หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภราดรภาพกับพิ...

ภราดรภาพกับพิมพ์เขียวประเทศไทย : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

10.08.17 | 13:15 น.

พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 31 กรกฎาคม 2560
เป็นอันว่ากฎหมายซึ่งยกร่างขึ้นเพื่อรองรับการจัดทำพิมพ์เขียวประเทศไทยที่จะก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือวันที่ 1 สิงหาคม 2560

ขั้นตอนการปฏิบัติที่ต้องเกิดขึ้นต่อไปคือ การจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ คณะเดียวหรือหลายคณะตามด้านของยุทธศาสตร์ก็ได้ กับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศอย่างน้อย 11 ด้าน ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายเขียนไว้

เจ้าภาพหลักที่ต้องทำคลอดกลไกตามกฎหมายทั้งสองฉบับก็คือคณะรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้มีคณะกรรมการชุดพิเศษที่เรียกชื่อว่า คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) มีคณะกรรมการระดับรองลงไปอีก 4 คณะปฏิบัติงานอยู่ก่อนแล้ว

คณะกรรมการทั้งชุดใหญ่และชุดย่อยที่ว่านี้ ยังทำหน้าที่จนกว่าจะเกิดกลไกตามกฎหมายใหม่ทั้งสองฉบับ จึงค่อยส่งลูก รับลูกกันต่อไป

สรุปคือมีทั้งกลไกเดิมและกลไกใหม่ที่เกิดขึ้นตามกฎหมายใหม่ ทำหน้าที่หลักสองด้าน คือยกร่าง และนำเสนอยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปด้านต่างๆ

Advertisement

กลไกทั้งหมดที่ว่านี้ยังไม่นับรวมถึง กลไก ซึ่งเป็นกรรมการประจำปกติตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินด้านต่างๆ ที่มีอยู่เดิม เริ่มตั้งแต่ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการร่วมภาครัฐ ภาคเอกชน คณะกรรมการกระจายอำนาจ คณะกรรมการด้านกระบวนการยุติธรรม คณะกรรมการด้านการศึกษาต่างๆ ฯลฯ อีกมากมาย

ในส่วนของเนื้อหาหรือแผน ก็มีแผนพัฒนาต่างๆ ได้แก่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับล่าสุดฉบับที่ 12 พศ.2560-2564 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 ร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี พ.ศ.2560-2579 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2558

ที่ผมย้อนความถึงกลไกและแผนต่างๆ เพื่อการจัดการประเทศที่มีอยู่เดิมแล้ว กับที่กำลังจะจัดตั้งและยกร่างกันขึ้นใหม่ เพราะมีประเด็นให้ร่วมกันคิด ติดตามการปฏิบัติ การบริหารจัดการ ไม่ควรจะเกิดการทับซ้อน ผลิตซ้ำ เอกสาร รายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะอีกมากมาย จนทำให้เกิดคำถามว่า เนื้องานหรือผลผลิตที่แท้จริงซึ่งไม่ใช่ตัวรายงานคืออะไร

สาเหตุหนึ่งเพราะเราเก่งแต่ศึกษา ทำข้อเสนอแนะ ศึกษากันแล้วศึกษากันอีก แต่กระบวนการนำไปสู่การปฏิบัติไม่เกิดขึ้น เกิดมีกลไก คณะกรรมการ และแผนงานต่างๆ ชุดแล้ว ชุดเล่าเรื่อยมา

ที่ผ่านมากล่าวเฉพาะยุคแม่น้ำห้าสาย ตั้งแต่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปลี่ยนรูปแปลงโฉมมาเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สาระงานที่ปรากฏก็คือการนำรายงานที่ สปช.เสนอไว้มาแก้ไขเพิ่มเติม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ตามความคิดเห็นของคนที่เข้ามาทำหน้าที่ชุดใหม่ แต่ผลที่เกิดขึ้น ไม่มีรายงานการติดตามประเมินว่าถูกนำไปสู่การปฏิบัติจริงสักกี่เปอร์เซ็นต์ของจำนวนรายงานทั้งหมด

เหตุนี้เองทำให้ผู้คนไม่น้อย ขาดความสนใจและอยากมีส่วนร่วม เพราะสภาพการณ์ที่เป็นมาในอดีตก็ยังเป็นอยู่เช่นเดิม คือมีแต่แผน แพลนแล้วนิ่ง

ฉะนั้น ข้อที่ควรพิจารณาก็คือ กระบวนการทำซ้ำหรือผลิตซ้ำหากจำเป็นต้องเกิดขึ้นขอให้ใช้เวลาน้อยที่สุด

สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือ ทำให้ข้อเสนอ รายงานการปฏิรูปต่างๆ ที่มีมาแล้วมากมาย หลายยุค นำไปสู่การปฏิบัติจริงๆ เสียที เพราะเขียนรายการศึกษากันใหม่ สถานการณ์ก็เปลี่ยนใหม่แล้ว

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนได้เสียทั้งหลาย ไม่เบื่อ ไม่เซ็ง กับการทำซ้ำ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ซ้ำอีก กันบ้างหรือครับ

ทั้งเวลา ทั้งโอกาส ล้วนเป็นต้นทุนของประเทศทั้งสิ้น หมดลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน ขณะที่ประเทศอื่นๆ รอบบ้านเราก้าวไปทุกวัน พิจารณาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เฉพาะในกลุ่ม CLMVT กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ไทย แต่ละประเทศพุ่งต่อเนื่องไปอยู่ในระดับ 7% ขึ้นไปติดต่อกันมาตลอด มีแต่ไทยเราที่อยู่หลังสุดและต่ำสุด 3% กว่าๆ ในปีนี้ ซึ่งไม่แน่ว่าปีหน้า ปีโน้นจะรักษาระดับไว้ได้อีกหรือเปล่า
ขณะที่เรากำลังเชิญชวนให้ชื่มชมและภูมิใจในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญ ประเทศทั้งหลายในโลกโดยเฉพาะเพื่อนบ้านคงติดตามจับตาด้วยความสนใจว่า การที่ประเทศเต็มไปด้วยกลไกการบริหารต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ กับแผนทั้งปกติ แผนพิเศษ สั้น กลาง ยาวมากมาย จะก้าวไปสู่บั้นปลายอะไร

แน่นอนปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่ง คือ ภราดรภาพ ความสมัครสมาน สามัคคี ปรองดองระหว่างคนในชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะ คสช.ประกาศมาตั้งแต่ปี 2557 จะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้

หากภราดรภาพไม่เกิดขึ้นจริงในเนื้อหาสาระ เป็นแต่เพียงรูปแบบและวาทกรรม การที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ แผนปฏิรูปต่างๆ เดินหน้าสู่การปฏิบัติจริงก็ยังอีกไกล

ภราดรภาพจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อยอมรับในหลักการข้อหนึ่ง คือ ศักยภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ต่างมีความสามารถที่จะพัฒนาได้ มีชีวิต จิตใจ มีความเป็นคนเช่นเดียวกัน