สัปดาห์ที่ผ่านมามีกฎหมายประกาศใช้อย่างเป็นทางการ 2 ฉบับ คือ ”พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ 2560 กับ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560”
ซึ่งทำให้เห็นชัดถึง ”ความน่าปลาบปลื้มยินดีของนักการเมืองที่มาจากการแต่งตั้ง”
และแน่นอน “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง” ได้แค่นั่งมองตาปริบๆ
นอกจาก ”วุฒิสมาชิก” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 250 คน แม้จะบอกว่ามาจากการคัดสรร แต่เป็นที่รู้กันว่าที่สุดก็คือการแต่งตั้ง
ยังมีคนที่จะเข้าไปทำหน้าที่ตาม ”พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560”
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นรองประธานคนที่ 1 ประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานคนที่ 2 รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานคนที่ 3
กรรมการโดยตำแหน่ง มีปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง จำนวนไม่เกิน 17 คน ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี
ในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ให้คณะกรรมการแต่งตั้ง ”คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” ขึ้นมาคณะหนึ่ง หรือหลายคณะ เพื่อพิจารณาจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติในด้านต่างๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด
คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแต่ละคณะให้แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านนั้นจำนวนไม่เกิน 15 คน
ให้คณะกรรมการและคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วแต่กรณีตามที่มอบหมาย
ยังไม่รู้ว่าจะตั้งมากี่คณะ กี่ด้าน แต่เท่าที่ฟังมาจะเท่ากับคณะกรรมการปฏิรูป คือ 11 คณะ ซึ่งเท่ากับมีผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งอย่างน้อย 165 คน
ตามด้วยพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านประกอบด้วยคณะกรรมการคณะหนึ่ง หรือหลายคณะที่รัฐมนตรีกำหนด โดยแต่ละคณะให้ประกอบด้วยประธานคณะกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการปฏิรูปไม่เกิน 13 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง
กำหนดไว้ 11 ด้าน คือ การเมือง, การบริหารราชการแผ่นดิน, กฎหมาย, กระบวนการยุติธรรม, การศึกษา, เศรษฐกิจ, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สาธารณสุข, สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ, สังคม, อื่นๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
รวมแล้ว 143 คน
รวมเฉพาะคณะกรรมการต่างๆ อย่างน้อยกว่า 500 คน
นั่นยังไม่รวมคณะอนุกรรมการต่างๆ ซึ่งน่าจะต้องตั้งอีกมากมาย
อาจจะมีตำแหน่งที่เข้ามาทำงานซึ่งว่าไปก็คือเป็นงานทางการเมืองเป็นพันๆ ตำแหน่ง
ยังไม่นับรวมจำนวนผู้ที่เข้าไปทำหน้าที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกว่าองค์กรอิสระที่ในช่วงหลังๆ ทำท่าจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือให้กับภารกิจของรัฐบาลชัดเจนขึ้น
ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่บรรดานักการเมืองยุคนี้
จึงเสงี่ยมปาก สงบคำ แสดงออกในทางเกรงอกเกรงใจ หรือทำตัวเหมือนอยากให้อยู่ในสายตาแบบถูกอกถูกใจของผู้มีอำนาจไม่น้อย
จากข้อมูลที่จากกฎหมายเหล่านี้
ทิศทางการเมืองที่เป็นเป้าหมายของประเทศย่อมชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ทิศทางนั้นจะบรรลุเป้าหมาย และดำรงอยู่ตลอดไปได้แค่ไหน ยังมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นตัวแปร
……………….
สุชาติ ศรีสุวรรณ

