หน้าแรก คอลัมนิสต์ ทำอย่างไรวันส...

ทำอย่างไรวันสตรีสากลจึงจะมีความหมายมากกว่านี้ โดย สเตฟาน แฮร์สตรัม

7.03.16 | 15:17 น.

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2434 เป็นต้นมา ประชาคมโลกได้ร่วมกันเฉลิมฉลองวันสตรีสากลในวันที่ 8 มีนาคม เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ของผู้หญิง และส่งเสริมให้สังคมส่วนใหญ่ได้ตระหนักถึงสิทธิสตรี อันเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนพึงมีมาแต่กำเนิด แต่แทนที่จะอธิบายว่า เพราะอะไรเราถึงควรจะฉลองวันสตรีสากลในปีนี้ เราควรจะตั้งคำถามที่แตกต่างออกไปจากปีก่อนๆ และคำถามที่ว่านั่นก็คือ เราควรจะฉลองวันสำคัญวันนี้อย่างไร

สำหรับใครก็ตามที่เชื่อมั่นว่าหญิงและชายควรจะมีสถานะและได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน คำตอบของคุณอาจจะคล้ายกับคำตอบของผู้เขียน นั่นก็คือ หากเราต้องการที่จะให้การเฉลิมฉลองวันสตรีสากลเป็นไปอย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่เป็นการจัดงานประชาสัมพันธ์ที่สูญเปล่า ผู้ชายทุกคนควรจะใช้วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศเจตนารมณ์ที่จะปกป้องสิทธิของผู้หญิง และร่วมแรงร่วมใจกันขจัดความเหลื่อมล้ำต่างๆ ที่ทำให้ผู้หญิงยังตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ชายและไม่มีผู้แทนไปเป็นปากเป็นเสียงของพวกเธอ รวมทั้งยังต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงและเผชิญกับการเลือกปฏิบัติอยู่ อีกทั้งขาดโอกาสที่จะเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อการพัฒนาหรือสร้างเสริมศักยภาพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอีกด้วย

แม้ว่าสถานะของผู้หญิงในทุกวันนี้จะก้าวมาไกลกว่าที่เป็นเมื่อหนึ่งศตวรรษที่แล้วมาก แต่ก็ยังมีสถิติมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงยังดำรงอยู่ในเกือบทุกสังคมทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น

-ประชากรเพศหญิงคิดเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรโลกทั้งหมด แต่ในจำนวนประชากรโลกที่จัดอยู่ในฐานะยากจนนั้น มีผู้หญิงอยู่มากถึงร้อยละ 70

-สัดส่วนของผู้แทนราษฎรที่เป็นหญิงโดยเฉลี่ยมีแค่หนึ่งในห้าของผู้แทนราษฎรทั้งหมด

Advertisement

-ผู้หญิงแทบจะไม่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมการเจรจาต่อรองเพื่อสันติภาพใดใดเลย ทั้งๆ ที่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอันเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินไปมากมายนั้น ก็ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงมากเท่าๆ กับผู้ชายหรือมากกว่าด้วยซ้ำ

-ในแต่ละปี มีผู้หญิงจำนวนนับแสนคนที่ต้องเสียชีวิตจากการคลอดบุตร ทั้งๆ ที่การแพทย์แผนปัจจุบันได้เจริญก้าวหน้าไปมากแล้ว

-ทุกๆ วันทั่วมุมโลก มีเด็กสาวอายุต่ำกว่า 18 ปีจำนวนมากถึง 39,000 คนที่ถูกบังคับให้ต้องแต่งงานกับผู้ชายอายุมากกว่า

-หนึ่งในสามของประชากรโลกที่เป็นหญิงทั้งหมดนั้น จะต้องเคยตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงไม่ว่าจะทางเพศหรือทางร่างกายอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

นอกจากนี้ ศักยภาพที่ผู้หญิงมีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่เราควรตระหนัก มีการคาดหมายว่า การเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดแรงงานมากเท่าๆ กับผู้ชายนั้น จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของบางประเทศสูงขึ้นถึงร้อยละ 35 นี่เป็นเหตุผลอันดียิ่งที่เราควรจะส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจให้มากขึ้นในอนาคต

