วันที่ 2 สิงหาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อม.2/2558 ระหว่าง ป.ป.ช. โจทก์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4
ยกฟ้อง !
คดีดังกล่าว โจทก์ฟ้อง สรุปว่าจำเลยทั้ง 4 คน ร่วมกันสลายการชุมนุมและไม่ระงับยับยั้งเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย
เป็นความผิดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157, 83 ประมวลกฎหมายอาญา
เป็นคำฟ้องจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่ปิดกั้นทางเข้ารัฐสภา มิยอมให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และมีคำสั่งให้เปิดทางให้คณะรัฐมนตรีเข้าไปในรัฐสภา กระทั่งเกิดการใช้แก๊สน้ำตา และมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
โดยศาลเห็นว่า ในสถานการณ์เช่นนั้นเป็นการยากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะทราบว่าแก๊สน้ำตาจะเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
เมื่อเหตุการณ์ชุมนุมยังไม่สงบเจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อรักษาความสงบไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของทางราชการ
ในขณะเกิดเหตุ จำเลยไม่อาจคาดเห็นได้ว่าแก๊สน้ำตาจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ชุมนุมได้
ข้อเท็จจริงไม่ได้หมายความว่าจำเลยมี เจตนาพิเศษ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตรายแก่กายและเสียชีวิต จึงไม่มีความผิด
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งยกฟ้อง
ผลจากการยกฟ้อง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนัดประชุมกัน เช่นเดียวกับ ป.ป.ช.ขอดูคำพิพากษาก่อนพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่
ขณะที่นายสมชายหากพ้นจากข้อกล่าวหา ย่อมหมายถึง
ราศีทางการเมือง
ราศีที่เปล่งประกายเพราะปราศจากมลทิน
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ก่อนหน้าที่คดีนายสมชายจะมีการอ่านคำพิพากษา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกคนหนึ่ง ได้ขึ้นให้การปิดคดีที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกรณีนโยบายจำนำข้าว จนทำให้เกิดความเสียหาย
ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ปิดคดี 6 ประเด็น ประกอบด้วย
1.ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาทิ ฟ้องนอกสำนวน ป.ป.ช. คำฟ้องไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของข้าว ฯลฯ
2.นโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และดำเนินการตามกฎหมาย การกำหนดราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ราคาตันละ 15,000 บาท ที่ความชื้นไม่เกิน 15% ครม. มีเจตนาดำเนินโครงการ เพื่อทำให้ราคาข้าวเปลือกในตลาดสูงขึ้น และแก้ปัญหาหนี้สินของชาวนา
มิใช่การดำเนินนโยบายเพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้ใดผู้หนึ่งตามที่กล่าวหา
3.ไม่ได้เพิกเฉย ละเลย และไม่มีอำนาจระงับยับยั้งโครงการตามอำเภอใจ กระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการบริหารนโยบายรับจำนำข้าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ และมติ ครม.
4.การไม่ระงับยับยั้งโครงการ เนื่องจากโครงการมีประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายตามฟ้อง
5.ไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใดหรือโดยทุจริตตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาหรือ มาตรา 123/1 พ.ร.บ.ป.ป.ช.
6.ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในการระบายข้าว
สุดท้ายของคำแถลงปิดคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ย้ำ 3 ข้อ 1.นโยบายรับจำนำข้าว เป็นนโยบายสาธารณะ ที่มุ่งช่วยเหลือชาวนา ไม่ใช่พาณิชย์นโยบาย ที่คิดกำไรขาดทุนกับชาวนาผู้ยากไร้
2.ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีทั้งฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ต่างฝ่ายต่างต้องรับผิดชอบในส่วนงานของตนเอง จึงควรพิจารณาบทบาท ในฐานะผู้กำกับนโยบายไม่ใช่ในฐานะผู้ปฏิบัติ
หากมีผู้ปฏิบัติกระทำผิดในขั้นตอนใด ย่อมเป็นความรับผิดชอบของบุคคลนั้นๆ โดยที่ไม่เคยมีกรณีที่มากล่าวหาให้บุคคลระดับนายกฯต้องรับผิดชอบร่วมด้วยกับฝ่ายปฏิบัติ
ดังเช่นที่โจทก์และ ป.ป.ช. กระทำต่อดิฉันในครั้งนี้ อย่างที่ไม่มีอดีตนายกฯคนใดๆ ถูกกล่าวหาในลักษณะเช่นนี้มาก่อน
3.ขอให้ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ตามรายงาน ป.ป.ช.ที่สรุปชี้มูลว่าไม่ได้ทุจริตหรือสมยอมให้ทุจริต และไม่รับฟังพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่ได้ผ่านการไต่สวน หรือกล่าวหาในชั้น ป.ป.ช. แต่เป็นการที่โจทก์เพิ่มเติมหลักฐานใหม่ เพื่อต้องการสร้างความเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือสมยอมให้ทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจี
รวมทั้งกระบวนการสร้างความเสียหายให้ต้องรับผิดทางแพ่ง 35,000 ล้านบาท
เป็นไปตามข้อสั่งการที่ว่า ไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม
น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันว่า ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด
และฝากความหวังไว้ที่คำพิพากษาในช่วงสุดท้ายของคำแถลง
ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน จึงขอความเมตตาต่อศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษายกฟ้อง
ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์แถลงปิดคดี ภายนอกมีประชาชนมาร่วมให้กำลังใจหนาแน่น ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ที่ระดมกำลังมารักษาความปลอดภัยจำนวนมาก
สาเหตุที่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมามาก เพราะคดีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับนักการเมือง
นักการเมืองระดับอดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากมวลชนจำนวนมหาศาล
ดังนั้น หน่วยข่าวหลายหน่วยจึงประเมินว่า สถานการณ์หน้าศาลในวันที่ 25 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันตัดสินคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องมีมวลชนมามาก
ทั้งนี้ ไม่ว่าผลของคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์จะออกมาเช่นไร ทุกอย่างล้วนมีความหมายต่อการเมือง
ผลออกมาว่าต้องโทษก็ส่งผลอย่างหนึ่ง ผลออกมาว่า
ยกฟ้องก็ส่งผลอีกอย่างหนึ่ง
ณ วันนี้การเมืองไทยจึงรอ สดับตรับฟังสถานการณ์อีกครั้ง
รอฟังรายละเอียดในวันที่ 25 สิงหาคม
วันตัดสินคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

