
หนองหานในอีสาน มี 2 แห่ง ได้แก่ (1.) หนองหานหลวง อ. เมือง จ. สกลนคร (2.) หนองหานน้อย อ. กุมภวาปี จ. อุดรธานี
ทั้ง 2 แห่ง มีบ้านเมืองเป็นเครือญาติกัน บางทีดีกัน บางทีก็ขัดแย้งกันเป็นปกติ
ตำนานพระธาตุพนม (อุรังคธาตุ) บอกว่าเคยมีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่มากจนบ้านเมืองล่มจมถล่มทลาย ผู้คนส่วนมากย้ายออกไปอยู่ที่ใหม่แต่ส่วนน้อยยังอยู่ที่เดิม
กำเนิดเวียงจัน จากหนองหานหลวงถูกน้ำท่วมล่มจม
หนองหานหลวงถูกน้ำท่วมล่มจม ทำให้เกิดเวียงจัน เป็นตำนานมีในอุรังคธาตุ
หนองหานหลวงกับหนองหานน้อยยุคดั้งเดิมไม่เป็นหนองน้ำ แต่เป็นผืนดินแผ่นราบทั่วไป มีบ้านเมืองผู้คนอยู่อาศัย

หนองหานหลวง
พญาเจ้าเมืองแห่งหนึ่งถือดาบเดินไปบนน้ำมูล
นาคน้ำมูลโกรธมาก เพราะเท่ากับเดินบนหัวของตน จึงเกณฑ์นาคบริวารทำลายเมืองของพญานั้นหมดสิ้นไปกลายเป็นหนองน้ำ
ชาวบ้านชาวเมืองตั้งบ้านเรือนอยู่ริมหนอง แต่นั้นมาก็ได้ชื่อเมืองหนองหานหลวง
หนองหานน้อย
ขุนขอมเจ้าเมืองขอมแห่งหนึ่ง อยู่ใกล้เมืองนาคหนองบัวบาน
ภังคี เป็นลูกชายนาคหนองบัวบาน ไปเที่ยวเล่นเมืองขอมจึงแปลงเป็นกระรอกด่อน (กระรอกเผือก ขนสีขาวทั้งตัว)
นายพรานบริวารขุนขอมเอาหน้าไม้ยิงได้กระรอกด่อน ขุนขอมให้แล่เนื้อแบ่งปันชาวเมืองกิน
นาคหนองบัวบานโกรธมาก เกณฑ์บริวารนาคพร้อมเงือกงูเข้าพังเมืองขุนขอม แล้วกัดกินชาวเมืองที่กินเนื้อกระรอกด่อน
ส่วนคนไม่ได้กินเนื้อกระรอกด่อน บรรดานาคไม่ทำอันตราย แล้วก่อบ้านสร้างเมืองให้อยู่ริมหนอง แต่นั้นมาก็ได้ชื่อเมืองหนองหานน้อย
น้ำท่วมใหญ่
นาคน้ำมูล (ธนะมูลนาค) กับนาคน้ำชี (ชีวายนาค) ร่วมกันขุดแม่น้ำไหลนองท่วมหนองหานน้อยให้ล้นทะลักไปท่วมหนองหานหลวง
พ่อท้าวคำบาง พาผู้คนส่วนมากจากเมืองหนองหานหลวงขึ้นทางเหนือไปก่อบ้านสร้างเมืองใหม่ที่หนองคันแทเสื้อน้ำ (ต่อไปข้างหน้าจะเป็นเมืองเวียงจัน)
คนอีกพวกหนึ่งหนีลงทางใต้ไปตั้งบ้านเรือนแถบน้ำมูลตามบุ่งต่างๆ
เมืองหนองหานน้อยกับเมืองหนองหานหลวงก็สิ้นสภาพ ครั้นน้ำลดแล้วคนบางกลุ่มเหลืออยู่ได้ตั้งบ้านเรือนริมหนองทั้ง 2 แห่งขึ้นในปกครองพ่อท้าวคำบางที่หนองคันแทฯ
หนองหานในวรรณกรรม
วรรณกรรมสำคัญ 2 เล่มเกี่ยวข้องหนองหาน 2 แห่ง มีตัวละครสำคัญเป็นนาคเกี่ยวข้องด้วย คือ
- อุรังคธาตุ เป็นหนังสือตำนานพระธาตุพนม แต่งเป็นร้อยแก้ว เล่านิทานกำเนิดภูมิประเทศลุ่มน้ำโขง รวมถึงหนองหานหลวงกับหนองหานน้อย
- ผาแดง นางไอ่ เป็นหนังสือนิทาน แต่งด้วยร้อยกรองลุ่มน้ำโขง (โคลงลาว) เล่าเรื่องความรักของหนุ่มสาวชื่อผาแดงกับนางไอ่
หนังสือทั้งสองเรื่อง เป็นวรรณกรรมโบราณแต่งเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ถ้อยคำสำนวนโวหารอ่านยากมากๆ เพราะเป็นคำเก่าและเป็นคำลาวลุ่มน้ำโขง มีพิมพ์เป็นเล่มหลายสำนวน
ผมไม่เคยพบต้นฉบับพิมพ์เป็นเล่มที่ถอดความเป็นคำไทยภาคกลางปัจจุบันทั้งเล่มโดยไม่ตัดทอน ที่พบส่วนมากย่อและย่อยอย่างสั้นมากจนขาดรสวรรณศิลป์
สถาบันวิชาการด้านนี้มีมากทั้งในอีสานและที่อื่นๆ แต่ยังไม่ลงมือทำให้ง่ายๆ เพื่อคนทั่วไปอ่านรู้เรื่อง ในวรรณกรรมมรดกตกทอดยาวนานอย่างนี้
สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำคัญมากๆ ที่มีพลังสูง แล้วมีศักยภาพผลักดันความคิดสร้างสรรค์ได้ในสังคมดิจิตอล 4.0
นิทานตำนาน
นิทานตำนานท้องถิ่นต่างๆ ขณะนี้นักวิชาการสมัยใหม่มีความเห็นไม่ตรงกันเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มเสรีนิยม รู้ดีว่านิทานตำนานไม่เป็นเรื่องจริง ยกเป็นหลักฐานไม่ได้ทางประวัติศาสตร์โบราณคดี แต่ให้ความสำคัญนิทานตำนานเป็นสิ่งบ่งชี้ความสัมพันธ์ทางสังคมวัฒนธรรมของผู้คน ชุมชน บ้านเมืองที่มีบอกไว้เป็นสัญลักษณ์ ทั้งช่วงเวลาก่อนแต่งและในเวลาที่แต่ง
โดยไม่ได้ใช้โดดๆ ต้องมีหลักฐานอื่นๆ มาสนับสนุนด้วยจึงจะเชื่อได้มากกว่านั้น
- กลุ่มอนุรักษนิยม ยึดถือแนวคิดนักปราชญ์หลังยุคอาณานิคมว่าพงศาวดาร, จารึก, โบราณศิลปวัตถุสถาน เท่านั้นเป็นถูกต้อง จึงปฏิเสธนิทานตำนานทั้งหมดทุกประเภท
ที่จริงพงศาวดารกับจารึกส่วนหนึ่งก็ได้จากนิทานและตำนาน และบางเรื่องไม่มีทั้งโบราณศิลปวัตถุและนิทานตำนาน แต่กลุ่มอนุรักษนิยมสาธยายเป็นตุเป็นตะ เช่น กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย มหัศจรรย์จริงๆ
