนจากตำราในห้องเรียน และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วสามารถทำงานได้ทันที ในขณะที่ผู้จบการศึกษาในรูปแบบปกติต้องเข้ารับการฝึกก่อนเข้าทำงาน
พัฒนาการของการจัดอาชีวศึกษาโดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 โดยระยะแรกเริ่มดำเนินการ “โครงการโรงเรียน-โรงงาน (DUAL SYSTEM)” มีการจัดตั้งวิทยาลัยต้นแบบที่ได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และได้มีการพัฒนา ปรับปรุง หลักสูตร และวิธีจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนถึงปี พ.ศ.2556 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดตั้ง “ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี (Dual Vocational Education Center)” ขึ้นเป็นหน่วยงานภายใน และมีกำลังคนอยู่ 7 คน
ศูนย์นี้มีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนระบบทวิภาคีเป็นการเฉพาะ จัดทำรูปแบบและแนวทางการปฏิบัติเพื่อมอบให้สถานศึกษาในกำกับของ สอศ.ทุกแห่ง สามารถจัดการเรียนการสอนระบบทวิภาคีได้อย่างน้อย 1 สาขาวิชา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 เป็นต้นไป และจะส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานศึกษาในสังกัดสามารถจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีเต็มรูปแบบ
ขณะนี้มีรูปแบบการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีที่ สอศ.ให้ความเห็นชอบแล้ว จำนวน 5 Models ดังนี้
Model A การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีเต็มรูปแบบ (ร้อยเปอร์เซ็นต์) ในพื้นที่ คือ มีสถานประกอบการในพื้นที่ของสถานศึกษา ผู้เรียนทุกคน ทุกสาขาวิชา ได้เข้าฝึกอาชีพในสถานประกอบการ
Model B การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีเต็มรูปแบบ (ร้อยเปอร์เซ็นต์) นอกพื้นที่ คือ ไม่มีสถานประกอบการในพื้นที่ตั้งสถานศึกษา ผู้เรียนทุกคน ทุกสาขาวิชา ได้เข้าฝึกอาชีพในสถานประกอบการ โดยจะต้องมีการจัดที่พักใกล้กับสถานประกอบการที่ไปฝึกอาชีพให้แก่ผู้เรียน และมีครูควบคุมดูแล
Model C การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีบางสาขาวิชา
Model D การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีให้พนักงานของสถานประกอบการ
Model E การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีกับสถานประกอบการในต่างประเทศ
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พ.ศ.2556 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พ.ศ.2557 และหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ กระทรวงศึกษาธิการได้มีประกาศ เรื่อง “มาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี” ลงวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2557 โดยได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 131 ตอนพิเศษ 239 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ให้สถานศึกษาและสถานประกอบการที่ร่วมจัดการอาชีวศึกษา ระบบทวิภาคีใช้เป็นหลักและแนวทางในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความตระหนักและให้ความสำคัญกับการอาชีวศึกษา เนื่องจากการอาชีวศึกษาเป็นการจัดการศึกษาที่ผลิตคนเข้าสู่ภาคแรงงาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
จึงมีนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างคุณภาพของคนไทยให้สามารถเรียนรู้ พัฒนาตนได้เต็มตามศักยภาพ ประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้ โดยมีความใฝ่รู้และมีทักษะที่เหมาะสม เป็นคนดีมีคุณธรรม สร้างเสริมคุณภาพการเรียนรู้ โดยเน้นการเรียนรู้เพื่อสร้างสัมมาชีพในพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนากำลังคนให้เป็นที่ต้องการเหมาะสมกับพื้นที่ ทั้งในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ
พัฒนาคนทุกช่วงวัยโดยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้สามารถมีความรู้และทักษะใหม่ที่สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย ตามแนวโน้มการจ้างงานในอนาคต ส่งเสริมอาชีวศึกษา เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะโดยเฉพาะในท้องถิ่นที่มีความต้องการแรงงาน
และพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานวิชาชีพ
การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานและภาคประกอบการที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคือภาคประกอบการ ทั้งในส่วนของสถานประกอบการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจึงจะเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จได้
การดำเนินการของสถานประกอบการเพื่อให้มีความพร้อมนั้น ต้องมีการบริหารจัดการที่เหมาะสมและต้องมีค่าใช้จ่าย มาตรการจูงใจให้ได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การที่สถานประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการดำเนินการในความร่วมมือจัดการศึกษาระบบทวิภาคีกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสถานศึกษาอาชีวศึกษา ไปลดหย่อนภาษีเงินได้จากกรมสรรพากร
