‘บาดแผล’ บนร่าง ‘สรยุทธ’ โดย ปราปต์ บุนปาน

7.03.16 | 18:42 น.

“ก้วยซงเอี๊ยง” เป็นตัวละครจากนิยายกำลังภายใน “ฤทธิ์มีดสั้น”

ในตำราวิจารณ์อาวุธที่เขียนโดย “แป๊ะเฮี่ยวเซ็ง” “กระบี่เหล็ก” ของก้วยซงเอี๊ยง ถูกจัดให้เป็นอาวุธอันดับ 4 ของยุทธจักร

มันจึงท้าประลองกับ “ลี้คิมฮวง” เจ้าของ “มีดสั้น” ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 3

ก้วยซงเอี๊ยงตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ทว่าความสัมพันธ์ฉันสหายระหว่างมันกับลี้คิมฮวงกลับก่อกำเนิดขึ้นมา

“จุดจบ” ของก้วยซงเอี๊ยงเกิดขึ้น เมื่อมันไปปะทะฝีมือกับ “จิ้นบ้อเมี่ย” มือกระบี่ดาวรุ่งแห่งพรรคเหรียญทอง อันเป็นองค์กรใหญ่ ซึ่งกำลังแผ่อิทธิพลครอบงำยุทธภพ

Advertisement

ไม่มีผู้ใดแน่ใจว่า ถ้าทั้งคู่ประลองกันอย่างสุดความสามารถ ระหว่างก้วยซงเอี๊ยงกับจิ้นบ้อเมี่ย ใครจะเป็นผู้ชนะ?

เพราะ “โก้วเล้ง” ได้กำหนดชะตากรรมของก้วยซงเอี๊ยง ให้ต้องเดินทางไปสู่โศกนาฏกรรมและ “ความตาย”

คอนิยายกำลังภายในคงทราบว่า มรณกรรมคือเป้าหมายที่ก้วยซงเอี๊ยงเต็มใจและตั้งใจเลือก

มันเลือกยอมสละชีวิต เลือกจะอุทิศเรือนร่างให้กลายเป็นคัมภีร์บันทึกวิถีกระบี่ของจิ้นบ้อเมี่ย

“บาดแผล” เหวอะหวะบนร่างไร้วิญญาณของก้วยซงเอี๊ยงจึงเปี่ยมคุณูปการ

เนื่องจาก “ร่องรอย” เหล่านั้นได้ช่วยชี้แนะให้มิตรสหายอย่างลี้คิมฮวงรับรู้แนวทางกระบี่ของคู่ต่อสู้ อย่างทะลุปรุโปร่ง

ชะตากรรม วีรกรรม มรณกรรม และโศกนาฏกรรม ของก้วยซงเอี๊ยง อาจทำให้เรามองเห็น “เงารางๆ” ของ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา”

ที่เป็น “เงารางๆ” ก็เพราะสรยุทธคือผู้ประกาศข่าวชื่อดังในโลกความจริง ไม่ใช่ตัวละครในนิยาย

นอกจากนี้ ขณะที่ชีวิตของก้วยซงเอี๊ยงเคลื่อนไปบนวิถีแห่งคุณธรรมน้ำมิตรอันใสบริสุทธิ์ สรยุทธกลับเป็นคนทำมาหากินในธุรกิจสื่อสารมวลชน ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ถูกต้องและไม่ถูกต้อง ซึ่งหล่อหลอมให้ผู้เกี่ยวข้องต้องกลายเป็นสามัญชนดีๆ เลวๆ ปกติธรรมดา

ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงอาจวินิจฉัยอย่างถูกต้องก็ได้ ในคำพิพากษาคดีที่สรยุทธถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาจาก อสมท

สรยุทธเองก็อาจตัดสินใจกำหนดชะตากรรมของตนเองได้อย่างถูกต้องเช่นกัน กับการเลือกจะหลบหายไปจากจอโทรทัศน์ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องในประเด็น “จริยธรรม” ที่กระหน่ำโบยใส่เขา

ก้วยซงเอี๊ยงย่อมไม่เคยพานพบประสบการณ์อันเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจที่สลับซับซ้อนเฉกเช่นสรยุทธ ขณะเดียวกัน ก็ไม่น่าจะมีใครเคยมาเรียกร้องแสวงหา “มาตรฐานทางจริยธรรม” จากมัน อย่างเข้มข้นดุดัน

อย่างไรก็ตาม ที่ก้วยซงเอี๊ยงกับสรยุทธมีคล้ายๆ กัน กลับเป็น “บาดแผล” บนเรือนร่าง

ร่างหนึ่ง คือ เรือนกายไร้วิญญาณของจอมยุทธระดับท็อปเท็น อีกร่างหนึ่ง คือ เรือนกายบอบช้ำที่พ่วงติดอยู่กับสถานภาพสื่อมวลชนชื่อดัง

ถ้า “บาดแผล” บนร่างก้วยซงเอี๊ยง บ่งชี้ถึงแนวทางกระบี่ของจิ้นบ้อเมี่ย

“บาดแผล” บนร่างสื่อมวลชนชื่อสรยุทธ ก็บ่งชี้ถึงการประสานงาน รับลูกส่งลูก กันเป็นเครือข่าย ของกลุ่ม “คนดี” ที่พร้อมใช้ “อาวุธทางจริยธรรม” ทำร้าย ทำลาย “คน (ที่ถูกเชื่อว่า) ไม่ดี” ซึ่งไม่ใช่พวกพ้องของตน

(แต่สำหรับ “คนต้องโทษ” ที่เป็นพรรคพวกกัน ก็จะถูกประเมิน ถูกปฏิบัติด้วย ในอีกมาตรฐานหนึ่ง)

นี่เป็นวิถีที่ดำเนินมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2549 และเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอมากระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับความผันผวนทางการเมือง และความพยายามจะแบ่งมิตรแยกศัตรูออกเป็น “สองขั้ว” ชัดเจน ในช่วงหนึ่งทศวรรษหลัง

ผิดกันแต่ว่าหลังมรณกรรมของก้วยซงเอี๊ยง ยังมีลี้คิมฮวง และ “อาฮุย” ที่สามารถพิชิตจิ้นบ้อเมี่ยและพรรคเหรียญทองลงได้

ส่วนในเมืองไทยยุคปัจจุบัน “บาดแผล” ของนักเล่าข่าวนามอุโฆษ อาจเป็นเพียงแค่บทเรียนให้หลายคนได้ตระหนักรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้รอยกรีด รอยฟัน รอยแทง เหล่านั้น บังเกิดขึ้นบนเรือนร่างของตนเอง

“บาดแผล” บนร่างสรยุทธ ยังไม่สามารถชี้แนะให้ผู้มาพบเห็น สามารถก้าวข้ามสรรพาวุธของ “เครือข่ายคนดี” ทั้งหลายไปได้