ท่ารำองค์พระพิราพของไทย มาจากไหน? ไม่เคยมีคำอธิบายด้วยข้อมูลหลักฐาน มีแต่ครอบงำให้เชื่ออย่างจำนน แต่เล่มนี้แสดงหลักฐานว่าได้ต้นแบบจากท่าทางร่างทรงที่วัดแขกสีลม ของแขกทมิฬอินเดียใต้ ฉะนั้นสถานศึกษาที่มีการเรียนการสอนทางนาฏศิลป์และดนตรีจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเหล่านี้ มีอธิบายรายละเอียดในหนังสือภารตะ-สยาม? ผี พราหมณ์ พุทธ? ของ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
ศาสนาผีมีอยู่แล้วหลายพันปีในไทยและอุษาคเนย์ ก่อนพราหมณ์กับพุทธแผ่เข้ามาจากอินเดีย
[ผี เป็นศาสนาเหมือนพราหมณ์กับพุทธ เพราะเป็นระบบความเชื่ออย่างหนึ่งเหมือนกัน โดยมีพิธีกรรมรองรับความเชื่อเหล่านั้น เช่น เลี้ยงผี, เลี้ยงขวัญ ฯลฯ ความรู้นี้ผมเป็นศิษย์ครูพักลักจำจากวงเหล้านอกประเทศของนักศึกษามานุษยวิทยา เมื่อนานมาแล้ว]
แต่การศึกษาไทยรังเกียจเหยียดหยามศาสนาผี ดังนั้นประวัติศาสตร์โบราณคดีในไทยจึงไร้พลังตั้งคำถาม เลยขาดคำอธิบายเรื่องราวของผู้คนและชุมชนที่มีอารมณ์ ความเชื่อ และความรู้สึกนึกคิด ซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง เช่น ขวัญ ที่เกี่ยวข้องชีวิตคนตั้งแต่ก่อนเกิด จนหลังตาย
ขวัญ คือส่วนที่ไม่เป็นตัวตนของคน มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ สิงสู่อยู่ในคน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่
มีลักษณะเป็นหน่วย จำนวนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละชาติพันธุ์ เช่น บางพวกเชื่อว่าคนมี 32 ขวัญ, บางพวกบอกว่า 80 ขวัญ ฯลฯ ขวัญ สำคัญมากอยู่กลางกระหม่อม เรียก จอมขวัญ
รูปขวัญจำลองจากจอมขวัญกลางกระหม่อมของคน แล้วสร้างสรรค์เป็นแฉกๆ มีบนหน้ากลองทองมโหระทึก กับเป็นลายก้นหอยบนหม้อบ้านเชียง ฯลฯ ล้วนเกี่ยวข้องงานศพซึ่งเป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับคนตายเพราะขวัญหาย ต้องทำพิธีเรียกขวัญคืนร่าง เป็นต้นทางงานศพในไทยมีมหรสพคบงัน ทั้งปี่พาทย์ และโขนละคร ฯลฯ สืบจนทุกวันนี้ ถ้าตัดทิ้งศาสนาผี ก็ไม่เข้าใจพิธีกรรมสำคัญอย่างนี้
ศาสนาไทย
ไทยนับถือศาสนาไทย แต่ถูกทำให้เชื่อหัวปักหัวปำว่าไทยนับถือศาสนาพุทธ ถึงขนาดบังคับให้เชื่ออีกว่าพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย สืบตั้งแต่ยุคยังไม่มีชาติ และยังไม่มีคนไทย ซึ่งฟังแล้วตลกพิลึก
แต่หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีมีกองพะเนินเทินทึก เป็นพยานชัดเจนว่าดินแดนแถบไทยและเพื่อนบ้านอุษาคเนย์ นับถือผีมาก่อนนานมาก
ก่อนอินเดียนับถือผี ครั้นหลังอินเดียรับพราหมณ์กับพุทธเข้ามาปรับเป็นท้องถิ่นปนกับผี เช่น โล้ชิงช้า, ทำขวัญนาค
โล้ชิงช้า ไม่มีในศาสนาพราหมณ์อินเดีย เพราะโล้ชิงช้าเป็นความเชื่อในศาสนาผีของคนพื้นเมืองอุษาคเนย์ เมื่อพราหมณ์เข้าถึงอุษาคเนย์ก็รับโล้ชิงช้าเข้าไปเป็นพิธีพราหมณ์
