“อุดมการณ์แบบอนุรักษนิยมกลายเป็น ‘กระแสหลัก’ ที่ครอบงำกลุ่มอำนาจในทุกมหาวิทยาลัย ไม่ได้แตกต่างไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม”
สุรชาติ บำรุงสุข เขียนบอกในมติชนรายวัน บทความเรื่อง “เหตุเกิดที่จุฬาฯ : ความท้าทายในปีที่ 100” (ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม 2560 หน้า 15)
พลัง (หนึ่งในหลายอย่าง) ที่หล่อหลอมครอบงำกลุ่มอำนาจในมหาวิทยาลัยไทย ให้มีอุดมการณ์แบบอนุรักษนิยม ได้แก่ ประวัติศาสตร์ไทยแบบอาณานิคม
เพราะคนชั้นนำไทยกลุ่มอนุรักษนิยมได้เสกสรรปั้นแต่งประวัติศาสตร์ไทยแบบอาณานิคมขึ้นตามต้องการเพื่อผดุงอำนาจของตนไว้ตลอดไป (ได้จริงหรือไม่? ต้องดูกันเอง)
ประวัติศาสตร์ไทยแบบอาณานิคม หมายถึงประวัติศาสตร์ที่รับแนวคิดหลักด้านเนื้อหาจากงานค้นคว้าของชาวยุโรปยุคล่าเมืองขึ้นตั้งแต่สมัย ร.5 และหลังจากนั้น
ต่อมาแม้พบหลักฐานโบราณคดีเพิ่มมากกว่ายุคล่าเมืองขึ้น แต่การตีความเพื่อสถาปนาคำอธิบายยังอยู่ในกรอบครอบงำอย่างเคร่งครัดของประวัติศาสตร์ศิลปะแบบอาณานิคมเพื่อผดุงอำนาจคนชั้นนำอนุรักษนิยม
มหาวิทยาลัย มีกำเนิดจากเสรีนิยม
“ฐานรากของความเป็นมหาวิทยาลัย คือลัทธิเสรีนิยม” สุรชาติ บำรุงสุข บอกชัดๆ ในมติชนรายวัน จะขอคัดข้อความสำคัญๆ มารวมไว้ ดังนี้
“กำเนิดของมหาวิทยาลัยแทบจะทุกแห่งทั่วโลก ล้วนถือกำเนิดจากการผลักดันของกระแสเสรีนิยม ไม่ใช่กระแสอนุรักษนิยม”
“มหาวิทยาลัยไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากการปิดกั้นเสรีภาพของผู้แสวงหา”
“มหาวิทยาลัยกำเนิดบนฐานรากของเสรีภาพ มหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่ป้อมปราการของระบอบอนุรักษนิยม”
ชังชาติ
“เสรีภาพในทางความคิด จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเสริมสร้างองค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง” สุรชาติ บำรุงสุข ย้ำ
แต่บางมหาวิทยาลัยไม่ต้องการเสริมสร้างองค์ความรู้ในศาสตร์นั้น จึงปิดกั้นเสรีภาพทางความคิด (ด้วยสิ่งเสมือนแท่งหินหนักและใหญ่กว่าศิลาจารึกพ่อขุนฯ)
ใครคิดต่างจากเจ้าอาณานิคม เท่ากับ “ชังชาติ” ถือเป็นผิดฉกรรจ์ โทษมหันต์

