ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาการเมืองประเทศไทยจับตาดูความเคลื่อนไหว 2 ประการ
ประการแรก คือ จับตาดูความเคลื่อนไหวการตั้งคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งได้ประกาศออกมาแล้ว
ประการที่สอง คือ จับตาดูความเคลื่อนไหวก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิพากษาคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีผลักดันนโยบายจำนำข้าว ในวันที่ 25 สิงหาคม
สำหรับการปฏิรูปประเทศไทย ต้องถือว่า คสช.นำประเทศให้เดินทางมาถึงอีกช่วงหนึ่งแล้ว
ถือเป็นช่วงที่สาม
นับจาก สปช. มาถึง สปท.และขณะนี้คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปออกมาแล้ว 11 ด้าน จำนวน 120 คน
11 ด้านดังกล่าว ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการ 2.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มีนายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการ 3.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการ 4.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม มีนายอัชพร จารุจินดา ประธานกรรมการ
5.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ มีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ 6.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนายรอยล จิตรดอน ประธานกรรมการ 7.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข มีนายเสรี ตู้จินดา ประธานกรรมการ 8.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย ประธานกรรมการ 9.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม มีนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานกรรมการ 10.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน มีนายพรชัย รุจิประภา ประธานกรรมการ
และ 11.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ
คณะกรรมการปฏิรูปมีกำหนดให้ต้องเสนอแผนการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือน หรือภายในเดือนเมษายน ปี 2561
อย่างไรก็ตาม เมื่อไล่เรียงตามกฎหมายแล้ว เชื่อว่าคณะกรรมการปฏิรูปอาจต้องทำงานให้เร็วกว่านั้น
ทั้งนี้เพราะ ม.10 กำหนดขั้นตอนการปฏิรูป ประกอบด้วย 1.ครม.ตั้งคณะกรรมการ 11 ด้าน ซึ่งดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม
2.ที่ประชุมกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขร่างแผนปฏิรูป ภายใน 30 วัน 3.เริ่มดำเนินการจัดทำแผนปฏิรูปประเทศตาม ม.11
พลิกไปดู ม.11 ระบุว่า การจัดทำร่างแผนปฏิรูปประเทศ ให้ดำเนินการดังนี้
1.ให้คณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านจัดทำแผนปฏิรูปให้เสร็จ ภายใน 90 วัน 2.ส่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ พิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน 3.เสนอร่างแผนปฏิรูปประเทศต่อคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน
คำนวณเวลาแล้วประมาณเดือนกุมภาพันธ์
หลังจากนั้นคณะรัฐมนตรีเห็นชอบและรายงานต่อรัฐสภาเพื่อทราบแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และบังคับใช้
สําหรับหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปดังกล่าว จะทำงานประสานไปกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่จะตั้งขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคมนี้
กล่าวคือกฎหมายได้กำหนดให้ แผนและขั้นตอนการปฏิรูปด้านต่างๆ ต้องส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์
หลังจากได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ทุกอย่างก็จะดำเนินการไปตามแผน
คณะกรรมการปฏิรูปจะเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ต้องกำกับดูแลความเป็นไปในการปฏิรูป
มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี
อย่างไรก็ตาม เรื่องแผนและขั้นตอนการดำเนินการนั้น เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ของการปฏิรูปถูกกำหนดมาจาก สปท.
ยิ่งเมื่อคณะกรรมการประกอบด้วยอดีต สปท.จำนวนมาก การทำความเข้าใจและกำหนดแผนและขั้นตอนย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าจะทำได้ยากคือ การนำแผนไปสู่การปฏิบัติ
นำความฝันไปสู่ความจริง
ดังนั้น จึงมีกระแสเสียงจากผู้คนโดยรอบว่า คณะกรรมการปฏิรูป หรือแม้แต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ ต้องแสวงหาบุคคลเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากที่สุด
จะเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยประการใดๆ ก็ได้ แต่ควรจะได้เข้าไปมีส่วนร่วม
มิเช่นนั้น ตอนที่เข้าสู่ขั้นตอนนำ “ความฝัน” ไปสู่ “ความจริง” อาจจะสะดุด
แล้วทุกอย่างจะกลับไปสู่สภาพ “เสียของ” อีกครั้ง
ย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวในคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม
เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ที่สนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ และสนับสนุนพรรคเพื่อไทย
เป็นความเคลื่อนไหวที่สังเกตได้จากคำให้สัมภาษณ์ของ นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษาแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.
“ขณะนี้รัฐบาลได้บล็อกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ รถบัส รถรับจ้าง ต่างถูกควบคุมหมด
แกนนำ นปช.ในพื้นที่เองก็ถูกบล็อกเช่นกัน
ใครจะไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทางที่ดีคงต้องซื้อตั๋วโดยสารเอง ต่างคนต่างไป เพราะขณะนี้เหมือนว่าได้มีการบล็อกการสนับสนุนทั้งจากอดีต ส.ส. อดีตแกนนำ แม้จะใช้เงินของตัวเองก็ตาม”
นางธิดาบอกว่า “ยอมรับว่าการสกัดกั้นนี้สร้างอุปสรรคแก่ประชาชนไม่น้อย แต่นั่นก็จะสร้างความโมโหแก่ประชาชนด้วย
เมืองไทยเราเกิดรัฐประหารหลายรอบ ยังไม่เคยมีครั้งใดที่บีบคั้นประชาชนมากเท่าครั้งนี้
วันนี้ประหนึ่งว่า คสช.ยังไม่เชื่อมั่นอำนาจของตัวเอง ถ้า คสช.คิดรักษาความสงบแค่เพียงชั่วคราว ก็จะประสบความสำเร็จ
แต่การคิดเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นไปอย่างต้องการด้วยรัฐประหาร ย่อมจะไม่ประสบความสำเร็จแน่นอน
เพราะตั้งเป้าที่ยิ่งใหญ่เกินไป”
ภายหลังที่นางธิดาออกมาเปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่างๆ ต่อมาก็ปรากฏข่าวสารว่า บางพื้นที่เจ้าหน้าที่ถึงกับให้แกนนำเซ็นเอ็มโอยูเป็นคำสัญญา
สัญญาว่า จะไม่เดินทางไปเชียร์นายกฯปู
ดูเหมือนว่าความเคลื่อนไหวของประเทศไทยยังคงเป็นเช่นนี้ คล้ายกับคู่ขนาน
ทางหนึ่ง คสช.ผลักดันการพัฒนาประเทศ โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาปฏิรูป วางยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว
รวมไปถึงการตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมาเพื่อแสวงหาแนวทางไปสู่สันติสุข
แต่อีกทางหนึ่ง ยังมีความเคลื่อนไหวในทำนองสกัดกั้นมิให้เกิดฝ่ายการเมืองเคลื่อนไหว
โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่เป็นพรรคเพื่อไทย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2557 มาจนถึงปัจจุบัน
เป็นความเคลื่อนไหวที่ท้าทายเป้าหมายของ คสช.เป็นอย่างยิ่ง
ท้าทายเป้าหมาย “การปฏิรูป” ท้าทายเป้าหมาย “การปรองดอง”
และสำคัญที่สุดคือ ท้าทายเป้าหมายของ คสช.
นั่นคือ ไม่เสียของ