ทำขวัญนาค ไม่มีในศาสนาพุทธอินเดีย, ลังกา เพราะขวัญเป็นความเชื่อในศาสนาผีของคนพื้นเมืองอุษาคเนย์ เมื่อพุทธเข้าถึงอุษาคเนย์ก็รับประเพณีสู่ขวัญเข้าไปเป็นพิธีพุทธเมื่อบวชนาค
นานไปก็แยกไม่ออกบอกไม่ได้ว่าตรงไหนผี? ตรงไหนพราหมณ์? ตรงไหนพุทธ? เพราะนับถือปนกันไปหมดตั้งแต่แรกรับจนทุกวันนี้
ดังนั้น ในไทยจึงไม่มีความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวตามต้องการของคนกลุ่มหนึ่ง

คุ้มค่ามหาศาล ซื้อไปอ่านแล้วตาสว่าง เห็นโลกกว้างและไกลกว่าแต่ก่อน ภารตะ-สยาม? ผี พราหมณ์ พุทธ? เล่มละ 220 บาท
ศาสนาไทย เป็นศาสนาในไทย มีขึ้นจากการประสมประสานระหว่างศาสนาผีกับศาสนาพุทธ ซึ่งมีศาสนาผีเป็นฐานรากอันแข็งแกร่ง แล้วประดับประดาให้ดูภูมิฐานทันสมัยน่าเชื่อถือ ด้วยสิ่งละอันพันละน้อยที่รับจากพุทธและพราหมณ์ โดยไม่ขัดหลักผี
ครูบาอาจารย์บอกอย่างสรุปว่าศาสนาผี รักษากฎเกณฑ์ทางสังคม ส่วนศาสนาพราหมณ์, พุทธ รักษากฎเกณฑ์ทางจิตวิญญาณของบุคคล
คลั่งอินเดีย
ไทยถูกกล่อมเกลาและครอบงำลงน้ำหนักด้านเดียวด้วยความรู้อินเดีย จนเป็นที่ล้อเลียนตลกๆ ว่าออกอาการ “คิดอะไรไม่ออก บอกอินเดีย”
ประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย จึงเต็มไปด้วยทัศนะแบบพราหมณ์แข็งทื่อ กับพุทธทื่อมะลื่อจากอินเดีย โดยไม่มีจีน และไม่มีผี แล้วแสดงโจ่งแจ้งว่ารังเกียจเจ๊กจีน และเหยียดผี
ผี พราหมณ์ พุทธ
อ่านแล้วอิ่มอย่างตาสว่าง หรืออิ่มอย่างตาสว่างเมื่ออ่านข้อเขียนเกี่ยวกับ ผี พราหมณ์ พุทธ ของ เชฟหมี คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
เสมือนศรัทธากับปัญญา หรือปัญญากับศรัทธา ผสมกลมกลืนอย่างพอดีๆ ทำให้มีความรู้สึกร่มเย็น จึงไม่หงุดหงิด ไม่คิดระแวงศัพท์สันสกฤตที่ยกมา (ต่างจากอ่านเล่มอื่น แล้วรู้สึก) เพราะมีคำอธิบายที่มา พร้อมคำแปลและความหมายอย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้ และถึงรากถึงโคน โดนใจ ไม่คลั่งอินเดีย
สถาบันการศึกษาในไทยที่มีการเรียนการสอนทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ใช้ตำราแปลและเรียบเรียงจากฝรั่งเป็นหลักสำคัญ ซึ่งมีปัญหาน่าระแวงหลายชั้น (เช่น ชั้นแรก ความเข้าใจของฝรั่งต่อศาสนาในอินเดีย ชั้นหลัง ความเข้าใจของคนแปลและเรียบเรียงจากฝรั่ง ฯลฯ)
เมื่อทบทวนแล้วเทียบเคียง จะพบว่า ภารตะ-สยาม? ผี พราหมณ์ พุทธ ของ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เป็นสุดยอดของคำอธิบาย ง่ายกว่า แล้วเข้าถึงลึกซึ้งสบายกว่า
เพราะผู้เขียนเป็น “คนข้างใน” ผี พราหมณ์ พุทธ เขียนด้วยประสบการณ์ตรงที่มาจากอย่างน้อย 2 ทาง ได้แก่ (1.) ความรู้วิชาการสากล จากการศึกษาค้นคว้าหลายช่องทาง กับ (2.) ความจริงจากการปฏิบัติในพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่งเท่ากับงานวิจัย
ผมไม่ประสีประสาไม่ว่าทางไหน? เลยต้องสมัครเป็นศิษย์ครูพักลักจำ โดยอ่านข้อเขียนเชฟหมี คมกฤช ในมติชนสุดสัปดาห์ แล้วทำสำเนาเก็บไว้ใช้งานชั่วกัปกัลป์ ซึ่งเหลือไม่มาก