ในฐานะที่เป็นผู้แทนของรัฐบาลสวีเดนในประเทศไทย คำถามหนึ่งที่ผู้เขียนมักจะได้รับก็คือ เพราะอะไรสังคมสวีเดนจึงเป็นสังคมที่ยกย่องสิทธิและสถานะของผู้หญิงมากกว่าสังคมอื่นๆ

ถึงแม้ว่าการได้ยินคำถามประเภทนี้จะสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้เขียนในระดับหนึ่งแต่ผู้เขียนก็มักจะพยายามที่จะให้คำตอบที่มิได้บิดเบือนสถานการณ์ที่แท้จริงในสังคมสวีเดนจนเกินเลย จริงอยู่ที่สวีเดนเป็นประเทศที่ชาย-หญิงมีสถานะที่เท่าเทียมกันมากกว่าหลายประเทศ แม้แต่ในทวีปยุโรปด้วยกันเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงสวีเดนจะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงหรือต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติเลยเสียทีเดียว

ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในสังคมสวีเดนนั้นส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการผลักดันของของผู้หญิงเอง การมีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งก็เป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้สังคมสวีเดนรุดหน้าไปได้ พัฒนาการต่างๆ อันมีส่วนส่งเสริมสถานภาพและโอกาสของผู้หญิงในสวีเดนนั้นมิได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นและดำเนินต่อไปหลายทศวรรษ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะเห็นในทศวรรษต่อไปนี้ก็คือ การที่ผู้ชายเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการผลักดันให้สิทธิของผู้หญิงได้รับการปกป้องและส่งเสริมให้หญิง-ชายมีความเสมอภาค สำหรับผู้เขียนเองก็ได้พยายามที่จะทำงานร่วมกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ในทุกประเทศที่ผู้เขียนถูกส่งไปประจำการ ไม่ว่าจะเป็นยูเครนหรือเวียดนาม รวมทั้งในสวีเดน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผู้เขียนเองด้วย

ยังมีอีกมากมายที่เราต้องทำเพื่อโน้มน้าวให้ผู้นำทางการเมืองตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริง ในรายงานการศึกษาเหตุผลและปัจจัยที่ทำให้ผู้ชายใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง ซึ่งองค์การสหประชาชาติประจำภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกได้เป็นผู้จัดทำนั้น มีการรวบรวมความเห็นของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการที่ผู้หญิงมักจะถูกผู้ชายใช้กำลังประทุษร้าย ในจำนวนความเห็นที่รายงานฉบับดังกล่าวคัดลอกมานำเสนอนั้น มีประโยคหนึ่งที่สะดุดใจผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง ประโยคที่ว่าก็คือ “ถ้าภรรยาคนไหนไม่ได้ทำอะไรผิดก็คงไม่ถูกสามีทุบตีหรอก มันเป็นเรื่องธรรมดาที่สามีจะใช้กำลังลงโทษภรรยาที่ไม่เชื่อฟัง”

ความเชื่อในลักษณะนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมให้ผู้ชายมีอำนาจเหนือผู้หญิง และกดขี่ผู้หญิงให้อยู่แต่เบื้องล่าง ผู้ชายบางคนเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจว่า พวกเขามีอำนาจที่จะทุบตีภรรยาหรือข่มขืนผู้หญิงคนไหนก็ได้ตามอำเภอใจ การทำเช่นนั้นคือการแสดงออกซึ่งอำนาจที่พวกเขามี และปกป้องอำนาจที่เขาคิดว่าเขามีนั้นไม่ให้ถูกท้าทายหรือลิดรอนไปได้

ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ความเชื่อในลักษณะนี้ก็ยังเป็นความเชื่อที่ผิดๆ อยู่ แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่งที่ในสังคมของบางประเทศ ความเชื่อในลักษณะนี้กลับได้รับการปลูกฝังและถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นถัดไป จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมหรือประเพณีไปแล้ว

วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้ก็คือการที่ผู้ชายจะต้องลุกขึ้นมาท้าทายความเชื่อดังกล่าว โดยสิ่งแรกที่เราควรทำก็คือแยกให้ออกว่าอะไรผิดอะไรถูก ต่อให้สิ่งที่เราเห็นนั้นมันเป็นขนบธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมายาวนานของสังคมก็ตาม ทุกครั้งที่เราเห็นพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่บังคับให้ลูกหลานต้องแต่งงาน ทั้งๆ ที่ร่างกายและจิตใจยังไม่โตเต็มที่ เราก็ควรจะถามตัวเองว่ามันถูกต้องหรือไม่ เวลาที่เราได้ยินว่าผู้หญิงต้องถูกกันให้ออกจากการเจรจาสันติภาพ ทั้งๆ ที่พวกเธอเองก็ต้องแบกภาระและผลกระทบจากความขัดแย้งมากเท่าๆ กับผู้ชายหรือมากกว่า เราก็ควรจะตั้งคำถามด้วยว่า มันควรจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า เวลาที่เราเห็นมนุษย์เพศชายไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ใช้กำลังข่มเหงผู้หญิง สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ ถามตัวเองว่ามันผิดหรือถูก หรือหากเราเห็นผู้ชายหลายคนสามารถทนยืนดูผู้ชายคนอื่นๆ ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกดขี่ข่มเหงผู้หญิงได้โดยที่ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไร เราก็ต้องตั้งคำถามเช่นกันว่า มันควรจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่

สิ่งที่เราต้องทำเป็นอันดับสองก็คือ การที่เราต้องตระหนักว่า ผู้ชายเองก็จะได้รับประโยชน์เช่นกันจากการที่สังคมมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากผู้ชายได้รับอนุญาตให้ลาหยุดเพื่อดูแลบุตรที่เกิดใหม่เช่นเดียวกับผู้หญิง ผู้ชายก็จะได้ใช้เวลานั้นไปกับการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกให้แนบแน่น นอกเหนือไปจากช่วยแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูบุตรของผู้เป็นแม่ อันจะมีส่วนช่วยลดแรงกดดันต่อผู้หญิง ทำให้พวกเธอสามารถเอาเวลาบางส่วนไปทุ่มเทให้แก่การทำงานได้มากเท่าๆ กับผู้เป็นพ่อ สิทธิตามกฎหมายในการลาหยุดเพื่อดูแลลูกอ่อนนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความเสมอภาคระหว่างหญิง-ชายในสวีเดน เพราะทำให้ผู้ชายสวีเดนเป็นจำนวนสูงถึงร้อยละ 80 พากันไปใช้สิทธิดังกล่าว ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในผู้ชายเหล่านั้นด้วย และยังรู้สึกขอบคุณรัฐบาลสวีเดนเป็นอย่างยิ่งที่ผลักดันนโยบายนี้ออกมา เพราะทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์กับบุตรสาวทั้งสองคนจนแนบแน่น แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม

โครงการรณรงค์เขาเพื่อเธอ (He for She) ขององค์การสหประชาขาติ ซึ่งรัฐบาลสวีเดนเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักนั้น อาจมิใช่โครงการเดียวที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ที่จะช่วยส่งเสริมสถานภาพของหญิง-ชายในสังคมให้เท่าเทียมกัน แต่เป็นโครงการที่ดียิ่งโครงการหนึ่งซึ่งสถานเอกอัรราชทูตสวีเดนยินดีให้ความสนับสนุน ผู้เขียนรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมากเมื่อเห็นผู้ชายไทยหลายร้อยคนไปร่วมลงชื่อสนับสนุนโครงการนี้ผ่านเว็บไซต์ www.heforshe.org นับตั้งแต่สถานทูตสวีเดนเข้ามาร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์โครงการนี้ในเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จำนวนผู้สนับสนุนโครงการดังกล่าวในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นหลายพันหลายหมื่นในอนาคต

นอกจากการเฉลิมฉลองความก้าวหน้าของผู้หญิงในวันสตรีสากลที่จะถึงนี้แล้ว เราควรจะเปลี่ยนวันนี้ให้เป็นวันที่ผู้ชายจะมารวมตัวกันปกป้องสิทธิของผู้หญิง เพื่อมิให้วันสตรีสากลเป็นวันที่มีแต่สัญญาลมปากอันว่างเปล่า เพราะท้ายที่สุดแล้ว สังคมที่มนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคซึ่งกันและกันนั้น ก็เป็นสังคมที่ยังประโยชน์ต่อผู้ชายด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเรามัวแต่รอให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเรียกร้องหรือลุกขึ้นมาต่อสู้แต่เพียงฝ่ายเดียว โอกาสที่เราจะได้เห็นสังคมของเราเองแบบนั้นก็คงริบหรี่เต็มที