อย่าคิดตื้น คิดแคบ และคิดมืดบอด : โดย ณรงค์ ขุ้มทอง

รัฐบาลท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศใช้ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 และมีผลเมื่อ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา อาจเป็นครั้งแรกของประเทศไทยก็ว่าได้ที่ประเทศได้กำหนดทิศทางและเป้าหมายไว้ รัฐบาลไหนมา-ไหนไปก็จะยึด พ.ร.บ.นี้บริหารประเทศ จะได้ไม่ขาดช่วงไป เพราะที่ผ่านมาถ้าไม่ตรงใจแนวคิดของผู้มีอำนาจก็ยกเลิกเสียเฉยๆ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องดีมีประโยชน์ต่อชาติ

มาตรา 7 ได้กำหนดไว้ว่า การพัฒนาประเทศต้องผ่านการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในอนาคตทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยง วางเป้าหมายประเทศในระยะยาว ยืดหยุ่นตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

เมื่อมองลึกลงไปในยุทธศาสตร์ มาตรา 12 มีคณะกรรมการ มีนายกรัฐมนตรี มีนายทหาร ผบ.เหล่าทัพ, มีหอการค้า, สภาอุตสาหกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมเสริมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 14 คน และในมาตรา 8 มีเป้าหมายปฏิรูปประเทศทั้งหมด 11 ด้าน

ผู้เขียนขอชื่นชมแนวคิดอันนี้ แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อสังเกต ประเทศไทยมีคนเกือบๆ 70 ล้านคน มีปัญหาและปัจจัยเชิงพัฒนาอีกมากมาย แต่ไม่ควรให้มีคน 2-3 คณะมากำหนดชะตากรรมของประเทศ ยิ่งประเทศอยู่ในช่วงพิเศษเช่นนี้ น่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะการรับฟังเสียงรอบด้านจากทุกภาคส่วน โดยให้ประชาชนทั้ง 4-5 ภาคของประเทศมีส่วนร่วม

หากย้อนหลังไปช่วง 20-30 ปี เราคาดหวังว่าเราจะเป็นเสือตัวใหม่ด้านอุตสาหกรรม หรือ New Industry แต่สุดท้ายเราล้มเหลว กลายเป็นแมวเสียดื้อๆ คราวนี้ประกาศ 4.0 เดินหน้าประเทศไทย เกือบทุกหน่วยงานล้วนสนอง 4.0 แต่สุดท้ายกลัวเหลือ 0.4

สิ่งที่ทุกฝ่ายควรตระหนักและคำนึงให้มากๆ คือ คุณภาพของคน ลักษณะนิสัยขนบธรรมเนียมของสังคมไทย ควรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นสากลมากขึ้น ควรเสริมด้านคุณธรรม จริยธรรม สร้างความรักชาติ รักแผ่นดินเกิด

วิชาประวัติศาสตร์ควรเน้นเป็นพิเศษ ไม่ทำอาจจะสายเกินแก้ จนกว่าคนรุ่นใหม่ไม่รู้ที่มาที่ไปของชาติของบรรพบุรุษว่าสร้างบ้านสร้างเมืองมาอย่างไร เสียเลือดเนื้ออย่างไร โรงเรียนและมหาวิทยาลัยพร้อมที่จะผลิตคนแล้วยัง กระบวนการการผลิตคน ตอบโจทย์ 4.0 แล้วยัง ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติแล้วหรือไม่

การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ของชาติ มีแนวคิดหลายแนวทาง มีการตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อทำเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีมอบนโยบาย ซึ่งมีวาระเร่งด่วน 2 เรื่องที่ต้องเร่งทำ คือ ด้านโครงสร้าง จึงอยากฝากถึงกรรมการอิสระว่า กระทรวงศึกษาธิการของเราใหญ่โตมาก/ซับซ้อน/ขาดการกระจายงานและมีส่วนร่วม ระดับจังหวัดและภาคขาดเอกภาพ ต่างคนต่างทำ ไม่ยึดโยงกับประชาชนและชุมชน

