เบื้องหลังคําสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 37/2560 : โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

อนุสนธิจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 37/2560 เรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา โดยมีรายละเอียดดังนี้

โดยที่ในปัจจุบันปัญหาการบริหารงานของสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา มักปรากฏปัญหาการได้มาซึ่งผู้ดํารงตําแหน่งผู้บริหาร ทําให้การบริหารงานของสถานศึกษาต้องหยุดชะงัก ไม่สามารถขับเคลื่อนสถานศึกษาได้อย่างเป็นระบบ ขาดความต่อเนื่อง และเกิดความล่าช้าในการบริหารงานที่สําคัญหลายกรณี ส่งผลให้การดําเนินการเพื่อปฏิรูปการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งในการปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ไม่อาจบรรลุผลสําเร็จลงได้ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ ประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้

1.ในคําสั่งนี้ “สถาบันอุดมศึกษา” หมายความว่า สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการและเป็นนิติบุคคล “สภาคณาจารย์” หมายความว่า สภาคณาจารย์และข้าราชการ หรือสภาคณาจารย์และบุคลากร หรือสภาที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งทําหน้าที่ทํานองเดียวกับสภาคณาจารย์แล้วแต่กรณี ตามกฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา

2.เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาให้มีความต่อเนื่องและเกิดประสิทธิภาพ ให้สถาบันอุดมศึกษามีอํานาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษามาดํารงตําแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะได้ สําหรับคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามอื่นให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและกฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ

ความในวรรคหนึ่ง ให้นํามาใช้บังคับกับผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าขณะอยู่ในวันก่อนวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับและผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการสรรหาผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าวในวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับด้วย

3.มิให้นําบทบัญญัติที่เกี่ยวกับระยะเวลาในการรักษาราชการแทนผู้ดํารงตําแหน่งอธิการบดีที่บัญญัติอยู่ในกฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษามาใช้บังคับกับการรักษาราชการแทนในระหว่างการดําเนินการสรรหาหรือดําเนินการเพื่อแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว

4.ในการดําเนินการเพื่อให้มีสภาคณาจารย์ตามกฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา ให้คณาจารย์และบุคลากรอื่นของสถาบันอุดมศึกษานั้นซึ่งมิได้เป็นคณาจารย์แต่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานของสถาบันอุดมศึกษานั้นมีสิทธิเลือกและดํารงตําแหน่งในสภาคณาจารย์ได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ตามที่กําหนดไว้ในข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ ความในวรรคหนึ่ง มิให้มีผลกระทบต่อผู้ดํารงตําแหน่งในสภาคณาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ หรืออยู่ระหว่างการดําเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ดํารงตําแหน่งในสภาคณาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาในวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ

5.ในกรณีเห็นสมควรนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยน
แปลงคําสั่งนี้ได้

6.คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 8 ส.ค.2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ทั้งนี้ นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงว่าเรื่องนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้เป็นผู้เสนอ แต่ คสช.เห็นปัญหาการบริหารงานในสถาบันอุดมศึกษา ที่ผ่านมามีการฟ้องร้องเรื่องการสรรหาอธิการบดี เมื่อศาลตัดสิน ก็จะพิจารณาเป็นรายกรณีไม่สามารถใช้ได้กับทุกมหาวิทยาลัย เพราะแต่ละแห่งมีกฎหมายและข้อกำหนดเป็นของตนเอง ดังนั้น คำสั่งที่จะออกมาเพื่อให้การบริหารมหาวิทยาลัยสามารถเดินต่อไปได้ไม่หยุดชะงัก และไม่ได้ระบุถึงอายุด้วยว่าห้ามหรือไม่ห้ามผู้เกษียณอายุราชการพร้อมกล่าวว่า

“ขณะนี้มีหลายมหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการสรรหาอธิการบดี บางแห่งกำลังเตรียมสรรหา บางแห่งสรรหาแล้ว แต่ก็มีการร้องเรียนและฟ้องศาลกัน ทางกระทรวงศึกษาธิการจะนำรายชื่อผู้ได้รับการสรรหาขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งก็ไม่ได้ มีผลให้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยต้องหยุดชะงัก ผมจึงได้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เข้าใจปัญหา และขอยืนยันว่าการใช้คำสั่ง คสช. ก็เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหล และไม่ต้องมาร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ได้รับการสรรหากันอีกในภายหลัง”

ความจริงปัญหาที่เกิดขึ้นก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ทั้งนั้นที่มีรายชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีจาก
ผู้เกษียณอายุราชการแล้ว โดยที่ทางที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้ชะลอการนำขึ้นทูลเกล้าฯแต่งตั้งนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่เกษียณอายุราชการแล้วทั้งสิ้น

ประกอบด้วย ผู้ที่มีอายุ 68 ปี มรภ.เชียงใหม่, ผู้ที่มีอายุ 69 ปี มรภ.อุตรดิตถ์, ผู้ที่มีอายุ 63 ปี มรภ.ร้อยเอ็ด, ผู้ที่มีอายุ 64 ปี มรภ.สงขลา, ผู้ที่มีอายุ 64 ปี มรภ.สุราษฎร์ธานี, ผู้ที่มีอายุ 64 ปี มรภ.นครสวรรค์ และผู้ที่มีอายุ 64 ปี มรภ.บุรีรัมย์

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้อง คือ มรภ.เชียงใหม่ มรภ.มหาสารคาม มรภ.ร้อยเอ็ด เป็นต้น

แต่เนื่องจากคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 37/2560 นี้ใช้บังคับทุกมหาวิทยาลัยของ
รัฐนะซีครับจึงเกิดขบวนการคัดค้านนำโดย 9 ศาสตราจารย์ กับนักวิชาการอีก 260 คน ได้ออกแถลงการณ์ว่าคำสั่งดังกล่าวถือเป็นการใช้อำนาจภายใต้การนำของรัฐบาลทหารเข้าแทรกแซงการบริหารจัดการกิจการของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีกฎระเบียบในการบริหารและจัดการมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

คำสั่งดังกล่าว ไม่เพียงแต่เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมหากแต่ยังเป็นคำสั่งที่ออกมาโดยมิได้ผ่านการปรึกษาหารือกับประชาคมนักวิชาการและบุคลากรภายในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศแต่อย่างใด

การเปิดช่องให้สามารถแต่งตั้งบุคคลที่มิได้สังกัดสถาบันอุดมศึกษามาดำรงตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อการบริหารมหาวิทยาลัยได้ยังสร้างข้อกังขาต่อการที่สถาบันอุดมศึกษาไทยจะสามารถถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง คำสั่ง คสช.ดังกล่าว นับเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ในการแทรกแซงความเป็นอิสระของสถาบันอุดมศึกษา นับตั้งแต่ผนวกเอาผู้บริหารของมหาวิทยาลัยของรัฐเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ผ่านการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถที่จะดำรงไว้ซึ่งความเป็นอิสระในการบริหารและจัดการองค์กร ที่ปลอดพ้นจากการแทรกแซงหรือตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

เครือข่ายคณาจารย์และบุคลากรอุดมศึกษาไทย จึงขอเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าว และให้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ยุติการกระทำการใดๆ ที่แทรกแซงมหาวิทยาลัยอีกต่อไป

ครับ! พูดกันให้ชัดๆ ก็ได้ว่ากลัวว่าทหารจะเข้ามาเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเหมือนอย่างในอดีตนั่นแหละ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon