หน้าแรก คอลัมนิสต์ สัญญาณการศึกษ...

สัญญาณการศึกษา : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

3.08.17 | 13:10 น.

คณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษาฯเข้าพบรับฟังนโยบายและความคิดเห็นจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมให้แนวทางเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาไปแล้วว่า 1 ปีที่เหลืออยู่ของรัฐบาลนี้ จะพยายามทำในส่วนที่เป็นโครงสร้าง และเริ่มแก้ปัญหาที่สาหัสก่อนให้ได้โดยเร็ว”

ครับ ได้ฟังแล้ว ไม่ทราบว่าคณะกรรมการอิสระแต่ละท่านจะคิดกันไปอย่างไร สอดคล้องกันหรือไม่ ในสองประเด็นสำคัญด้วยกัน ได้แก่ ปัญหาที่สาหัส กับส่วนที่เป็นโครงสร้าง

ประเด็นแรก ปัญหาที่สาหัสคงเห็นตรงกันว่าหนีไม่พ้น ปัญหาคุณภาพกับโอกาสและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวข้องหลายเรื่อง รวมถึงการทุจริตในวงการการศึกษาและการพัฒนาครู ข้อนี้เห็นด้วยจะต้องเร่งแก้ปัญหาที่สาหัสให้ลดลงเร็วที่สุด มากที่สุด

ประเด็นที่น่าห่วง น่าคิด เกรงว่าจะตีความกันไปคนละทางสองทาง อยู่ที่ประเด็นที่สอง “ส่วนที่เป็นโครงสร้าง” นี่แหละ

การส่งสัญญาณเรื่องโครงสร้างครั้งใหม่จึงต้องแปลความให้ชัดว่าหมายถึงอะไร มีขอบเขตแค่ไหน จะแปลความคำพูด ออกมาเป็นรูปธรรมกันอย่างไร

Advertisement

โครงสร้างการบริหารจัดการการศึกษาทั้งระบบ หรือโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

กรรมการอิสระฯคงต้องหาข้อยุติในประเด็นนี้ให้ตกผลึกเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อความเป็นเอกภาพในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่อไป เพราะจะกระทบต่อการแก้ปัญหาที่สาหัสในประการแรกอย่างแน่นอน

หากจัดลำดับความสำคัญ ให้น้ำหนักไปที่ปรับโครงสร้างอย่างในอดีตที่ผ่านมาเป็นหลัก ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต จึงยังไม่บรรลุ เพราะเน้นตอบสนองประโยชน์ของผู้บริหาร แม้กระทั่งครู อาจารย์ ยิ่งกว่านักเรียน ซึ่งควรเป็นหมุดหมายที่สำคัญสุด

ทิศทางการปฏิรูปการศึกษาตลอด 20 ปีที่ผ่านมาจึงถกเถียงกันตลอดว่า ระหว่าง ปฏิรูปครู ปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน ปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปการบริหารจัดการ ปฏิรูปโครงสร้าง อะไรเป็นจุดคานงัดนำไปสู่ความสำเร็จเร็วที่สุด มากที่สุด

เพราะหากแปลความผิด จะทำให้ผู้ปฏิบัติก้าวพลาด กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ปฏิรูปโครงสร้างส่วนบนกันอีกแทนที่จะปฏิรูปโครงสร้างในระดับล่าง ระดับพื้นที่ ระดับโรงเรียน ทำให้ประเด็นหลักที่สำคัญและน่าทำก่อนมากที่สุด ล่าช้าเข้าไปอีก

ผมหมายถึงการปฏิรูปครู การเรียนการสอน รวมถึงหลักสูตร ซึ่งเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลง ตอบโจทย์ปฏิรูปตรงจุดที่สุด

ทิศทางของคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา ยังสะท้อนให้เห็นจากการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสนับสนุน ได้แก่ อนุกรรมการด้านเด็กเล็ก อนุกรรมการด้านกองทุน อนุกรรมการด้านครู อนุกรรมการด้านการจัดการเรียนการสอน อนุกรรมการด้านโครงสร้าง และอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นสื่อสารกับสังคม

อนุกรรมการด้านโครงสร้าง จะแปลสัญญาณที่นายกรัฐมนตรีส่งออกมานี้ว่าอย่างไร และจะมุ่งพุ่งตรงไปทางไหน ระหว่างกระจายอำนาจกับรวบอำนาจสู่ศูนย์กลางส่วนบน จึงน่าสนใจติดตามยิ่ง

คำถามต่อมาคือ คณะอนุกรรมการทั้ง 6 ด้าน จัดลำดับความสำคัญ ความเร่งด่วนอย่างไร อะไรก่อน อะไรหลัง อะไรระยะสั้น ระยะยาว

การจัดลำดับ นอกจากส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทุกด้านมากน้อยลงไปตามลำดับแล้ว ยังหมายถึงอัตราเร่งของการขับเคลื่อนในแต่ละเรื่องด้วย

หรือเห็นว่า ทุกเรื่องสำคัญเท่ากันหมด ต้องทำไปพร้อมกัน ไม่ต้องจัดลำดับ เพราะเชื่อมโยงส่งผลกระทบถึงกันหมด แต่ก็อย่าลืมข้อคิดที่ว่า ทำทุกเรื่องในเวลาเดียวกัน ไม่ได้ผลสำเร็จสักเรื่อง กับทำทีละเรื่อง ที่สำคัญให้เห็นผล แล้วทำเรื่องรองต่อไป เสียทีเดียวเชียว

จากงานทั้ง 6 ด้าน ผมจัด 3 ระดับความเร่งด่วน อนุฯหลัก ได้แก่ อนุฯครูและอนุฯการจัดการเรียนการสอนซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องหลักสูตร ถัดไปเป็นอนุฯเด็กเล็กซึ่งเป็นเรื่องระยะยาวและอนุฯโครงสร้าง

ซึ่งรวมถึงการพิจารณากฎหมาย ส่วนอนุฯกองทุนกับอนุฯรับฟังความเห็นและสื่อสารสังคม เป็นงานด้านการส่งเสริม สนับสนุน

นอกจากภารกิจหลักตามชื่ออนุกรรมการแล้ว ปัญหารายประเด็น ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็ก ครูขาด ครูเกิน เด็กออกกลางคัน เพิ่มสัดส่วนอาชีวะกับสายสามัญ การศึกษานอกระบบ การศึกษาทางไกล ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การกระจายอำนาจให้สถานศึกษา ปรับบทบาทกรรมการสถานศึกษา บทบาทกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ที่ควรจะเป็น และระบบการทดสอบประเมินฯ งานเหล่านี้เป็นภาระหน้าที่ของใครเป็นเจ้าภาพ

กล่าวเฉพาะปฏิรูปครู นอกจากวางโครงสร้างทั้งระบบ ทั้งผลิต พัฒนาและใช้ครู ให้สอดคล้องสัมพันธ์กันแล้ว เรื่องเร่งด่วนกำลังร้อนๆ คือ เครื่องมือพัฒนาครูที่เพิ่งสร้างขึ้นมาล่าสุด คูปองครู หัวละหมื่น โครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมาเกี่ยวกับแนวคิด ทิศทางและกระบวนการบริหารจัดการ

เครือข่ายต่อต้านการทุจริตฯหยิบเอามาเป็นประเด็นยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ เข้าข่ายขัด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) หรือไม่

คณะกรรมการอิสระฯควรเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างน้อยให้ความเห็น ทิศทางที่ควรจะเป็นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คุ้มค่างบประมาณหลายพันล้านที่ลงไป เพื่อให้เด็กได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่เพื่อวิทยฐานะของครูเป็นหลักอย่างที่ว่ากัน

สมหมาย ปาริจฉัตต์