งาน ศธ.จังหวัด ศธ.ภาค กับเขตพื้นที่ มองแล้วน่าจะไม่ลงตัว เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันน่าจะยาก ถ้าไม่แก้น่าจะมีปัญหาพอสมควรในอนาคต ระดับอำเภอควรมีหน่วยงานทางการศึกษา กระทรวงและโรงเรียนยังยึดผล O-NET เป็นหลักประกันทางคุณภาพของผู้เรียน ผู้บริหารและครู ความรู้สมัยใหม่ไม่ได้มาจากครูอย่างเดียว มารอบตัว รวดเร็วและรอบโลก ครูรับไม่ทัน ควรเปลี่ยนโรงเรียนเป็น “สมาร์ท สกูล” (Smart School)

การเรียนการสอนในห้องเรียนควรลดลง เน้นนอกห้องเรียน การฝึกจริงๆ ทำจริงๆ ควรเพิ่มมากขึ้น และเนื้อหาควรสั้นลง แต่เน้นทำได้ ประกอบอาชีพได้ หลักสูตรระยะสั้นควรเพิ่มมากขึ้น ไม่ควรให้ผู้เรียนอยู่ในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัยนานเกินไป การรับคนเข้าทำงานควรดูประสบการณ์ ดูหลักธรรมชีวิตและผลงานให้มากกว่าดูผลการเรียน ถ้าทำเช่นนี้จะทำให้คนเปลี่ยนวิธีคิดในการกำหนดบทบาทและทิศทางของชีวิต คือ ต้องทำงานและสร้างงาน ควรยกเลิกการสอบหรือดูผล O-NET ไปผูกโยงกับคุณภาพของผู้บริหารและครู ส่งผลให้เกือบทุกโรงเรียนในประเทศเกิดการติวโอเน็ตขึ้นในโรงเรียน ซึ่งการติวเป็นวิธีการทำลายทักษะและกระบวนการการเรียนรู้ กระบวนการคิดและวิเคราะห์ของนักเรียนอย่างน่าเศร้าที่สุด เลวร้ายที่สุด ระบบติวทำลายชาติทางด้านการศึกษาที่ทุกฝ่ายไม่ควรมองข้าม

ด้านเศรษฐกิจ เรายึดโยงกับผลผลิตด้านเกษตรเป็นหลัก หวังพึ่งพาราคาข้าว ราคายาง ราคาผลไม้ ก็ยิ่งยากยิ่ง ยาง 3 กก.ต่อ 100-120 บาท เงาะ มังคุด 4-5 กก. 100 บาท ยางกรีดไม่ได้ ฝนตกผิดฤดูกาลหรือจะหวังขายข้าวแกงข้างถนน เลี้ยงคนในชาติคงไม่ไหว การขยายตัวทางเศรษฐกิจ เลิกคิดและเอาไปกระจุกตัวในภาคตะวันออกได้แล้ว

อนาคตข้างหน้าของอีอีซี คงไม่พอจะทำให้ประเทศยั่งยืนและมั่นคงได้ นี่คือปัญหาที่วนเวียนหลอกหลอนรัฐบาลและคนในชาติร่วม 50 ปี เพราะผู้บริหารยังติดกับดัก คิดแบบเดิม คิดตื้น คิดแคบ ไม่กล้าจะขับเคลื่อน กล้าคิด เมื่อไหร่จะมีคนไทยกลุ่มหนึ่งออกมาคัดค้าน ดังเช่นท่านสมัคร สุนทรเวช คิดเรื่องถนนวงแหวนรอบกรุงเทพฯ เรื่องสนามบินหนองงูเห่า คิดกันร่วม 40 กว่าปีกว่าจะสร้าง ลงทุนมาก หลายคนห่วง แต่เห็นไหมมันมีประโยชน์มหาศาลต่อประเทศชาติ

เรื่องคลองไทย ขณะนี้เป็นกระแสสำคัญในภาคใต้และโลก จนมีคนกลุ่มหนึ่งที่หวังดีต่อประเทศชาติและต้องการให้สนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรีตั้งกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ว่าคุ้มหรือไม่ ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนจะสร้างหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น ถ้าศึกษาแล้วไม่คุ้ม ก็ไม่รู้ว่าจะสร้างไปทำไม ขออย่างเดียวอย่าคิดแคบๆ คิดมืดบอด สุดท้ายประเทศก็มืดบอด เหมือนดังที่คนไทยเคยดูถูกดูแคลนท่านสมัคร สุนทรเวช เมื่อ 40-50 ปีก่อน