การยื่นเอกสารเพื่อขอลดหย่อนภาษีนั้นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของกระทรวงแรงงาน โดยอนุโลม คือ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557 เนื่องจากไม่มีกฎหมายฉบับอื่นบัญญัติให้ปฏิบัติได้ ทำให้เกิดปัญหาสำหรับสถานประกอบการที่ร่วมจัดการศึกษาระบบทวิภาคีใน 2 ประเด็น คือ วิธีจัดทำรายละเอียดของการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี (ที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานถือว่าเป็นการฝึกเตรียมเข้าทำงาน) และสถานประกอบการไม่ทราบว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใดบ้างที่สามารถยื่นขอลดหย่อนภาษีเงินได้จากกรมสรรพากร
ดังนั้น เพื่อเป็นการหาทางออกในเรื่องดังกล่าว สร้างแนวทางในการขับเคลื่อนการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีให้มีความเข้มแข็ง สอดคล้องตามแนวนโยบายของรัฐบาล และให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้มีกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่างๆ เป็นการเฉพาะ
จึงมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะอันนำไปสู่แนวทางในการบูรณาการความร่วมมือในการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี โดยแบ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาออกเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น และการแก้ไขปัญหาระยะยาว ดังนี้
การแก้ไขปัญหาระยะสั้น
สถานศึกษาหรือสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาควรต้องให้ความช่วยเหลือสถานประกอบการตามความเหมาะสม รูปแบบของความช่วยเหลือควรประกอบด้วย การช่วยอธิบายข้อกำหนดทางกฎหมาย ตลอดจนกฎระเบียบของหน่วยงานภาครัฐ การช่วยเตรียมเอกสารข้อมูลทั้งในส่วนที่ต้องเสนอต่อกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และเอกสารที่ต้องยื่นเพื่อลดหย่อนภาษีต่อกรมสรรพากร ตลอดจนการจัดให้มีการประชุมกลุ่มสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเพื่อชี้แจงข้อมูลและรายละเอียดด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและนำมาสู่ปัญหาตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ให้เป็นที่ทราบโดยทั่วไปในกลุ่มของสถานประกอบการที่เข้าร่วมในโครงการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี พร้อมกับจัดทำเอกสารและจัดทำแบบฟอร์มสำหรับการหักค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีเงินได้ประจำปีให้แก่สถานประกอบการ (ถ้าจำเป็น)
นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาควรหารือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เพื่ออธิบายหลักการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี วิธีการปฏิบัติ และค่าใช้จ่ายที่สถานประกอบการต้องรับผิดชอบ รวมถึงขอความร่วมมือจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน แจ้งให้หน่วยงานในสังกัดทราบเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและให้ความสนับสนุนเมื่อสถานศึกษาและสถานประกอบการในพื้นที่รับผิดชอบยื่นคำขอรับความเห็นชอบและขอการรับรองที่เป็นประโยชน์สำหรับการขอลดหย่อนภาษีจากหน่วยงานของกรมสรรพากรในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาสำคัญที่เหลืออยู่ คือ ค่าใช้จ่าย 2 ส่วนที่ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เนื่องจากมิได้กำหนดไว้ในประกาศของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้แก่ เบี้ยเลี้ยงนักศึกษาในวันที่ไม่มีการฝึกและเงินค่าสอนสำหรับครูในสถานประกอบการ ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ได้โดยนำเสนอขออนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
การแก้ไขปัญหาระยะยาว
ปัญหาทั้งหมดที่เกิดกับสถานประกอบการ ตามที่ได้กล่าวถึงในเบื้องต้นนั้น เกิดจากการมีความจำเป็นต้องนำพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557 มาใช้โดยอนุโลม เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาไม่มีกฎหมายอื่น ระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ที่มีบทบัญญัติให้สถานประกอบการนำค่าใช้จ่ายไปขอลดหย่อนภาษีเงินได้ ปัญหาดังกล่าวนี้จึงเป็นการ “ขาดกฎหมายที่กำหนดความชัดเจนในการลดหย่อนภาษีเงินได้”
การแก้ไขปัญหาระยะยาว สมควรที่จะดำเนินการให้มีกฎหมายที่ส่งเสริมการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีเป็นการเฉพาะ โดยให้มีบทบัญญัติส่วนหนึ่งสำหรับแก้ปัญหาระยะยาวใน 2 ประเด็น คือ
1.ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือ สอศ. เป็นผู้ให้การรับรองหลักสูตรที่ใช้ในการเรียนที่สถานประกอบการ
2.ให้คณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นผู้กำหนดประเภทและอัตราของค่าใช้จ่ายที่สามารถนำไปยื่นขอลดหย่อนภาษีจากกรมสรรพากร
ทั้งนี้ เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้มีกฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินการขับเคลื่อนกระบวนการจัดการศึกษารูปแบบดังกล่าวให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างสมบูรณ์
คณะอนุกรรมาธิการการอาชีวศึกษา
คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

