หน้าแรก คอลัมนิสต์ การแต่งตั้งตำ...

การแต่งตั้งตำรวจ แผลเรื้อรังที่ยังรักษาไม่หาย โดย วสิษฐ เดชกุญชร

8.03.16 | 15:32 น.
พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป

ตํารวจตกเป็นข่าวอื้อฉาวอีกครั้งหนึ่งเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้ เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายเรียก พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ในกรณีส่งข้อความทางแอพพลิเคชั่นไลน์ว่านายทหารยศพลเอกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งให้เพิ่มข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากับ พล.ร.อ.พะจุณณ์อีกข้อหาหนึ่ง เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ

พล.ร.อ.พะจุณณ์เคยเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจของสภา เป็นที่ทราบกันว่าขณะดำรงตำแหน่งดังกล่าว ในการประชุม พล.ร.อ.พะจุณณ์ได้วิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติมิชอบของตำรวจอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเสมอ ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาของตำรวจนั้น พล.ร.อ.พะจุณณ์อธิบายว่า ตนมิได้เป็นต้นตอของข่าวการซื้อขายตำแหน่ง แต่ทราบข่าวนั้นจากเพื่อนในกลุ่มไลน์ จึงอยากรู้และได้สอบถามต่อไปยังเพื่อนในกลุ่มเดียวกันว่าใครคือพลเอกผู้นั้น พล.ร.อ.พะจุณณ์กล่าวด้วยว่า แทนที่จะกล่าวหาตน ตำรวจควรจะไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่าเป็นความจริงหรือไม่

เรื่องการซื้อขายตำแหน่งตำรวจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแสนนานแล้ว สมัยเมื่อผมยังอยู่ในราชการตำรวจ ผมก็เคยได้รับมอบหมายให้สอบสวนเรื่องเช่นนี้ และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 นายกรัฐมนตรี (คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ก็ได้แต่งตั้งให้ผมเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีการร้องเรียนกล่าวหาเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่ส่อไปในทางทุจริตและไม่เป็นธรรมในหลายภาคตำรวจภูธร

แม้ผลการสอบสวนจะปรากฏว่าในหลายกรณีมีการทุจริตและไม่เป็นธรรมจริงตามที่มีผู้ร้องเรียน แต่ลงท้าย ผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่ก็หาได้รับโทษอันควรแก่การกระทำความผิดไม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าตามระเบียบของทางราชการนั้น การพิจารณาโทษกระทำโดยคณะกรรมการสอบสวนที่เป็นตำรวจด้วยกัน แม้ในคณะกรรมการจะมีข้าราชการสังกัดอื่นร่วมอยู่ด้วยแต่ก็เป็นส่วนน้อย ผู้กระทำความผิดจึงมักจะถูกลงโทษในสถานเบาหรือเพียงแต่ถูกภาคทัณฑ์ การซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจจึงเป็นแผลเรื้อรังที่ยังรักษาไม่หายมาจนทุกวันนี้

การซื้อขายตำแหน่งจะยุติได้โดยเด็ดขาดก็ต่อเมื่อการสอบสวน กระทำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลภายนอกที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยราชการใดๆ ในต่างประเทศหลายประเทศมีคณะกรรมการอิสระสำหรับพิจารณาการกระทำความผิดของตำรวจโดยเฉพาะ คล้ายศาลทหาร คณะกรรมการนี้ไม่ทำงานแบบประชุมเป็นคราวๆ แต่ทำเต็มเวลา และมีคณะเจ้าหน้าที่ประจำช่วยสืบสวนหาข้อมูล ไม่ต่างอะไรกับหน่วยราชการที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญาทั่วไป

Advertisement

ใน พ.ศ.2549 คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจที่ตั้งขึ้นในสมัยของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งผมเป็นประธาน ได้เคยเสนอให้ตั้งคณะกรรมการอิสระสำหรับรับและพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ที่เกี่ยวกับตำรวจ และได้ถึงกับร่างเป็นกฎหมายให้ด้วย แต่ก็ปรากฏว่าถูกดึงเรื่องเอาไว้จนกระทั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นอายุ

หากจะตั้งคณะกรรมการเช่นว่านี้ขึ้นโดยออกกฎหมายในขณะนี้ การดำเนินการทางนิติบัญญัติก็คงจะล่าช้าไม่ทันการณ์ และก็คงไม่แคล้วมีผู้คัดค้านขัดขวางหรือดึงเรื่องเช่นเดิม แต่ถ้านายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งคณะกรรมการนี้ขึ้น การชำระสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ปลอดพ้นจากโรคซื้อขายตำแหน่งก็คงจะเป็นไปได้โดยเร็ว

การตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อรับและพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ที่เกี่ยวกับตำรวจอาจจะแก้ปัญหาบุคลากรของตำรวจทั้งระบบไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็จะเป็นหลักประกันว่า ผู้มีเงินหรืออิทธิพลจะไม่สามารถซื้อตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้โดยสะดวกอย่างที่แล้วมา