หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทความ การปฏิ...

บทความ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (1) โดย อรรถพล ใหญ่สว่าง

21.08.17 | 13:00 น.

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ

ค. ด้านกฎหมาย

(1) มีกลไกให้ดำเนินการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับหลักการตามมาตรา 77 และพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยให้มีการใช้ระบบอนุญาตและระบบการดำเนินการโดยคณะกรรมการเพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การทำงานเกิดความคล่องตัว โดยมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และไม่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินความจำเป็น เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ

(2) ปฏิรูประบบการเรียนการสอนและการศึกษาอบรมวิชากฎหมายเพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายให้เป็นผู้มีความรอบรู้ มีนิติทัศนะ และยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมาย

(3) พัฒนาระบบฐานข้อมูลกฎหมายของรัฐโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลกฎหมายได้สะดวก และสามารถเข้าใจเนื้อหาสาระของกฎหมายได้ง่าย

Advertisement

(4) จัดให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย

ง.ด้านกระบวนการยุติธรรม

(1) ให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า และมีกลไกช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ รวมตลอดทั้งการสร้างกลไกเพื่อให้มีการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเหลื่อมและความไม่เป็นธรรมในสังคม

(2) ปรับปรุงการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ชัดเจนเพื่อมิให้คดีขาดอายุความ และสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการสอบสวนคดีอาญา รวมทั้งกำหนดให้การสอบสวนต้องใช้ประโยชน์จากนิติวิทยาศาสตร์ และจัดให้มีบริการทางด้านนิติวิทยาศาสตร์มากกว่าหนึ่งหน่วยงานที่มีอิสระจากกันเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างมีทางเลือก

(3) เสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมให้มุ่งอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยสะดวกและรวดเร็ว

(4) ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง และโยกย้าย และการพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจน

ในการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้ายต้องคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกับเพื่อให้ข้าราชการตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพและภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน

ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เน้นการปฏิรูปประเทศเป็นสำคัญ เพื่อให้ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ รวมทั้งสังคมต้องมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การปฏิรูปประเทศนั้นมีหลายด้าน คือ ด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ

สำหรับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีองค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้องด้วยคือ ศาล องค์กรอัยการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และทนายความนั้น ควรให้แต่ละองค์กรได้มีการปฏิรูปตนเองโดยให้ประชาชนเจ้าของประเทศมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง มิควรให้หน่วยงาน คณะบุคคล หรือบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมมาช่วยปฏิรูป เพราะไม่มีใครจะรู้ดีกว่าองค์กรของตัวเอง

ผู้เขียนซึ่งเรียนและสอนกฎหมายมาตลอดชีวิตขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 258

ง.ด้านกระบวนการยุติธรรม ดังนี้

1.ปัจจุบันประชาชนทั่วไปมีความรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างล่าช้าทุกขั้นตอน จึงมักมีคำกล่าวเปรียบเปรยว่า กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าก็แสดงว่าไม่มีความยุติธรรม

ดังนั้นควรกำหนดระยะเวลาทุกขั้นตอนไว้เป็นกรอบเพื่อไม่ให้คดีล่าช้าเกินควร เช่น คดีอาญาประเภทใดตำรวจซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนควรดำเนินการให้เสร็จภายในกำหนดระยะเวลาใด

ในชั้นพนักงานอัยการเสร็จเวลาใด และในชั้นศาลไม่ว่าศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ควรกำหนดกรอบเวลาเสร็จให้ชัดเจนเช่นเดียวกัน เพราะแม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน”

แต่ในความเป็นจริงประชาชนที่ยากจนและขาดแคลนทุนทรัพย์จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้น้อยกว่าผู้มีฐานะและอำนาจทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีอาญาผู้ร่ำรวยที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยก็สามารถประกันตัวได้ แม้จะมีการดำเนินคดีนานเท่าใดก็ไม่เดือดร้อน แต่ผู้มีฐานะยากจนไม่มีหลักประกันก็อาจจะถูกควบคุมหรือกักขังในระหว่างถูกดำเนินคดี ทำให้เสียสิทธิเสรีภาพและทำให้ครอบครัวแตกแยก เป็นปัญหาในทางสังคม จึงจำเป็นต้องมีการสร้างกลไกหรือบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ

เรื่องนี้ผู้บริหารประเทศสามารถตั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม แต่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยจะได้รับทราบความคิดเห็นของประชาชนเจ้าของประเทศ และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมประเทศไทย

2. การปรับปรุงการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสมนั้น ปัจจุบันประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็มีบทบัญญัติไว้เหมือนกันแต่อาจยังไม่ชัดเจนเพียงพอ

ผู้เขียนเห็นว่าการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับคดีอาญาควรบัญญัติให้ชัดเจนและตีความโดยเคร่งครัด มิฉะนั้นจะเป็นช่องโหว่ให้ผู้มีความรู้ทางกฎหมายที่ไม่มีจริยธรรมหรือคุณธรรมหลีกเลี่ยง อันจะก่อให้เกิดความไม่สงบในสังคมประเทศชาติ แต่การสอบสวนคดีอาญาเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ จึงควรให้หน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องโดยตรงประชุมร่วมกันเพื่อปรับปรุงโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนนักวิชาการหรือผู้มีความรู้ทางกฎหมายอื่น ควรเป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่ใช่ผู้ชี้นำหรือกำหนดหลักเกณฑ์การสอบสวนขึ้นมา ทั้งที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องไม่เห็นด้วย

ดังเช่น การออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. …. ฉบับใหม่ ผู้เขียนจึงขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการสอบสวนคดีอาญา ว่าอารยประเทศ ทั้งประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) และประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) มีบทบัญญัติกฎหมายหรือแนวปฏิบัติอย่างไร ดังนี้

การดำเนินคดีอาญาในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) เช่น ประเทศฝรั่งเศส และประเทศเยอรมนี พนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนคดีอาญาโดยตรง หรือกำกับดูแลการสอบสวนของพนักงานสอบสวน และศาลสามารถลงมาตรวจสอบค้นหาความจริงด้วยระบบไต่สวน (Inquisitorial System) เพื่อเป็นการถ่วงดุลของการใช้อำนาจสอบสวนของพนักงานอัยการ

ส่วนประเทศเกาหลีใต้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนแต่เพียงผู้เดียว แต่ในทางปฏิบัติพนักงานอัยการจะมอบให้พนักงานสอบสวนช่วยทำการสอบสวนในคดีความผิดทางอาญาทั่วไปที่ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน หรือที่เรียกง่ายๆ คดีที่ไม่สำคัญ

และประเทศญี่ปุ่นพนักงานอัยการกับพนักงานสอบสวนจะร่วมกันสอบสวนโดยพนักงานอัยการจะกำกับดูแลการสอบสวน ทำให้การดำเนินคดีอาญาในประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นที่ยอมรับว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

ส่วนการดำเนินคดีอาญาในระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) เช่น ประเทศอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ตำรวจจะทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนแล้วสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการ ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าสำนวนการสอบสวนยังบกพร่องก็มีอำนาจสั่งสอบสวนเพิ่มเติมเหมือนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศไทย แต่พนักงานอัยการสหรัฐอเมริกาอาจไม่สั่งสอบสวนเพิ่มเติม แต่สั่งให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนประจำสำนักงานอัยการสอบสวนเพิ่มเติมก็ได้

อีกทั้ง ในกรณีคดีสำคัญพนักงานอัยการสหรัฐอเมริกาสามารถเริ่มต้นสอบสวนคดีได้เอง โดยไม่ต้องรอให้พนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จแล้วส่งพนักงานอัยการ เห็นว่ากระบวนการสอบสวนฟ้องร้อง เป็นกระบวนการเดียวกันทั้งหมดภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของพนักงานอัยการ โดยกระบวนการสอบสวนฟ้องร้องแยกออกจากกระบวนการพิจารณาคดี และถือว่าผู้ต้องสงสัย หรือผู้ต้องหา หรือผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริง (Principle of Presumption of Innocence)

ดังเช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดและก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้”