การทำยุทธศาสตร์ประเทศเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่รัฐบาลนี้คิดและทำ แต่อย่าลืมต้องใจกว้าง มองไกล และพร้อมรับฟังทุกภาคส่วน เพราะประเทศชาติไม่ใช่ของท่านเพียง 50 คน 100-200 คนที่บริหารบ้านเมืองอยู่ขณะนี้ ยุทธศาสตร์ชาติต้องตอบโจทย์โลกศตวรรษที่ 21 การวางยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างการขนส่งแลกเปลี่ยนภายในประเทศและนอกประเทศ ทางถนน/ทางอากาศ แต่ทางรถไฟ ควรวางเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศรอบๆ ประเทศของเรา ด้านทางทะเล ควรให้ความสำคัญให้มากกว่านี้ เพราะภูมิที่ตั้งของไทยเหมาะสมและท้าทาย

ยิ่งเราอยู่ท่ามกลางผู้บริโภคเกือบ 4,000 ล้านคน การเชื่อมโยงระหว่าง 2 มหาสมุทร ควรหยิบยกขึ้นมาคิดและวางยุทธศาสตร์โดยเร็ว ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควรเร่งและมีทิศทางและเป้าหมาย เพราะอีก 10-20 ปีข้างหน้า คนไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดอีกมากมาย มิฉะนั้นแล้วก็ยากยิ่งที่ขับเคลื่อนประเทศสู่ 4.0 หรือเข้าสู่มาตรฐานสากลได้ ยิ่งพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระองค์ทรงเน้นย้ำในความสำคัญในเรื่องนี้มากที่สุด

ด้านพลังงาน ด้านอาหาร ด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ก็ไม่ควรตกหล่น ช่องทางที่ทำให้ประเทศอยู่ได้ ประชาชนมั่งคั่งและยั่งยืนในโลกหน้าควรมีอะไร และเราควรสร้างอะไรให้กับลูกหลาน ในอดีตบรรพบุรุษสร้างวัดพระแก้วนับ 100 ปี ถึงวันนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทั่วโลกรู้จัก อยากมาอยากเที่ยว แล้วรุ่นพวกเราคิดสร้างอะไรบ้างที่เป็นนวัตกรรมระดับโลก จึงชอบแล้วและขอปรบมือดังๆ ที่ท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตัดสินใจสร้างหอชมเมืองกรุงเทพฯ ที่กำลังจะกลายเป็นแลนด์มาร์กอันดับต้นๆ ของโลกดัง ดร.มหาธีร์ อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พัฒนาเกาะลังกาวี สร้างสะพานเชื่อมเกาะปีนังแผ่นดินใหญ่ยาว 26-27 กม. สร้างตึกแฝด สร้างเมืองใหม่ปุตราจายา มีคนมาเลเซียที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมากมาย สุดท้ายมาเลเซียกลายเป็นประเทศหนึ่งของโลกที่พัฒนาจนชาวโลกทึ่งในความเป็นผู้นำของ ดร.มหาธีร์

เราก็มั่นใจว่า ท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถทำได้เช่นกัน ถ้าใจไม่แคบ ไม่มืดบอด

คิดเถอะ ทำเถอะ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ทำดีกับประเทศ ประชาชนเจ้าของประเทศเห็นด้วย สนับสนุนแน่นอน และแค่รับฟังและถ้านำคลองไทยเชื่อมอ่าวไทย-ทะเลอันดามัน เข้าสู่แผนยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าไม่ดังไปทั่วโลกแล้วผู้เขียนขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แต่ขออย่างเดียว ท่านอย่าคิดแคบ คิดบอด คิดมืดก็แล้วกัน และอย่าตัดสินใจบนความรู้สึกของคนกลุ่มเดียว ที่ไม่ใช่ความต้องการของคนส่วนใหญ่ รู้ไหมประเทศเราหยุดและช้ากว่าเพื่อนบ้านมานานแค่ไหนแล้ว

ถ้ารู้แล้ว กลัวอะไร รออะไร และรอทำไม

ณรงค์ ขุ้มทอง
ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
โรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณ และโรงเรียนดาวนายร้อย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ดีเอสไอสรุปสำนวน 560 พนง.การท่าเรือเอี่ยวโกงโอที เสียหายกว่า 3,000 ล้านบาท ส่ง ป.ป.ช.
บทความถัดไปกระหึ่ม! ปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ขสมก. ไฟเขียวเบสท์รินร่วมประมูล คลายปมหรือขันนอต